“จาตุรนต์” ชี้เพื่อไทยพูดนโยบายชัดสุดทุกเวที เทียบแคนดิเดตนายกฯ หนุน
“อ.เชน ยศชนัน” พร้อมทำเรื่องใหญ่ วิสัยทัศน์ชัด นำนโยบายสู่การปฏิบัติได้จริง
วันที่
6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย
พรรคเพื่อไทย ในชื่องาน “ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่” ณ สนามกีฬาเทพหัสดิน
กรุงเทพฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง
ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัยย้ำว่า
การตัดสินใจเลือกตั้งต้องพิจารณาจาก “การหาเสียง” ว่าแต่ละพรรคพูดถึงนโยบายอย่างไร
โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่พูดเรื่องนโยบายมากที่สุด
และเสนออย่างชัดเจนที่สุด
นายจาตุรนต์กล่าวว่า
หลายพรรคอาจมีนโยบายอยู่ แต่ไปอยู่ในลิงก์ให้ประชาชนกดดูในอินเทอร์เน็ต
ขณะที่เวลาไปปราศรัยกลับพูดน้อยกว่าเพื่อไทยมาก พร้อมยืนยันว่า
“เกือบทุกเวทีของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่พิธีกรไปจนถึงแคนดิเดตอันดับหนึ่ง
พูดนโยบายกันทั้งนั้น”
พร้อมกันนี้
นายจาตุรนต์ระบุว่า จากการไปพบประชาชนในช่วงหาเสียง
พบว่าประชาชนจำนวนมากยังจดจำได้และยังมีความเชื่อมั่นว่า
พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
และให้ผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนได้มากที่สุด
นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึงแนวทางการทำงานของผู้สมัครว่า
การเลือกตั้งคราวนี้ พรรคเพื่อไทยย้ำชัดว่าผู้สมัครของพรรค โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
ต้องใกล้ชิดประชาชน พร้อมเป็นตัวแทนของประชาชน โดยแม้จะใช้อินเทอร์เน็ตหาเสียงได้
แต่เมื่อเป็นผู้แทนแล้ว “ห้ามเป็นผู้แทนแต่ทางออนไลน์” ต้องใกล้ชิดประชาชนตลอดเวลา
จากนั้น
นายจาตุรนต์ได้เปรียบเทียบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่าง ๆ
โดยกล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า “ไม่ต้องพูดถึงแล้ว”
พร้อมยกเหตุผลว่าไปดีเบตเมื่อวานก็พูดแต่เรื่อง “ไม่ทุจริต”
ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดมาก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปสนับสนุนรัฐประหาร
และทุกวันนี้ยังพูดอยู่จน “กลายเป็นแผ่นเสียงตกร่อง”
ในส่วนนายอนุทิน
ชาญวีรกูล นายจาตุรนต์ระบุว่าไม่ดีเบต เพราะรู้ว่า “ยิ่งดีเบตจะยิ่งแย่”
อีกทั้งนอกจากทำให้บ้านเมืองมีปัญหาหลายเรื่องแล้ว
ล่าสุดเวลาไปพบสื่อหรือไปปราศรัยที่ไหนก็มีท่าทีเกรี้ยวกราด
โดยเห็นว่าคำพูดที่มีปัญหามากที่สุดคือการพูดว่า “คลั่งชาติให้บ้าไปเลย”
ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ควรพูด พร้อมชี้ว่าแคนดิเดตคนอื่นพูดเรื่องรักษาอธิปไตย
รักษาดินแดน โดยใช้ถ้อยคำที่มุ่ง “สร้าง”
สร้างสันติภาพเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ และหามิตรในเวทีระหว่างประเทศ
แต่กรณีของนายอนุทินกลับพูดในสิ่งที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไม่สมควรพูด
นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึง
“เท้ง” นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ว่าแบกภาระจาก MOA หนักมาก
ทำให้พูดอะไรไม่ถนัด อีกทั้งผู้นำจิตวิญญาณก็ “บิดไปบิดมา”
จนไม่สามารถพูดเรื่องอุดมการณ์และระบบโครงสร้างอย่างที่เคยพูดได้สมัยอนาคตใหม่
ส่งผลให้เท้งอึดอัด และเมื่อจะพูดนโยบายหรือวิสัยทัศน์ก็พูดได้ไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน
นายจาตุรนต์กล่าวชื่นชม อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้สูง
เคยทำงานและมีผลงานมา แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจน และพูดถึงนโยบายด้วยความเข้าใจ
แม้ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมมากมายก็ยังสามารถพูดเรื่องนโยบายได้อย่างมีเนื้อหา
พร้อมระบุว่าอาจารย์เชนเข้าสู่การเมืองด้วยความจริงจัง ไม่ได้ขายวาทกรรม
ไม่ได้ไปโต้แย้งกับใคร แต่ตั้งใจพัฒนาประเทศ
นายจาตุรนต์กล่าวด้วยว่า
อาจารย์เชนต้องการเปลี่ยนประเทศจริง ๆ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเอไอ
ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ครอบคลุมทั้งระบบ
เป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล อีกทั้งยังมีวุฒิภาวะ
โดยเห็นได้ชัดว่าอาจารย์เชนพัฒนาแบบก้าวกระโดดในเวลาสั้น ๆ
และพร้อมทำเรื่องใหญ่ให้ประเทศ
เมื่อพูดถึงประสบการณ์ด้านการบริหาร
นายจาตุรนต์ย้ำว่าอาจารย์เชนมีมากกว่านายณัฐพงศ์แน่นอน และยังมี “แบ็คอัพ”
คือมีนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในพรรคมากกว่าพรรคประชาชนด้วย ส่วนกรณีนายอนุทิน
แม้ต้องยอมรับว่ามีประสบการณ์มากกว่าอาจารย์เชนเยอะ แต่ประสบการณ์ของนายอนุทินในช่วงสองสามเดือนมานี้พิสูจน์แล้วว่าได้สร้างความเสียหายให้ประเทศไทย
“ยับเยินที่สุด” ดังนั้น “ประสบการณ์แบบนี้” อาจารย์เชนไม่ต้องมีก็ได้
ท้ายที่สุด
นายจาตุรนต์กล่าวว่า เมื่อพิจารณาแคนดิเดตของแต่ละพรรคเช่นนี้
ขอให้ประชาชนพร้อมใจกันเลือกพรรคการเมืองที่ยืนอยู่กับประชาธิปไตย
เลือกพรรคการเมืองที่ทำได้ทั้ง “สร้างนโยบาย” และ “นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ”
รวมถึงเลือกพรรคการเมืองที่มีแคนดิเดตที่มีวิสัยทัศน์
ตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาประเทศ และเป็นที่ยอมรับของประชาชนมากขึ้น ๆ
โดยขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้ “อาจารย์เชน ยศชนัน
วงศ์สวัสดิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569


