“โรม” อัด “อนุทิน” ไร้วิสัยทัศน์นโยบายแล้ว สิ้นหวังถึงขนาดต้องเอาเรื่องรักชาติมาหาเสียง ชวนอย่าให้ใครเอารัฐประหารมาขู่ รวมพลังให้หนักแน่น เดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงด้วยความหวัง
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานหลัง มอ.ปัตตานี จ.ปัตตานี คาราวานหาเสียงพรรคประชาชน สายภาคใต้ 2 “บินหลาดง” นำโดย รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, ชุติมา คชพันธ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, รอมฎอน ปันจอร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สุนทร บุญยอด ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาชนปัตตานี พร้อมกับผู้สมัคร สส.ปัตตานี พรรคประชาชน ทััง 5 เขต ประกอบด้วย ไวชิต อุดมวนิช ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 เบอร์ 1 พรรคประชาชน, อับดุลเราะมัน สายาดะ ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 2 เบอร์ 4 พรรคประชาชน, พิมาน แม้นมินทร์ ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 3 เบอร์ 3 พรรคประชาชน, โมฮำมัดรอฮมัด มามุ ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 4 เบอร์ 1 พรรคประชาชน และ มูฮัมหมัดนาเซร์ สูหลง ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 5 เบอร์ 5 พรรคประชาชน
ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย รังสิมันต์ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่างอนาคตแบบเดิมและอนาคตแบบใหม่ ดูเหมือนมีสามตัวเลือกแต่จริงๆ แล้วมีแค่สองขั้ว ขั้วเดิมบริหารโควิดอย่างไรทุกคนรู้อยู่แล้ว บริหารน้ำท่วมอย่างไรรู้อยู่แล้ว กับอีกขั้วหนึ่งคือขั้วอนาคต ขั้วแห่งความเปลี่ยนแปลง ปี 2569 จะได้ขั้วใหม่หรือขั้วเดิมทุกคนเป็นคนตัดสิน พรรคประชาชนยืนยันว่าถ้าได้เป็นรัฐบาล ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นฝ่ายค้านแน่นอน ไม่มีวันที่พรรคกล้าธรรมจะได้ร่วมรัฐบาลพรรคประชาชนแน่นอน ผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมเวลาหาเสียงก็ช่วยประกาศให้ทุกคนทราบด้วยว่าถ้าตัวเองได้รับเลือกเป็น สส. ก็จะไปโหวตให้ ธรรมนัส เป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนลุงหนูช่วงนี้รักชาติมาก รักเป็นพิเศษ ตนเกิดมาไม่เคยเจอช่วงเวลาไหนที่การจะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องวัดจากการยืนตัวตรงกว่าใคร ตนเข้าใจมาโดยตลอดว่าถ้าอยากเป็นรัฐบาลต้องทำนโยบาย ต้องบอกว่าจะทำนโยบายนี้ให้สำเร็จอย่างไร ใครจะมาเป็นรัฐมนตรี และที่สำคัญจะจัดขั้วการเมืองอย่างไร ประชาชนจะได้รู้ว่าที่เลือกไปตรงปกหรือไม่ วันนี้ อนุทินเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่มาหาเสียงโดยพยายามบอกว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนไม่ตรง ร้องเพลงไม่ดัง ตกลงแล้วนายกรัฐมนตรีจะวัดกันที่การร้องเพลงและการยืนตัวตรงหรือ
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าอนุทินอ้างว่ารักชาติกว่าใคร แต่มีเวทีดีเบตที่ใดก็ไม่เคยไป ไม่กล้าเผชิญหน้ากับณัฐพงษ์ แล้วมีหน้ามาอาสาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร สรุปว่ามีนโยบายเดียวคือรักชาติกว่าใคร นโยบายอื่นไม่มีใช่หรือไม่ ที่สำคัญความรักชาติกว่าใครสมควรถูกเอามาใช้แบ่งเขาแบ่งเราหรือ การบอกว่าพวกตัวเองรักชาติแล้วพวกอื่นไม่รักชาติ วิธีการแบบนี้เป็นวิธีการของคนรักชาติตรงไหน ปากที่พูดออกมาแบบนี้คือการทำลายความเป็นเอกภาพของชาติโดยแท้ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่พฤติกรรมของคนรักชาติ แต่เป็นพฤติกรรมของคนที่สิ้นหวัง ที่รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แพ้แน่นอน จึงต้องทำทุกวิถีทาง
วันนี้มีการปล่อยคลิปเสียงออกมาคลิปหนึ่ง ตนไม่รู้ว่าเป็นคลิปเสียงของใคร แต่เห็นว่ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยชื่อว่าศักดา ไปแจ้งความบอกว่าไม่ใช่เสียงของตัวเอง คลิปเสียงนี้มีความน่าสนใจ คือนอกจากมีความพยายามอ้างว่าเจ้านายใหญ่ไม่ชอบคนนั้นไม่ชอบพรรคนี้ ยังพูดถ้าไอ้ส้มเป็นรัฐบาลจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น การรัฐประหารคือการปล้นอำนาจประชาชน ประชาชนมีทางเลือกสองทาง ทางแรกคือการปกป้องบ้านของเราจากโจร กับอีกทางคือการไปร่วมกับโจร ประชาชนจะเลือกอย่างหลังหรือจะรวมพลังกันเพื่อยืนยันว่าประชาชนไม่กลัวโจรหน้าไหนที่จะมายึดอำนาจทั้งนั้น
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าสังคมจะไม่มีวันเปลี่ยนถ้าสุดท้ายประเทศไทยยังคงวนเวียนอยู่กับการรัฐประหาร ถ้าการรัฐประหารทำให้ประเทศเจริญ ประเทศไทยคงจะมีจีดีพีใหญ่กว่าอเมริกาไปแล้วเพราะรัฐประหารตลอดเวลา การรัฐประหารไม่ใช่ทางออก และทหารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากทำ พวกเขาได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เกือบทุกค่ายทหารล้วนเลือกพรรคก้าวไกลและอยากให้พิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเขารู้ว่ามันมีอยู่แค่พรรคการเมืองเดียวที่ยืนเคียงข้างทหารชั้นผู้น้อย ที่พยายามนำเสนอนโยบายในการทำให้ทหารชั้นผู้น้อยลืมตาอ้าปากได้ แต่วันนี้ยังมีพรรคการเมืองบางพรรคยกคำพูดว่า “ทหารมีไว้ทำไม” มาใช้โจมตีพวกเรา ทหารรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร แต่นักการเมืองบางกลุ่มความจำไม่ดี ก็พยายามเอาเรื่องนี้มาใช้โจมตี ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ได้เอาไว้ยุ่งการเมืองและรัฐประหาร
สิ่งที่พวกเขาพยายามใส่ร้ายพรรคประชาชนคือความกลัว เขากลัวว่าพรรคประชาชนจะชนะ กลัวว่าเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ และไม่ใช่แค่กลัวพรรคประชาชนอย่างเดียวแต่กลัวประชาชนด้วย สมัยก่อนพวกเราถูกแบ่งแยกและปกครอง เผชิญกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อทำลายล้าง ทำให้ประชาชนไม่สามารถรวมกันได้ แต่พอพรรคการเมืองแบบนี้เป็นพรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอนโยบาย บอกประชาชน แล้วรวมพลังประชาชนเป็นกลุ่มก้อน จึงเป็นเหตุผลว่านอกจากพวกเขาจะกลัวพรรคประชาชน เขายังกลัวว่าประชาชนจะรวมตัวกันได้ แล้วเรียกร้องในสิ่งที่ควรเป็นของประชาชนมาตั้งแต่ต้นด้วย
รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่า เมื่อไหร่ที่ประชาชนไม่เห็นความหวังของการเมืองที่ดีกว่าและการเปลี่ยนแปลงประเทศ สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์ก็คือการเมืองแบบเดิม เขาต้องการแช่แข็งประเทศนี้เพราะคนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการทำมาหากินบนเงินภาษีของประชาชน ทุกคนเห็นตัวอย่างประกันสังคมแล้ว เขาได้ประโยชน์จากวิธีการบริหารราชการแบบนี้ คนเหล่านี้คิดแค่ว่าถ้ามีเงินซื้อเสียงก็จะได้รับการเลือกตั้ง วันนี้ปัญหาต่างๆ ของประชาชนจึงอยู่แบบนี้ พอมีพรรคการเมืองที่ทำการเมืองโดยไม่ซื้อเสียง ตรวจสอบการทุจริต ทำงานอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นที่เกรงกลัวของบรรดาขั้วอำนาจเก่า วันนี้ตนจึงไม่ได้เรียกร้องทุกคนแค่ให้เลือกพรรคประชาชนเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่ขอให้รวมพลังของประชาชน และทวงคืนอำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชนกลับคืนมา
“วันนี้เราต้องมองการเมืองด้วยความหวัง ต้องเชื่อว่าประเทศนี้ดีกว่านี้ได้ วันนี้เราพร้อมแล้วหรือยังสำหรับความเปลี่ยนแปลง ถ้าทุกคนพร้อมนี่คือโอกาสที่ดีที่สุด ไม่มีครั้งไหนที่พรรคประชาชนจะมีความเข้มแข็งเท่านี้ ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนจะรวมพลังกันได้เข้มแข็งเท่านี้มาก่อน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขอให้ทุกคนช่วยกันสนับสนุนพรรคประชาชน ไม่ใช่แค่รักเราแล้วไปเลือกเรา แต่ต้องช่วยกันเชื้อเชิญพ่อแม่ลูกและคนในครอบครัวตลอดจนเพื่อนบ้านไปเลือกพรรคประชาชนให้ถล่มทลาย แล้วรับรองได้เลยประเทศไทยเปลี่ยนไปแน่นอน“ รังสิมันต์กล่าว
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน










