วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปชน.ปราศรัยใหญ่ขอนแก่นส่งท้ายคาราวาน ขอชาวขอนแก่นช่วยกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ กาส้ม 2 ใบให้ชนะขาด ทะลุ 20 ล้านเสียง ร่วมกันตั้งรัฐบาลประชาชน

 


ปชน.ปราศรัยใหญ่ขอนแก่นส่งท้ายคาราวาน ขอชาวขอนแก่นช่วยกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ กาส้ม 2 ใบให้ชนะขาด ทะลุ 20 ล้านเสียง ร่วมกันตั้งรัฐบาลประชาชน


วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น พรรคประชาชนจัดปราศรัยใหญ่ นำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ของพรรคประชาชน, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียง โดยมีประชาชนมารับฟังการปราศรัยจำนวนมาก


[ เอาจริงปฏิรูปกองทัพ-เคียงข้างทหารชั้นผู้น้อย มีเพียงพรรคประชาชนเท่านั้น ]


วิโรจน์กล่าวช่วงหนึ่งถึง สุทิน คลังแสง ที่ปราศรัยโจมตีพรรคประชาชนเกี่ยวกับประโยค “ทหารมีไว้ทำไม” ว่า เวลาบอกว่ารักหรือไม่รักทหาร ต้องไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่โหนทหารเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง แต่ต้องดูกันยาวๆ ที่การกระทำ ไม่ว่าพรรคสีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียว คุณทำอะไรเวลาทหารชั้นผู้น้อยโดนรังแก มีแต่พรรคสีส้มที่คอยไปยืนด่านหน้าปกป้องพวกเขา เราสนใจความยุติธรรม ดาวบนบ่าต้องมีไว้ให้ทำหน้าที่ ไม่ได้มีไว้รังแกทหารชั้นผู้น้อย และนี่คือจุดยืนของพรรคประชาชน


ไม่ว่าจะเป็นทหารที่ทุจริต ทหารที่รังแกประชาชน ทหารชั้นผู้ใหญ่ที่กระทืบทำร้ายทรมานทหารชั้นผู้น้อย การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ไม่โปร่งใส เอาของห่วยมาให้แนวหน้าใช้ ให้เขาไปเสี่ยงตาย แบบนี้วิโรจน์ทนไม่ได้ ปล่อยผ่านไม่ได้ ที่ผ่านมา ต้องขอบคุณนายพลนายพันนายทหารน้ำดีที่มีอยู่เต็มกองทัพ ที่ให้ความไว้วางใจทำงานร่วมกับเราเป็นอย่างดี


ดังนั้น ถ้าอยากได้รัฐบาลที่ทำงานอย่างมืออาชีพกับทหาร อยากเห็นทหารชั้นผู้น้อยได้รับการดูแลให้มีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่ดี ไม่ถูกรังแก นายทหารชั้นนายพลนายพันที่ตั้งใจทำงานได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ทำกองทัพให้เป็นกองทัพมืออาชีพ เป็นกองทัพที่ปกป้องอธิปไตย เป็นกองทัพของประชาชน 8 กุมภาพันธ์กาได้พรรคเดียว กาพรรคประชาชนสองใบ แล้วตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน


[ ขอประชาชนช่วยกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ ] 


ศิริกัญญา กล่าวว่า ช่วงนี้จู่ๆ ก็มีคนทำตัวเป็นหัวคะแนนธรรมชาติให้พรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น แสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ที่ไม่รู้ให้สัมภาษณ์ออกมาได้อย่างไรว่า “ถ้าไม่เชื่อมั่นในกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง” อีกคนคือ ธรรมนัส พรหมเผ่า วันก่อนบอกว่าพรรคประชาชนแม้ได้ที่หนึ่งก็ไม่มีวันได้จัดตั้งรัฐบาลถ้าคะแนนไม่ห่างพอ ดังนั้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พวกเราต้องอย่าทำให้เขาสมหวัง ออกไปเลือกตั้งกันให้ถล่มทลาย กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ให้พรรคประชาชนชนะเป็นอันดับหนึ่ง และมากเกินกว่าอันดับสอง 50-60 ที่นั่งไปเลย 


แม้หลายคนไปเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว และบางคนตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกพรรคส้ม แต่คะแนนเท่านี้อาจไม่เพียงพอให้เราจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นขอให้เวลาที่เหลืออยู่ ทุกคนช่วยกันสวมวิญญาณหัวคะแนนธรรมชาติ ช่วยกันบอกต่อคนรอบข้างให้เลือกพรรคประชาชนให้เยอะๆ เพราะรอบนี้เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่อยากรออีกต่อไป ลองถามพวกเขาว่าที่ผ่านมาพึงพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ทุกวันนี้แล้วหรือยัง ถ้ายัง รัฐบาลที่ผ่านมาที่วนเวียนกลับมาบริหารประเทศ จะทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ พรรคส้มเป็นพรรคเดียวที่ยังไม่เคยทำงานในฐานะรัฐบาล ให้โอกาสเราได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ดี อีกสี่ปีก็ไม่ต้องเลือกเรา


การเลือกตั้งรอบนี้ ไม่มี สว. หน้าไหนจะมาช่วยเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เลือกเราให้ชนะขาด ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน และจะได้นายกฯ คนใหม่ที่ชื่อ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นอกจากนั้นพี่น้องต้องกาเห็นชอบให้กับประชามติเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ไม่ว่า กกต. จะทำงานเละเทะไม่มีประสิทธิภาพอย่างไร ประชาชนก็เข้าชื่อถอดถอนไม่ได้ 8 กุมภาพันธ์นี้เป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่เราจะได้รัฐบาลที่ตรงปก พรรคไหนชนะ พรรคนั้นได้ตั้งรัฐบาล ออกไปเลือกตั้งกันให้ถล่มทลาย กาส้มสองใบและกาเห็นชอบ แล้วตั้งรัฐบาลประชาชนไปพร้อมกัน


[ กาพรรคส้มให้ทะลุ 20 ล้านเสียง ใครก็ขวางตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้ ]


ในส่วนของ ปิยบุตร ระบุว่าหลังเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 ที่นำโดยคณะราษฎร สังคมไทยมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันมากขึ้น ประชาชนคนธรรมดามีโอกาสมากขึ้นในการได้รับการศึกษาและการรับราชการ เหตุการณ์นี้เองทำให้ประชาชนคนอีสานจำนวนมากได้เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เราจึงได้เห็นผู้แทนราษฎรคนอีสานเข้าไปมีบทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร จำนวนมากมีความคิดแหลมคมก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, เตียง ศิริขันธ์, ครอง จันดาวงศ์ พวกเขาเป็นนักสู้ เป็นผู้แทนที่ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ หลายคนเมื่อเผด็จการทหารขึ้นสู่อำนาจก็สั่งยิงทิ้งประหารชีวิต


หลังปี 2500 เมื่อเผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครองเมือง เปิดให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพเพื่อรบกับประเทศเพื่อนบ้าน โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของภาคอีสานเปลี่ยนแปลงไป จนเกิดทุนท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาในทางการเมือง เริ่มสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบบ้านใหญ่และเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ใครอยากเป็นนักการเมืองต้องเข้าบ้านหลังใหญ่ประจำจังหวัด ต้องเกิดมาในตระกูลครอบครัวของนักการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้เริ่มแทรกซึมเข้ามา แต่พลังของคนอีสานก็ยังสร้างผู้แทนราษฎรรุ่นใหม่ใหม่ได้อีก นั่นคือ สมคิด ศรีสังคม, แคล้ว นรปติ, ไขแสง สุกใส, ปั่น แก้วมาตย์ แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ถูกพิษภัยของเผด็จการขับไล่ออกไป บ้างก็ต้องเข้าป่า บ้างก็ต้องลดบทบาททางการเมืองของตัวเอง


ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่าประวัติศาสตร์ของผู้แทนราษฎรคนอีสานคือประวัติศาสตร์ของคนธรรมดาแบบพวกเรา ที่ตัดสินใจเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งในทางการเมือง และมีวาระที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพียงแต่ในระยะหลังการเมืองแบบเครือข่ายอุปถัมภ์บ้านใหญ่รุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ จนทำให้เราอาจจะหลงลืมไป


ภาคอีสานยังมีนักต่อสู้อีกมากมาย มีนักโทษทางการเมืองที่ถูกจำกัดเสรีภาพอยู่ในคุกเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นอยู่ถึง 59 คน ที่ไม่มีสิทธิออกมาเลือกตั้งและเห็นชอบประชามติ ไม่ว่าจะเป็นครูใหญ่ อรรถพล บัวพัฒน์, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, ทนายอานนท์ นำพา ที่เป็นลูกหลานคนอีสาน แล้วยังมีเยาวชนคนรุ่นใหม่อีกหลายต่อหลายคนที่ถูกจำกัดเสรีภาพ แต่ยังคงติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา ขอให้ทุกคนช่วยกันปรบมือให้พวกเขาด้วย


ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่าสถานการณ์ในวันนี้คือการต่อสู้กันระหว่างการเมืองแห่อดีตกับการเมืองแห่งอนาคต การเมืองแห่งความกลัวกับการเมืองแห่งความหวัง ไม่มีหรอกการเมืองสามก๊กสามสี นี่เป็นการวิเคราะห์ที่หยาบเกินไป ถ้าวิเคราะห์จากความคิด การกระทำ ธาตุแท้ และคุณลักษณะของฝ่ายต่างๆ จะเห็นว่ามีแค่สองขั้ว คือการเมืองแห่งอดีตกับการเมืองอนาคต และการเมืองความกลัวกับการเมืองแห่งความหวัง


การเมืองแห่งอดีตต้องการรวบรวม สส. เข้ามาไว้ในสังกัดตัวเองมากๆ ใช้การเมืองแบบบ้านใหญ่สร้างระบบหนี้บุญคุณและเครือข่ายอุปถัมภ์ จนอาณาจักรเริ่มขยายตัว เมื่อเข้าไปมีอำนาจรัฐก็ยิ่งมีระบบอุปถัมภ์ ทรัพยากร และปัจจัยมาทำการเมืองแบบบ้านใหญ่มากขึ้น เมื่อจังหวัดตัวเองเริ่มใหญ่ขึ้นก็เริ่มส่งคนลงการเมืองท้องถิ่นด้วย เริ่มขยายไปจากวัดข้างๆ เมื่อมีอำนาจรัฐก็ใช้สรรพวิธีในการดึงงบประมาณออกมาลงพื้นที่ตัวเองเพื่อสร้างเครือข่ายต่อไป


ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่าการเมืองบ้านใหญ่คือการเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีความคิดทางการเมือง ไม่มีความคิดทางเศรษฐกิจสังคมชัดเจน ว่าเข้าไปแล้วจะมีนโยบายแบบใด ที่ไหนมีอำนาจบ้านใหญ่จะวิ่งเข้าหา แห่กันเข้าไปอยู่ในพรรคนั้น วันไหนที่หมดฤทธิ์เดช ถูกผู้มีอำนาจปราบปรามลง บ้านใหญ่เหล่านี้ก็ขนคนย้ายออกแล้วเข้าไปอยู่พรรคอื่น ถึงเวลาคณะรัฐประหารจะสืบทอดอำนาจ จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาก็เอาพวกนี้เข้ามาอยู่ในพรรค วันดีคืนดีพอกระแสยึดอำนาจตกลงพรุ่งนี้ก็แห่กันไปอยู่อีกพรรคหนึ่ง


การเมืองแห่งอดีตใช้เงินใช้ทองมหาศาล ไม่ว่าจะผ่านการซื้อเสียง เมื่อตัวเองได้มีอำนาจก็ถอนทุนคืน แล้วมาลงเลือกตั้งใหม่ ได้เป็นก็กลับไปถอนทุนคืน วนเวียนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในมันสมองของพวกเขาจะคิดอย่างเดียวคือเรื่องของตัวเอง พรรคของตัวเอง และการถอนทุน เหลือเศษๆ แล้วค่อยมาคิดเรื่องประชาชน


ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่าการเมืองแห่งอดีตเวลาตั้งรัฐมนตรีก็ตั้งกันด้วยความอาวุโส จำนวน สส. ที่ดูแลอยู่ ถ้าไม่ได้ก็ร้องเอะอะโวยวาย ก่อกบฏในพรรคหรือย้ายไปพรรคอื่น ตั้งรัฐมนตรีตามโควตากลุ่มมุ้ง เวลาตั้งคณะรัฐมนตรีแต่ละพรรคก็มานั่งคุยกัน พรรคใหญ่ได้เลือกกระทรวงก่อน พรรคเล็กได้เลือกทีหลัง พรรคขนาดกลางมีอำนาจต่อรองก็อาจได้กระทรวงดีๆ ไป คิดถึงแต่กระทรวงที่มีงบประมาณเยอะๆ โครงการมากๆ 


จึงไม่น่าแปลกใจว่าแต่ละพรรคจ้องแต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย นี่คือการตั้งรัฐบาลโดยไม่มีวาระประชาชนอยู่ในนั้น มีอย่างเดียวคือวาระของนักการเมืองและพรรคการเมือง ว่าตัวเองจะจัดสรรปันส่วนโควตาให้คนแต่ละกลุ่มได้อย่างไร คนบางคนเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมจนอายุ 46 แล้วก็ยังเป็นรัฐมนตรีกันอยู่ ถ้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลออกมาให้บรรดาพรรคที่เคยเป็นมาหมดแล้วได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก ทุกคนจินตนาการได้เลยว่าใครจะได้เป็นรัฐมนตรีบ้าง ก็คือคนที่เป็นตอนปี 2562 และ 2566 คนเหล่านั้นจะกลับมาเป็นอีก คนเหล่านี้จะแก้ไขปัญหาประเทศได้อย่างไร ก็ในเมื่อเป็นไปแล้วสองครั้งยังทำอะไรไม่ได้เลย


ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่าการเมืองแห่งอดีตคือการเมืองแบบตระบัดสัตย์ ตอนหาเสียงพูดอย่างดี ถึงเวลามีอำนาจก็บอกว่าเป็นเทคนิคการหาเสียง แล้วหลังๆ ไปกันใหญ่ เริ่มมีการอวดอ้างว่าอย่างนี้สิถึงเป็นนักการเมืองชั้นยอด เพราะพลิกลิ้นไปมาเก่ง ตอนหาเสียงต้องการคะแนนจากประชาชนบอกว่าจะไม่ร่วมกับพรรคนั้นพรรคนี้ ถึงเวลาไปร่วมกับเขาได้หมด บอกว่าจะทำดิจิทัลวอลเล็ต ผ่านไปสองปีไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น บางเรื่องไม่ได้เอาไปหาเสียงแต่ถึงเวลาเป็นรัฐบาลขยันทำ


ถึงเวลาที่จะต้องจบการเมืองแห่งอดีตแบบนี้ได้แล้ว แล้วเดินหน้ามาหาการเมืองแห่งอนาคตที่พรรคประชาชนกำลังเริ่มต้นทำให้ดู พรรคประชาชนเตรียมนโยบายเอาไว้ครบถ้วนทุกด้าน มีสัญญากับประชาชนว่าภายใน 100 วันจะทำอะไร ภายใน 1 ปีจะเห็นอะไร ภายใน 4 ปีจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าทำไม่ได้ประชาชนก็ลงโทษไม่ต้องเลือกกลับมาอีก มีผู้บริหารมืออาชีพเป็นรัฐมนตรี ไม่มีระบบมุ้ง อาวุโส กลุ่มทุน โควตาต่างๆ ไม่ซื้อเสียงแต่ใช้วิธีเดินหน้าเข้าหาประชาชน มีแต่คนธรรมดาสามัญหาเช้ากินค่ำ ทุกกลุ่มเข้ามารวมกันอยู่ในพรรคเพื่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สงวนเอาไว้ให้แก่ลูกหลานนักการเมืองเท่านั้น


ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ยังมีการประลองกำลังกันระหว่างการเมืองแห่งความกลัวและการเมืองแห่งความหวัง การเมืองแห่งความกลัวคือการเมืองของผู้ที่มีอำนาจมายาวนานหลายทศวรรษ ถึงเวลาเริ่มรู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงใกล้จะเกิดขึ้น เริ่มรู้แล้วว่าประชาชนเปลี่ยนไป มีพรรคการเมืองแบบใหม่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เริ่มรู้ว่าตัวเองจะเสียอำนาจ จึงกลัวว่าทรัพยากร ผลประโยชน์ และอำนาจที่ครอบครองมาหลายทศวรรษจะสูญเสียไป จึงทำทุกอย่างเพื่อสกัดขัดขวางคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมให้การเมืองแห่งความหวังได้เดินหน้าต่อไป วิธีคิดของการเมืองแห่งความกลัวคือจ้องทำลาย แต่การเมืองแห่งความหวังต้องการสรรค์สร้างสิ่งใหม่เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า ด้วยความหวังว่าประเทศไทยจะดีกว่านี้ อนาคตลูกหลานจะดีกว่านี้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยต้องดีกว่านี้


ทุกวันนี้พวกเขาพูดกันเป็นต่อยหอยว่าพรรคประชาชนได้ที่หนึ่งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เดี๋ยวก็โดนยุบพรรค ตัดสิทธิ เมื่อไหร่ที่ประชาชนลุกขึ้นมาสู้เขาก็ตบเราลงไป ทำแบบนี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คำตอบจึงอยู่ที่ประชาชนว่าจะยอมให้เขาใช้หนังม้วนเดิมซ้ำอีกหรือไม่ จะยอมให้ผู้กำกับภาพยนตร์ยุบพรรค ตัดสิทธิ เดินเรื่องอีกหรือไม่ จะยอมให้บรรดาผู้มีอำนาจสกัดกั้นพรรคประชาชนอีกหรือไม่ ถ้าทุกคนยืนยันว่าไม่ยอมคราวนี้ต้องร่วมกันส่งเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ออกมาเลือกพรรคประชาชนให้เกิน 20 ล้านเสียง ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ เป็นเจ้าของใบอนุญาตในการตั้งรัฐบาล ในการแต่งตั้งผู้แทนราษฎรของตัวเอง อย่าให้คนอื่นมาใช้ใบอนุญาตอื่นขัดขวางพวกเรา ถ้าทุกคนกาพรรคประชาชนมากเพียงพอ ใครก็ขวางพรรคประชาชนไม่ได้


[ เลือกรัฐบาลประชาชน สานต่อภารกิจอีสานสองเท่า ]


ด้าน พิธา ระบุว่ากาคราวนี้คือการกาเพื่อเปลี่ยน ให้พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ถ้ากาแบบเดิมทุกอย่างก็จะเป็นเหมือนเดิม ทุกคนจำได้หรือไม่ในวันที่ตนต้องเดินออกจากสภาผู้แทนราษฎร วันที่พรรคก้าวไกลถูกยุบ ตนคือคนที่ควรที่จะหมดหวังมากที่สุด แต่วันนี้อีกอึดใจเดียว ไม่มีวันไหนที่เราเข้าใกล้เส้นชัยมากเท่าวันนี้อีกแล้ว ถ้าตนยังไม่หมดหวังทุกคนก็ห้ามหมดหวัง


มากกว่าคำว่าเสียใจคือคำว่าเสียดายที่ตนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของชาวอีสานคนที่ 30 ที่เสียดายคือไม่มีโอกาสได้รับใช้ชาวอีสานมากกว่า 20 ล้านคน ซึ่งเป็นกว่า 30% ของประชากรไทย บนผืนดินกว่า 170,000 ตารางกิโลเมตรของแผ่นดินไทย 500,000 ตารางกิโลเมตร แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรของชาวอีสานอยูที่ 80,000 บาทต่อคนต่อปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศไทย 240,000 บาท


พิธากล่าวต่อไปว่านั่นคือเหตุผลที่ตนเคยคิดไว้ว่าถ้าวันหนึ่งตนได้เข้าไปที่เป็นรัฐบาล จะทำนโยบายอีสานสองเท่า ทำให้คนอีสานรวยขึ้นสองเท่า แต่ตนก็ไม่มีโอกาสนั้น วันนี้จึงมาบอกต่อทุกคนขอให้ช่วยกันกาให้ทั้ง 11 คนเข้าสภา สองใบม้วนเดียวจบ ให้ผลการเลือกตั้งกับการตั้งรัฐบาลตรงปกกันเสียที ตนอยากเห็นคนอย่าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ศิริกัญญา ตันสกุล และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เข้าไปสานต่อภารกิจของพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 นั่นคืออีสานสองเท่า เราต้องการเพิ่มรายได้ให้คนอีสานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2575 วันนั้นตนไม่มีโอกาสได้ทำ ขอโอกาสให้นายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนเข้าไปทำแทนได้หรือไม่


ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล มาเป็นพรรคประชาชน สัญลักษณ์ของเราเป็นสามเหลี่ยมกลับเสมอ เพราะประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่ใช่แบบที่คนไม่กี่คนอยู่เหนือหัวพวกเรา เราคิดเสมอว่าเศรษฐกิจภายในอีสานจะพัฒนาอย่างไร สิ่งที่จะเชื่อมโยงกับทั่วโลกคืออะไร ราคาข้าว มัน ยาง ราคาปุ๋ยจะทำอย่างไร จะทำให้คนอีสานหายเจ็บหายจนอย่างไร สวัสดิการแบบใดที่จะทำให้ความยากจนและความเหลื่อมล้ำหมดจากอีสาน เศรษฐกิจที่มีศักยภาพอย่างวัฒนธรรมแบบอีสานจะทำให้มีความเป็นสากลอย่างไร คิดถึงขนาดว่าอยากเอาหมอลำไปโชว์ทั่วโลก อยากทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง และกลายเป็นอีสานสองเท่า เป็นเศรษฐกิจอีสานที่ตรงกับตลาดโลก จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจที่มีความสำคัญกับคนอีสานจำนวนมากทำให้คนอีสานสามารถลืมตาอ้าปากได้


พิธากล่าวต่อไปว่าพวกตนคิดกันถึงว่าจะทำอย่างไรให้ความยากจนหายไปจากที่นี่ ค่าแรงต้องขึ้นอัตโนมัติตามภาวะเศรษฐกิจ เบี้ยผู้สูงอายุต้องขึ้นเป็น 1,500 บาทภายใน 4 ปี ผู้พิการต้องได้ 1,200-2,000 บาทต่อเดือน ผู้ป่วยติดเตียงต้องมีคูปองในการสนับสนุนการดูแลโดยลูกหลาน ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล แค่นี้ก็หลายพันบาทต่อเดือนแล้ว ซึ่งเป็นการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า


เมื่อเช้าตนได้เห็นข่าวว่าที่ขอนแก่นมีการซื้อสิทธิขายเสียง อีสานจะสองเท่าไม่ได้ รายได้ของคนอีสานจะขึ้นเป็นสองเท่าไม่ได้ ถ้าไม่กาส้มทั้งสองใบให้มี สส. เขตมากๆ ชาวอีสานมากกว่า 20 ล้านคนเป็นคนมีศักดิ์ศรีและจะไม่ยอมให้ใครมาซื้อสิทธิขายเสียงใช่หรือไม่ ที่เขาให้คือ 1,000-2,000 บาท ถ้าทุกคนกาให้คนซื้อเสียงเขาจะอยู่ 4 ปี ตกปีละ 500 บาท ตกอยู่วันละ 1.30 บาท อนาคตของลูกหลานท่านมีค่ามากกว่านั้นเยอะ ศักดิ์ศรีของคนอีสานมีค่ามากกว่าวันละ 1.30 บาทเยอะ


ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับสามเหลี่ยมหัวกลับแบบพรรคประชาชน ไม่เอาแล้วประเทศไทยที่เป็นสามเหลี่ยมพีระมิด กาเพื่อเปลี่ยน เอาสามเหลี่ยมลงมา เอา สส. เขตจากอีสานให้พรรคประชาชน ส่งเท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล แล้วเราจะเปลี่ยนภาคอีสานไปด้วยกัน


สำหรับผู้สมัคร สส.ขอนแก่น ของพรรคประชาชนทั้ง 11 เขต ประกอบด้วย 

เขต 1 วีรนันท์ ฮวดศรี เบอร์ 3

เขต 2 อิทธิพล ชลธราศิริ เบอร์ 5

เขต 3 ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง เบอร์ 4

เขต 4 วุฒิรักษ์ แพงตาแก้ว เบอร์ 8

เขต 5 คะนางค์ รักโนนสูง เบอร์ 2 

เขต 6 อภิชัย ชาตะมีนา เบอร์ 3

เขต 7 วีรภัทร มีสกุลทิพยานนท์ เบอร์ 6

เขต 8 ยอดเพชร อุดเมืองเพีย เบอร์ 1

เขต 9 กมลชนก สุพรรณฝ่าย เบอร์ 3

เขต 10 นิวัตร สระพรม เบอร์ 3

เขต 11 ณัฏฐณิชา สารบรรณ เบอร์ 3


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน