พรรคประชาชนส่ง
“วาโย” ยื่นฟ้องอาญา กกต. ฟัน ม.157 ร่วม พ.ร.ป.กกต.-พ.ร.ป.เลือกตั้ง เตรียมนำกรณี
กกต. ฟ้องประชาชนใส่เพิ่ม
วันที่
26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วาโย อัศวรุ่งเรือง
รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมทนายความ
ได้ดำเนินการยื่นฟ้องดำเนินคดีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 157 ในฐานะเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นผู้ใด
หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา
69 เจ้าหน้าที่ละเว้นกระทำการ หรือกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่, พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ประกอบมาตรา 164
ทำเครื่องหมายอันเป็นที่สังเกตได้ลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีโทษตามมาตรา 164
ซึ่งขณะนี้ได้มีการลงเลขรับคดีไว้แล้ว
รอฟังคำสั่งอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง
หรือจะมีคำสั่งให้รับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง ภายใน 30 วัน ซึ่งหากมีการรับฟ้อง
ก็จะต้องมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อไป ซึ่งน่าจะมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องได้ภายใน 45-60
วันนับจากวันที่ 24 มีนาคม 2569
วาโยกล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมามีข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นจำนวนมาก
และมีคดีตัวอย่างแล้วคือกรณี วาสนา เพิ่มลาภ เมื่อปี 2549
ซึ่งมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาเมื่อปี 2558
ซึ่งตนและทีมงานได้ศึกษาโดยละเอียดและนำข้อเท็จจริงมาปรับใช้ร่วมกันได้พอสมควร
ซึ่งคดีนั้นศาลได้ตัดสินเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กกต. มาตรา 24 ประกอบมาตรา 42
ซึ่งเทียบเคียงกับปัจจุบันคือ พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 ตามที่ฟ้องไป
โดยคดีนี้น่าจะใช้เวลาต่อสู้กันอีกยาวนานถึงชั้นอุทธรณ์และฎีกาแน่นอน
สิ้นสุดน่าจะใช้เวลาสัก 10 ปีคล้ายกับกรณีของวาสนา
ทั้งนี้
หลายคนอาจมีความกังวลว่ามาตรา 157 มีความเป็นพิเศษ
นอกจากการแสดงเจตนาโดยทั่วไปแล้ว โจทก์จะลองสืบให้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษที่ซ่อน
เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่ง่าย คดีตัวอย่างตอนปี 2558
ก็ไม่ได้มีการตัดสินตามมาตรา 157 จึงมีความจำเป็นที่ต้องฟ้องตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา
69 ประกอบด้วย ซึ่งน่าจะสามารถรองรับได้
วาโยยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความแตกต่างของการยื่นฟ้องคดีครั้งนี้จากการยื่นฟ้องคดีตามช่องทางอื่นๆ
โดยระบุว่าการยื่นกับผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเรื่องของการให้เหตุการณ์และข้อเท็จจริงนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยคดีอาญา แต่จะเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่
หรือการมีคำสั่งให้เลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะหรือไม่ หรือหากไปที่ศาลปกครอง
ก็จะมีอำนาจเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง
สั่งให้มีการเลือกตั้งหรือสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่
หรือแม้แต่เป็นแบบพิมพ์บัตรต่างๆ เพราะฉะนั้นแต่ละส่วนไปคนละที่กัน
แต่ส่วนที่พวกตนมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันนี้คือคดีอาญา
ส่วนเรื่องจะมีการรวมสำนวนหรือไม่เป็นไปตามดุลพินิจของศาล
แต่ไม่ใช่การฟ้องซ้ำซ้อนแน่นอน เพราะผู้เสียหายเป็นคนละคนกัน
การที่ราษฎรจะฟ้องคดีอาญาด้วยตัวเองโดยหลักไม่ง่ายอยู่แล้ว
ยิ่งเป็นคดีอาญาทุจริตยิ่งยากขึ้น การฟ้องต่อเจ้าพนักงานของรัฐยิ่งยากขึ้นอีก
การสืบพยานก็มีกระบวนการวิธีที่แตกต่างกันจากคดีอาญาโดยทั่วไป
แต่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนถือได้ว่าเป็นผู้เสียหาย สามารถมีสิทธิโดยชอบที่จะฟ้องคดีแบบนี้ต่อคณะกรรมการ
กกต.ได้ ถ้าเทียบเคียงกับกรณีปี 2559
ศาลให้แนวฎีกาไว้แล้วว่าการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หรือมีการกระทำใดๆ
ที่เกิดขึ้นและกระทบต่อสิทธิของประชาชนเป็นวงกว้างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนถือว่าเป็นผู้เสียหายตามนิตินัย
โดยหลักคือการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและในกฎหมายหลายฉบับ
ว่าการเลือกตั้งว่าต้องเป็นไปโดยตรงและลับ
วาโยกล่าวต่อไปว่าส่วนในฐานะพรรคการเมือง
มีทั้งในเรื่องของการเลือกตั้งและความเสียหายทางเศรษฐกิจ
ในฐานะที่พรรคการเมืองมีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง
เพื่อส่งผู้แทนราษฎรลงเลือกตั้ง เสนอนโยบาย
และให้ประชาชนเลือกเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชน
มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ มีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
มีการใช้บุคลากรจำนวนมาก
ย่อมมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ตรง
และไม่ลับ
ผู้สื่อข่าวยังได้ถามถึงกรณีที่
กกต.กทม. ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อประชาชน ซึ่งวาโยระบุว่าที่ กกต.
อ้างว่าต้องฟ้องร้องประชาชนโดยระบุว่าถ้าไม่ทำจะโดนมาตรา 157
เป็นการกระทำตามหน้าที่และอำนาจ แต่การกระทำของ กกต. นี้เสี่ยงต่อมาตรา 157
มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะ กกต. มีสิทธิที่จะสามารถใช้ดุลพินิจในการฟ้องร้องบุคคลใดหรือไม่ก็ได้
ไม่ได้เป็นหน้าที่หรือมีกฎหมายบังคับเฉพาะว่าเมื่อเกิดเหตุนี้แล้วต้องทำ กกต.
ต้องประเมินว่าการฟ้องคดีนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่
ตนจึงคิดว่าจะเอาการกระทำนี้ของ
กกต. ไปแก้ฟ้องเพิ่มเติมภายใน 15 วัน
เพื่อใส่เข้าไปเพิ่มเติมว่าการกระทำแบบนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ
ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะไม่ผิด 157 แต่ทำแล้วจะโดน 157 มากกว่าด้วยซ้ำ
เพราะเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดผลเสียต่อผู้หนึ่งผู้ใด การที่
กกต. ดำเนินคดีฟ้องประชาชนที่มาพิสูจน์ความผิดปกติ
แต่กลับไม่ตั้งคณะกรรมการตามอำนาจของตัวเองในการไต่สวนเรื่องราวดังกล่าว
ย่อมแสดงให้เห็นว่า กกต. มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเมื่อปี
2549
วาโยยังกล่าวต่อไปว่าขณะนี้เป็นการยากมากที่ประชาชนจะทำอะไรกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
และเป็นอีกครั้งที่ประชาชนเห็นได้อย่างประจักษ์ชัด
เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ขององค์กรอิสระ
และเห็นได้ชัดว่าองค์กรอิสระไม่มีความยึดโยงกับประชาชน และไม่มีกลไกอะไรเลยในการเข้าชื่อหรือแสดงออกในการคัดค้านหรือถอดถอนองค์กรอิสระได้
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต




