วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” ประกาศปฏิญญาสงขลา ลงทุน 15,000 ล้านภายใน 4 ปีพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ขอชาวสงขลากาเพื่ออนาคต เลือกพรรคส้ม 2 ใบให้ถล่มทลาย รัฐบาลประชาชนพร้อมพิสูจน์ผลงานเปลี่ยนประเทศไทยไม่เหมือนเดิม

 


“ณัฐพงษ์” ประกาศปฏิญญาสงขลา ลงทุน 15,000 ล้านภายใน 4 ปีพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ขอชาวสงขลากาเพื่ออนาคต เลือกพรรคส้ม 2 ใบให้ถล่มทลาย รัฐบาลประชาชนพร้อมพิสูจน์ผลงานเปลี่ยนประเทศไทยไม่เหมือนเดิม 


วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานหน้าโรบินสัน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคประชาชนจัดปราศรัยใหญ่ นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค, พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค และ ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรค 


[ ไม่ใช่เวลาปกป้องสมบัติของใคร 8 กุมภา ต้องกาเพื่อเปลี่ยน ] 


ในส่วนของ รังสิมันต์ ระบุว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นชาวหาดใหญ่ สงขลา หรือภาคใต้ เราเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาของการปกป้องมรดกหรือสมบัติของใคร แต่คือช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง ตลอดหลายปีพรรคการเมืองต่างๆ หมุนเวียนเข้ามาเป็นรัฐบาล บอกว่าจะแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาน้ำท่วม แต่สุดท้ายสิ่งที่ทุกคนได้เรียนรู้คือนักการเมืองแบบเดิมทำได้แค่นี้ ออกมาฟ้าใหม่อย่างนั้นอย่างนี้ แต่บนฟ้าเดิมคือคนหน้าตาเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่ วันนี้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ยุคสมัยแบบเดิมผ่านไปแล้ว นักการเมืองแบบเดิมพาเรามาได้แค่นี้ พรรคการเมืองที่ผ่านมาล้วนล้มเหลว แล้วเราจะเลือกคนที่เคยล้มเหลวมาบริหารประเทศอีกอย่างนั้นหรือ


ดังนั้น วันนี้จึงไม่ใช่วันที่จะมาฟื้นฟูพรรคการเมืองเดิม แต่คือวันที่ต้องมาฟื้นฟูประเทศไทย แล้วจะมาเลือกพรรคการเมืองที่ก่อนหน้านี้หาเสียงตอนปี 2562 บอกว่าจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลสืบทอดอำนาจ แต่ก็ไปร่วมรัฐบาลในท้ายที่สุดหรือ อาจจะบอกว่าหัวหน้าพรรคลาออกแล้ว แต่องคาพยพวันนั้นกับวันนี้เหมือนกันแทบจะทั้งหมด ดังนั้น ที่วันนี้ออกมาบอกว่าเลือกตัวเองแล้วจะปลอดภัยที่สุด สำหรับตนแล้วนี่คือตัวเลือกที่ไม่ชัวร์ที่สุด ไม่รู้ว่าจะออกอย่างไร ที่สำคัญวันนี้พรรคการเมืองนี้ไม่เหมือนเดิม ไม่ได้มีขนาดใหญ่ เลือกไปแล้วจะได้ สส. ถึง 30 ที่หรือไม่ก็ไม่รู้ จะเลือกพรรคการเมืองครึ่งๆ กลางๆ ไปทำไม ในทางกลับกันพรรคการเมืองนี้บอกว่าจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองสีเขียว แต่เขาอาจจะยังเลือกหนูอยู่ เราเห็นแล้วว่าหนูทำอะไรไปบ้าง แล้วถ้าเราเลือกพรรคครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ แล้วได้คนที่บริหารจัดการน้ำท่วมแบบที่ผ่านมา ได้คนที่เคยจัดการโควิดแบบที่ผ่านมามาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ แล้วจะทำอย่างไร


ดังนั้นเอาให้ชัด ถ้าทุกคนอยากเปลี่ยน วันนี้มีแค่พรรคการเมืองเดียวนั่นคือพรรคประชาชน ตนยืนยันในสโลแกนมีส้มไม่มีเทา และอยากเพิ่มเข้าไปด้วยว่า มีเราไม่มีแป้ง ทุกคนอยากได้ ธรรมนัส พรหมเผ่า มาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐมนตรีอีกหรือ วันนี้จุดยืนของพรรคประชาชนคือถ้าได้เป็นรัฐบาล จะไม่เห็น ธรรมนัส ร่วมรัฐบาลด้วยแน่นอน 


สิ่งหนึ่งที่จะทำให้พรรคประชาชนประสบความสำเร็จคือการช่วยกันสนับสนุนพรรคประชาชนให้เป็นรัฐบาล หนึ่งในวาระที่สำคัญคือการปราบปรามยาเสพติด สแกมเมอร์ เว็บพนัน แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือก สส. แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สส. จะต้องไปเลือกนายกรัฐมนตรี วันนี้ตัวเลือกที่จะเป็นทางรอดเดียวของประเทศคือคนที่ไม่เคยมีแผล มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านไอที การจัดการข้อมูล และที่สำคัญนอกจากความสามารถคือความมุ่งมั่น คนคนนั้นชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ


“เลือกตั้งครั้งนี้เลือกให้ประเทศไทยเปลี่ยน เลือกพรรคประชาชนทั้งสองใบแล้วรับรองประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน อย่าไปกลัวความเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวว่าประเทศต้องเหมือนเดิม เราจะเข้าคูหาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ด้วยความหวังและความเชื่อมั่น ว่าประเทศไทยตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์เป็นต้นไปเปลี่ยนแปลงแน่นอน” รังสิมันต์กล่าว


[ เลือกอนาคตสีน้ำเงิน หรือเลือกอนาคตสีส้ม ]


ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าอีกไม่กี่วันคนไทยทั่วประเทศจะมีโอกาสเดินเข้าคูหาเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ นักวิเคราะห์ว่ากันว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปที่น่าจะเป็นไปได้ตอนนี้เหลือแค่สองทางเลือก ระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล กับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อนาคตประเทศไทยหลังการเลือกตั้งปีนี้มีแค่สองความเป็นไปได้คืออนาคตสีน้ำเงินกับอนาคตสีส้ม ตนเชื่อว่าชาวหาดใหญ่หลังผ่านความเจ็บปวดและความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วม ย่อมรู้ดีว่าอนาคตสีน้ำเงินจะหายนะขนาดไหน อนาคตของสองสีนี้แตกต่างกันอย่างไร


อนาคตสีน้ำเงินกับอนาคตสีส้มแตกต่างกันที่การทำงานแบบสะเปะสะปะ กับการทำงานแบบเป็นระบบ ทุกคนเห็นชัดเจนว่าสีน้ำเงินบริหารจัดการน้ำท่วมเละเทะสะเปะสะปะกระจัดกระจายแค่ไหน พอน้ำมาก็ตั้งหลักกันไม่ได้ ตั้งคณะกรรมการซ้ำซ้อนกันทุกวัน คณะหนึ่งก็คนหนึ่งนั่งหัวโต๊ะ อีกคณะก็มีอีกคนนั่งหัวโต๊ะ ประชาชนก็สับสนว่าตกลงใครรับผิดชอบเรื่องอะไร เรื่องไหนใครเป็นคนตัดสินใจ รู้แค่ว่ามีคนหนึ่งมาผัดข้าวอยู่ที่นี่ ในขณะที่อีกคนหนึ่งก็ไปโวยวายใส่กันต่อหน้าสื่อมวลชนในพื้นที่ ภาคประชาชนระดมทรัพยากรมาช่วยเหลือก็เจอแต่ความสับสน จะจัดโซนจัดข้อมูลว่าต้องช่วยเหลือคนไหนก่อนหลังอย่างไรก็ไม่มีรัฐบาลเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก เมื่อประชาชนที่เดือดร้อนจะร้องขอความช่วยเหลือก็เจอแต่ความสับสนว่าไม่รู้ต้องโทรเบอร์ไหน โชคดีที่มีภาคประชาสังคมที่ทำแพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อรวบรวมให้รัฐบาลนำไปใช้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า จึงชัดเจนแล้วว่าถ้าปล่อยอนาคต 4 ปีของประเทศเป็นอนาคตสีน้ำเงิน การบริหารจัดการในอนาคตจะเต็มไปด้วยความสะเปะสะปะเช่นกัน เมื่อตั้งรัฐบาลกันก็จะแบ่งกระทรวงตามพรรคและตามมุ้งต่างๆ ภายในพรรคของตัวเอง กระทรวงใครกระทรวงมัน งบประมาณของใครของมันไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกัน เมื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้หรือไม่ยอมแก้ก็มีแต่ชี้นิ้วต่อว่าโทษกันไปมา แต่ถ้าเลือกอนาคตที่เป็นสีส้ม พรรคประชาชนจะตั้งรัฐบาลประชาชนที่บริหารจัดการทุกปัญหาอย่างเป็นระบบ ทุกตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีจะต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นตัวตั้ง ใครจะร่วมกับเราต้องเอานโยบายมากางให้เห็นก่อนว่าจะทำอะไรให้กับประเทศ และไม่ว่ากระทรวงไหนจะบริหารโดยพรรคใดจะมีรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนมากำกับดูแล เพื่อทำให้วาระที่ต้องทำงานด้วยกันระหว่างกระทรวงขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง


