ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
พ่ายศึกเลือกตั้ง ไม่ได้แพ้สงคราม
10
ก.พ. 2569
พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าของประเทศที่ชนชั้นนำยังไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน
ทั้งที่ประกาศการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
จะผนึกกำลังในเวทีรัฐสภากับการต่อสู้ของประชาชนนอกเวทีรัฐสภาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แต่แน่นอนว่าก็มีระดับดีกรีความสนับสนุนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชนไม่เท่ากัน
“เวทีรัฐสภา”
ในการต่อสู้ของประชาชน จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ ชัยชนะ และความพ่ายแพ้ ในการเลือกตั้งเพื่อเป็นรัฐบาลนั้น
ย่อมเป็นการศึกแต่ละครั้งในสงครามใหญ่ยาวนานของการต่อสู้ของประชาชน
การเลือกตั้งบางครั้งได้คะแนนจากประชาชนมากสุด แต่ไม่ได้อำนาจรัฐในฐานะรัฐบาล
ด้วยการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของชนชั้นนำที่เป็นผู้ปกครองตัวจริง!!!
นี่ไม่ใช่การพ่ายแพ้สงครามในการต่อสู้ของประชาชน
จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องสิ้นหวัง อีกไม่ถึง 4 ปี ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่
การพ่ายแพ้ครั้งนี้ควรจะเป็นบทเรียนที่ดีให้พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าจะได้แก้ไขปรับปรุง
การชี้นำ การบริหาร และการสนับสนุนการปฏิบัติงานของพรรค ตรวจสอบว่าถ้าอยากได้อำนาจรัฐ
จะเป็นรัฐบาลแบบไหน แบบ grand
compromise? มันจะได้รับผลแบบไหน?
ปัจจัยแห่งชัยชนะของฝ่ายจารีตอำนาจนิยม
1.
ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงของสภาวะสังคมไทย ที่ประชาชนกังวลกับปัญหาการสู้รบชายแดน
จึงมีกระแสชาตินิยม ทหารนิยม จารีตนิยม เป็นพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง จากเคยมีกระแส
“มีเราไม่เอาลุง” พรรคภูมิใจไทย ใช้กระแสนี้อย่างได้ผล ดึงบ้านใหญ่มาร่วมได้มาก
และยังได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นด้วย
2.
มีการจัดการที่ดี วางกลยุทธ์ในการเลือกตั้งเขต จัดการอย่างมีเป้าหมาย
ได้คะแนนเขตท่วมท้น
3.
การได้โอกาสรับการสนับสนุน MOA จากพรรคประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี
ขี่กระแสชาตินิยมเติบใหญ่อย่างยิ่งใหญ่
4.
ตีโจทย์แตก แก้เกม จุดอ่อนได้เร็วทันที
จากพรรคขนาดกลางเป็นพรรคใหญ่ที่ขี่กระแสชาตินิยม จารีตนิยม
ปัจจัยแห่งความพ่ายแด้ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตย
เน้นพรรคก้าวไกลที่เคยได้รับชัยชนะท่วมท้น
151 สส. และคะแนนโหวตบัญชีรายชื่อ 14,438,851 เสียง มาเป็น 118 สส. และสส.เขตจาก
112 เป็น 87 เขต (ลดลง 25 เขต) คะแนนบัญชีรายชื่อเป็น 9,777,951 ลดลง 4.6
ล้านเสียง
1.
ปัจจัยความพ่ายแพ้สัมพันธ์กับการทำให้พรรคคู่แข่งคนละขั้ว กลายเป็นพรรคใหญ่
ได้รับชัยชนะท่วมท้น เป็นผลจากการทำ MOA สนับสนุนให้ “ภูมิไทยใจ”
เป็นรัฐบาล คือฝ่ายตนเล็กลง อีกฝ่ายใหญ่ขึ้น อันเป็นผลจาก MOA
2.
กระแสที่ไหลบ่าจากการต่อสู้ชายแดนเข้ามาในสังคมไทย
เป็นกระแสชาตินิยม ทหารนิยม ทำให้คนจำนวนมากหันไปสนับสนุนขั้วตรงข้ามแทน
3.
จุดยืนที่ไม่ชัดเจนเรื่องแยกมิตรแยกศัตรูของประชาชน มุ่ง grand compromise ทำให้คนขาดความเชื่อมั่น ศรัทธา ในการนำทิศทางของพรรคประชาชน ทำให้คน Vote
No และไม่มาลงคะแนนสูง (No Vote) คนมาใช้สิทธิ์เพียง
65% หายไปจากปีก่อนถึง 10%
4.
การจัดการกลยุทธ์ในกระแสที่เปลี่ยนไปของประชาชนในสังคมไทย แต่ยังทำเหมือนเดิม
ยังเพิ่มการแก้จุดอ่อนไม่เพียงพอในการศึกครั้งนี้
5.
การนำและการบริหารการจัดการภายในพรรค ต้องมีการแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยน้ำใสใจจริงจากผู้นำของพรรค
ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นปัญหาว่า
เจ้าของพรรคจะหวังทำ grand
compromise แล้วต้องเสียหายทั้งเจ้าของพรรคและพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิมหรือไม่
แต่สิ่งที่ควรจะยินดีเป็นอย่างยิ่งคือ
ผลการออกเสียงประชามติที่ 94%
ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
·
เห็นชอบ 19,940,447 (คิดเป็น 60%)
·
ไม่เห็นชอบ 10,531,647 (คิดเป็น 32%)
·
ไม่แสดงความคิดเห็น 2,886,351 (คิดเป็น 8.65%)
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก
หากพ่ายแพ้ ประเทศไทยไม่อาจออกจากกติการัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารได้เลย
มรดกคณะรัฐประหารจะยังอยู่กับประชาชนไทยไปจนถึงชั่วฟ้าดินสลายหรืออย่างไร
สงครามนี้ถูกรัฐธรรมนูญจัดการอำนาจประชาชนไปตลอดกาลหรือไม่ อย่างน้อยการเลือกตั้งและลงประชามติครั้งนี้
ดิฉันถือว่ายังได้ประโยชน์มากนะ น่ายินดี ขอให้พรรคการเมืองและประชาชนเดินหน้าต่อเพื่อรอบใหม่ของการต่อสู้