อนาคตสีน้ำเงินกับอนาคตสีส้มแตกต่างกันระหว่างการเมืองที่เต็มไปด้วยข้ออ้างกับการเมืองที่เต็มไปด้วยข้อเสนอ การบริหารจัดการแบบสีน้ำเงินในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาติดขัดอะไร ทุกคนรู้ดีว่าเต็มไปด้วยข้ออ้างและข้อแก้ตัว เมื่อน้ำเข้ามารอบสองแจ้งเตือนประชาชนไม่ทัน รัฐบาลกลางก็โทษนายกท้องถิ่น รัฐบาลส่วนกลางไม่รู้หน้าที่ตัวเองหรือว่าเข้าถึงข้อมูลหลายอย่าง สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้น แจ้งอพยพและเตรียมพื้นที่ให้อพยพได้ แล้วรัฐบาลทำไมไม่ทำ เมื่อภาคประชาชนพยามแจ้งเตือนถึงน้ำที่จะเข้ามา สิ่งที่รัฐบาลทำคือใช้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมหาว่าปล่อยข่าวปลอม


เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาของการฟื้นฟูเยียวยา ประชาชนในพื้นที่สะท้อนเข้ามาว่าเงินซ่อมบ้าน 49,500 บาทยังไม่ได้ ภาคธุรกิจก็สะท้อนเข้ามาว่าเงินกู้ฉุกเฉินยังเข้าไม่ถึง แต่รัฐบาลก็ยังนิ่งเฉยไม่แก้ไขปัญหาสักที มีแต่ข้ออ้าง เมื่อตนเสนอไปที่รัฐบาลว่าเงินซ่อมบ้านที่ประชาชนกรอกแล้วและไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ มีความกังวลใจว่าในวันที่ได้จะได้แค่หลักร้อยถึงหลักพันเพราะครอบคลุมแค่ค่าวัสดุไม่ครอบคลุมค่าแรง คำตอบที่ได้กลับมาจากรัฐบาลคือติดที่ระเบียบ คำถามคือถ้าติดที่ระเบียบ ถ้ารัฐบาลไม่แก้แล้วจะให้ใครแก้ 


เมื่อตนเสนอไปอีกว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่และการท่องเที่ยวในพื้นที่รอรัฐบาลใหม่อย่างเดียวไม่ได้ ต้องฟื้นฟูตั้งแต่สมัยรัฐบาลรักษาการเลย ก็ได้รับข้ออ้างกลับมาว่ารัฐบาลไม่กล้าอนุมัติงบประมาณ เพราะกลัวจะถูกตีความว่าเป็นการใช้งบประมาณเพื่อหาเสียง ตนก็บอกไปแล้วว่าแม้ตนเป็นฝ่ายค้านแต่ถ้าประชาชนเดือดร้อนอนุมัติไปเลย ตนจะไม่ค้านใดๆ ทั้งสิ้น แล้วยังอ้างอีกว่ากฎหมายให้ทำไม่ได้ ตนก็ขอให้ไปเปิดอ่านกฎหมายดูดีๆ ว่าไม่ได้ห้ามไม่ให้รักษาการรัฐบาลอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม เพียงแต่บอกว่าถ้าจะทำต้องขออนุมัติจาก กกต. และถ้าจะมีพรรคการเมืองหนึ่งที่ใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ กกต. ก็น่าจะเป็นพรรคของนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น ถ้าปล่อยให้อนาคต 4 ปีข้างหน้าเป็นอนาคตสีน้ำเงิน เราจะได้การเมืองแบบเดิมที่เต็มไปด้วยข้ออ้าง ผลักดันอะไรที่หาเสียงไว้ไม่สำเร็จก็ชี้นิ้วต่อว่าคนอื่น แต่ถ้าเป็นอนาคตสีส้ม อีก 4 ปีข้างหน้าเราพร้อมแก้ไขทุกปัญหาของประชาชนทันที ไม่มีข้ออ้าง เพราะทุกนโยบายที่คิดค้นมาไม่ได้เพิ่งมาคิดตอนยุบสภาเลือกตั้ง แต่คิดมานานแล้วอย่างรอบคอบว่าจะให้ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ต้องแก้กฎหมายอะไร และต้องใช้คนแบบไหนบ้างขับเคลื่อน ขอเพียงคำอนุมัติจากประชาชนเท่านั้น


อนาคตสีน้ำเงินกับอนาคตสีส้มแตกต่างกันระหว่างการเมืองที่ยึดติดกับอดีต กับการเมืองที่มองไปสู่อนาคต การเยียวยาประชาชนจากภัยพิบัติน่าจะทำได้เร็วกว่านี้ ไม่ต้องให้ประชาชนมากรอกเอกสารประชาคมกันในวันที่เดือดร้อน สามารถเอาเทคโนโลยีดาวเทียมขั้นพื้นฐานมาช่วยฟื้นฟูเยียวยาได้ทันที เมื่อเสนอไปแบบนี้ปรากฏว่าผู้นำภาคใต้ของพรรคสีน้ำเงินก็ประกาศด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาสามารถเยียวยาประชาชนได้เร็วกว่าในอดีต ตนก็ตอบกลับไปทันทีว่าพรรคประชาชนไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อหวังว่าจะทำได้ดีกว่าในอดีต แต่เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังและมาตรฐานที่ควรจะเป็นสำหรับประชาชนในปัจจุบันและอนาคต ถ้าปล่อยให้อนาคต 4 ปีข้างหน้าเป็นอนาคตสีน้ำเงิน เราก็จะเจอกันการเมืองที่ยังติดอยู่กับอดีต นโยบายจะเป็นนโยบายเดิม เพิ่มเติมแค่คำว่าพลัสเข้าไป คิดนโยบายไม่ออกก็มาโอ้อวดว่ารักชาติกว่าใคร 


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าแต่ถ้าอนาคตข้างหน้าเป็นสีส้ม รัฐบสลจะมองไปสู่อนาคตและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ไขปัญหา ไม่เหมือนกับที่ทำมาในอดีต เปิดข้อมูลให้โปร่งใสมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา เอาเทคโนโลยีมาจับคนโกง เอาเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร การแก้ไขปัญหาสินค้าเถื่อนจากต่างชาติและนอมินี การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยกระดับสาธารณสุขของประเทศไทย


ตนเข้าใจว่าช่วงเวลานี้ใกล้เลือกตั้งเข้ามา มีหลายพรรคมาอ้อน แต่ตนขอร้องประชาชนอย่าไปเริ่มต้นใหม่กับคนเดิมเลย มาเริ่มต้นใหม่กับคนใหม่ดีกว่า เขาว่ากันว่าฟ้าวันใหม่มักจะมีแสงสีส้มเสมอ ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองจำนวนมากออกมาวิเคราะห์ว่าไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะได้เป็นอันดับหนึ่ง ไม่มีทางที่คนใต้จะรักพรรคสีส้ม ไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ตนเลยอยากทิ้งท้ายด้วยประโยคเดียวกันกับที่ตนพูดในการเลือกตั้งปี 2566คคือขอเชิญประชาชนทุกคนมาหักปากกาเซียนด้วยปากกาคุ


[ เลือกตั้ง 69 วัดใจคนสงขลาและคนใต้ อนุญาตให้ประเทศไทยเปลี่ยนได้หรือยัง ]


ด้าน ภคมน กล่าวว่า วันนี้คนไทยทั้งประเทศจับตามองอนาคตทางการเมืองของสงขลา เพราะหลังเหตุการณ์น้ำท่วมสงขลา นั่นคือสภาพจำลองของความล้มเหลวทุกมิติในประเทศไทย สำหรับที่อื่นเราคงต้องพูดว่าวันนี้คือการเลือกอนาคตของประเทศไทย แต่สำหรับสงขลาท้าทายกว่านั้น คือการวัดใจประชาชนคนสงขลาว่าคุณจะเลือกอะไร 


เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ผ่านมา ไม่มีใครอยากให้เกิด วันนี้ที่ตนมาพูดไม่ใช่ต้องการซ้ำเติม แต่เป็นการย้ำเตือนว่าพี่น้องประชาชนได้เห็นแล้วว่าถ้ารัฐบาลไม่มีฝีมือ สิ่งที่เกิดขึ้นมันสร้างความเสียหายขนาดไหน ชาวหาดใหญ่ช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือกันเองจนมีชีวิตรอดและกลับมานั่งตรงนี้ อยากให้ทุกคนอย่างน้อยจดจำความเสียหายที่เกิดขึ้น เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา ไม่ใช่เรื่องของภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องฝีมือของรัฐบาลด้วย 


“หลายคนอาจจะให้อภัยแล้วมูฟออน แต่ความเสียหายระดับนี้ต้องมีคนรับรับผิดชอบ ถ้าพี่น้องยังจะให้มันบริหารต่ออีกสี่ปี บอกเลยว่าฉิบหายกันหมด”


ภคมนกล่าวว่า การเลือกตั้งคือการกำหนดอนาคตประเทศไทย กำหนดว่าพี่น้องจะอยู่ภายใต้รัฐแบบไหน พี่น้องต้องคาดหวังกับการเมืองเพราะนี่คือสิ่งเดียวที่จะพาเราไปข้างหน้า พรรคประชาชนเราเสนอผู้สมัคร สส. ที่มั่นใจว่าจะเป็นผู้แทนของท่านได้ ผู้แทนที่คิดนำ ทำเป็น และกล้าหาญเพื่อสู้แทนประชาชนทุกคน เช่น คนอย่างหมอสุภัทร ที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะมาทั้งชีวิต เป็นไปไม่ได้ที่จะดูแคลนหรือนิ่งดูดายกับความเดือดร้อนของพี่น้อง ถ้าพี่น้องเลือกหมอสุภัทร ท่านจะไม่ได้แค่ผู้แทน แต่ท่านจะได้รัฐมนตรีด้วย 


“พี่น้องที่นั่งอยู่ตรงนี้ ท่านเคยให้ความไว้วางใจทุกพรรคมาหมดแล้ว เราขอแค่โอกาสและเรามั่นใจว่าเราชอบธรรมมากพอที่จะขอโอกาส เข้าไปทำเพื่ออนาคตของประเทศไทย เพราะท่านไม่มีทางคาดหวังผลลัพธ์ใหม่จากคนเดิม”


“คนสงขลาเคยมอบความไว้วางใจให้พรรคก้าวไกลมาแล้ว แต่รอบนั้นให้มาเพียงใบเดียว ยังเผื่อใจอยู่ รอบนี้ตัดสินใจแน่วแน่ได้แล้ว มีคนบอกว่าประเทศไทยเปลี่ยนถ้าภาคใต้เปลี่ยน วันนี้คนใต้ทุกคน คุณไม่ใช่แค่เลือกผู้แทน ไม่ใช่แค่เลือกนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการเลือกว่าคุณจะอนุญาตให้ประเทศไทยเปลี่ยนได้หรือยัง ท่านอาจมองว่าพวกเราในพรรคประชาชนอายุยังน้อย แต่ประเทศไทยรอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว วันนี้ประเทศไทยมาถึงทางแยก อยู่ที่ท่านจะเลือกอดีตหรือเลือกอนาคต”


[ ประกาศปฏิญญาสงขลา ฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้ดีกว่าเดิม ]


ทางด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่จะตัดสินชะตาอนาคตของชาวหาดใหญ่ สงขลา และประเทศไทยไปด้วยกัน จากการที่ตนได้เข้าพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ผ่านมา สิ่งที่ได้เห็นในวันนั้นคือความเสียใจที่ไม่ต่างจากชาวหาดใหญ่และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ถ้ารัฐบริหารจัดการได้ดีกว่านี้เราน่าจะป้องกันความสูญเสียได้ดีกว่านี้อีกหลายเท่า หลังเหตุน้ำท่วมผ่านไปตนกลับมาอีกรอบเพื่อดูเรื่องการฟื้นฟูเยียวยาหาดใหญ่ ก็พบว่าหน้างานมีความสับสน น้ำประปาไม่ไหล ขยะล้นเมือง พวกเราช่วยกันตั้งศูนย์ประชาชนอาสา ประสานงานจากประชาชนทั่วประเทศ เอารถหกล้อและแบคโฮเล็กมาช่วยคนละไม้ละมือ ร่วมกับมูลนิธิต่างๆ เท่าที่พอจะทำได้


ช่วงเวลาแรมเดือนที่พวกเราได้ต่อสู้กับชาวหาดใหญ่ เราได้อาสาสมัครมาช่วยล้างบ้านและทำความสะอาดบ้านให้กับกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในชุมชนต่างๆ หลายคนมีเพียงพ่อเฒ่าแม่แก่ ไม่มีลูกหลานในวัยแรงงาน ไม่มีแรงพอที่จะล้างบ้านด้วยตัวเองได้ เราระดมสรรพกำลัง ในส่วนของพรรคประชาชนเองได้มา 50 คน ช่วยล้างบ้านไปได้ประมาณ 25 หลัง ขนน้ำไปช่วยล้างบ้านประมาณ 280,000 ลิตร ขนขยะออกไปได้ประมาณ 450 เที่ยวในหลายสิบชุมชน เราช่วยกันเต็มที่ก็จริงแต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่มากกว่าคือเรื่องความเชื่อมั่น 


ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ มีการสะท้อนว่ามาตรการที่รัฐบาลให้มา ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ปล่อยมาก็ไม่กล้ากู้ เพราะถ้ากู้มาแล้วไม่มีคนมาจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวหาดใหญ่ไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม จะเอาเงินที่ไหนกลับมาใช้หนี้ มากกว่านั้นสิ่งที่พวกเขาสะท้อนมาอีกอย่างคือหาดใหญ่ในวันนี้ ถ้าไม่มีรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคต อย่างไร หาดใหญ่ไม่มีวันโตไปได้ไกลมากกว่านี้ มีแต่ทรงกับทรุด


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกอบการบอกกับตนว่าใครจะกล้าเข้ามาลงทุนกู้ห้างร้านขึ้นมา ถ้าปีหน้าหรืออีก 10 ปีหน้าน้ำจะท่วมอีก เขาบอกว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการตอนนี้คือคนที่จะกล้าเข้ามาประกาศให้ชาวหาดใหญ่รู้ ว่าถ้าพวกคุณเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วจะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้อย่างไร วันนี้ตนในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนและว่าที่นายกรัฐมนตรี ขอให้คำมั่นสัญญาว่าเราไม่ได้ลงมาทำงานเพียงแค่การช่วยเหลือเฉพาะหน้าเท่านั้น ทีมงานของเราลงมาเก็บข้อมูลแต่วันที่น้ำท่วม จนถึงน้ำลด จนถึงปัจจุบัน 


วันนี้ตนกล้าประกาศในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่าพรรคประชาชนมีข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้ดีกว่าเดิม ตนขอเรียกว่าปฏิญญาสงขลาเพื่อกอบกู้เมืองหาดใหญ่ ภายใน 4 ปีจะมีการลงทุนมูลค่า 15,000 ล้านบาทเพื่อพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์ระบายน้ำระยะทาง 8 กิโลเมตรเพื่อระบายออกทะเลสาบสงขลา การปรับปรุงพื้นที่รอบคลองให้รองรับน้ำท่วมได้ การจัดทำผังเมืองที่ทันสมัย การปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และภาคเอกชนมีแรงจูงใจปรับเปลี่ยนการก่อสร้างอาคารไม่ให้ขวางทางน้ำ ให้ปรับตัวกับน้ำท่วมในอนาคตได้ สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นจุดจอดรถ จุดกระจายสินค้า จุดพักต่างๆ 


เมื่อถึงเวลาน้ำท่วมจริง ประชาชนจะได้รับการแจ้งเตือน 48 ชั่วโมงล่วงหน้า เอารถไปจอดที่อู่จอดรถได้เลย ประชาชนรู้ได้ทันที คนที่อยากบริจาคช่วยเหลือสามารถบริจาคมาที่ศูนย์กระจายสินค้าได้อย่างเป็นระบบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้าลงมือทำอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนเห็นว่ามีแผนรับมืออย่างไร ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกับหน่วยงาน ประชาชน กับภาคธุรกิจในพื้นที่อย่างจริงจัง ทุกคนจะมีความเชื่อมั่นร่วมกัน ว่าถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้นมาอีกเราจะจัดการได้ดีกว่านี้ พรรคประชาชน ณ ตอนนี้เป็นเพียงพรรคการเมืองเดียวที่มีข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ตนอยากเชิญชวนทุกคน อำนาจที่ปลายปากกาทุกคนที่จะเลือกกากบาทลงในช่องใดช่องหนึ่ง ขอให้เลือกด้วยความเชื่อสองอย่าง อย่างแรก ถ้าเคยเชื่อว่าการเมืองไทยเป็นไปได้แค่นี้ ว่านักการเมืองหน้าใหม่ก็เหมือนกัน เลือกเข้ามาก็เปลี่ยนไม่ได้ เลือกคนที่ใกล้ตัวที่ให้เงินทองดีกว่า ถ้าทุกคนตัดสินใจแบบนี้ ตนไม่เชื่อว่าหาดใหญ่จะดีกว่านี้ได้ 


แต่ถ้าทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าอำนาจในปลายปากกาของทุกคนสามารถทำให้หาดใหญ่ดีกว่านี้ได้ นักการเมืองที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองด้วยความตั้งใจจริง ลงมาศึกษาเก็บเกี่ยวรายละเอียด จะทำนโยบายตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้ ตนขอโอกาสครั้งนี้ให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ให้เพื่อนของตนทั้ง 9 คนเป็นผู้แทนในสงขลา แล้วตนจะส่งมอบคำสัญญาปฏิญญาสงขลานี้ให้ทุกคนเอง


และหากพวกเราทำไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องง่ายมากในระบบการเมืองประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดอยู่ที่ทุกคน ถ้าพรรคประชาชนถ้าทำไม่ได้ก็ตรงไปตรงมา ทุกคนลงโทษพวกเราได้เลย อย่าปล่อยให้คะแนนของทุกคนถูกพวกเขาหลอกใช้เหมือนในอดีต ในการเลือกตั้งครั้งนี้เราต้องการเชิญชวนทุกคน ไม่จำเป็นต้องนิยามว่าเป็นสีส้มก็ได้ ถ้าเชื่อว่าอยากได้ประเทศไทยที่ดีกว่านี้ อยากได้การเมืองที่โปร่งใสไม่มีสีเทา การเมืองที่ทีมงานผู้บริหารมีความพร้อม กล้าประกาศให้คำมั่นสัญญาว่ามีแผนในการกอบกู้หาดใหญ่และความเชื่อมั่นอย่างไร ตนขอโอกาสให้กับพวกเราสักครั้ง กาให้พรรคประชาชนทั้งสองใบ แล้วเราจะทำมันได้ดีกว่านี้แน่นอน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการกาเพื่ออนาคต หยุดการแบ่งประชาชนออกเป็นกลุ่มก้อน เราจะตั้งรัฐบาลประชาชนไปได้ด้วยกัน ต้องรวมพลังของคนที่ชื่อว่าประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น กาพรรคส้มให้ถล่มทลายทำได้แน่นอน อย่าอยู่ด้วยความกลัวและความหวาดระแวง การเดินทางของตนและเพื่อนที่ผ่านมาไม่มีการล้มเลิกล้มล้างสิ่งดีๆ ของประเทศไทย มีแต่อยากเก็บรักษาไว้ อะไรที่ไม่ดีอย่าง กกต. ที่ไม่เป็นกลาง ศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก็เข้าไปแก้ไข ถ้าอยากได้สิ่งที่ถูกต้องแบบนี้ กาพรรคประชาชนทั้งสองใบเท่านั้น


สำหรับผู้สมัคร สส.สงขลา ของพรรคประชาชนทั้ง 9 เขตประกอบด้วย

เขต 1 สักกพันธุ์ อนันต์พงค์ เบอร์ 1

เขต 2 สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เบอร์ 5

เขต 3 นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ เบอร์ 1

เขต 4 ชัยวัฒน์ อินศรีไกร เบอร์ 5

เขต 5 สุวรรณ อ่อนรักษ์ เบอร์ 5

เขต 6 สมพร แซ่ลิ่ม เบอร์ 1

เขต 7 ดัยลามี เบ็ญบาเห็ม เบอร์ 6

เขต 8 กรธัช พัชณี เบอร์ 6 

เขต 9 ธนทร แก้วอนุรักษ์ เบอร์ 1


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน