พรรคประชาชนยืนยันการมีอยู่ของบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ
ตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงตัวบัตรหรือต้นขั้วที่ กกต.
เก็บหลังนับคะแนน ย้ำหาก กกต. เชื่อว่าบาร์โค้ดไม่เป็นปัญหา
ก็ต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและวิธีการนับคะแนนแบบเดิมในวันเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ.
นี้ เรียกร้อง กกต.เปิดเผยแบบทั้งรายงานผล (5/18) และ
ใบขีดคะแนน (5/11) ให้ครบทุกหน่วยในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้
เหตุตัวเลขไม่ตรงกันหลายหน่วย
วันที่
19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ กิตติชัย
เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาชน พร้อมด้วย พริษฐ์
วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งในปี 2569
ในส่วนของพริษฐ์ระบุว่าวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าบาร์โค้ดอย่างน้อยในส่วนของบัตรบัญชีรายชื่อ
เป็นบาร์โค้ดที่เป็นรหัสบัตร
ที่สามารถตรวจย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนแต่ละคนที่ลงคะแนนเสียงกาให้กับใคร
คำถามที่มีการถกเถียงในสังคมตอนนี้คือการมีอยู่ของบาร์โค้ดที่สามารถตรวจย้อนกลับได้
เท่ากับทำให้การออกเสียงที่ผ่านมาไม่เป็นความลับหรือไม่
ซึ่งปัจจุบันมีสองกลุ่มความเห็น สำหรับพรรคประชาชน การออกเสียงจะลับหรือไม่ลับ
ขึ้นอยู่กับว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ว่าใครกาอะไร
หากการออกเสียงจะลับจะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือในเชิงปฏิบัติ
ขณะที่ กกต. กลับนิยามคำว่าลับว่าแม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในเชิงทฤษฎี
แต่หากตรวจสอบย้อนกลับได้ยากในเชิงปฏิบัติ การออกเสียงก็ยังถือว่าลับอยู่
แต่ต่อให้ยอมรับนิยามคำว่าลับของ
กกต. แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากในระดับที่ กกต. พยายามให้เหตุผล
และไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่า กกต.
เก็บบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วไว้อย่างปลอดภัยหรือไม่
เพราะมีกระบวนการที่ตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่ต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วที่เข้า
กกต. เก็บไว้ เช่น หากตนเป็นผู้สมัครแล้วไปข่มขู่ประชาชนว่าต้องเลือกตน
แล้วจะตรวจสอบว่าเลือกจริงหรือไม่
สิ่งที่ตนสามารถทำได้คือการขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำรหัสต้นขั้วหรือ 3-4 เลขสุดท้ายของรหัสต้นขั้วมาแล้วกลับมารายงานให้ตนทราบ
ตนในฐานะผู้สมัครสามารถส่งผู้สังเกตการณ์ไปตั้งกล้องถ่ายทุกภาพที่เจ้าหน้าที่มีการขาน
แล้วสแกนบาร์โค้ดของบัตรทุกใบ เพื่อดูว่าบัตรที่มีรหัสตรงกับต้นขั้ว กาให้กับใคร
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเปิดช่องโหว่
ซึ่งทำให้หากผู้สมัครคนใดรู้ถึงระบบบาร์โค้ดก่อน
สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร
ประเด็นนี้จะถูกจับตามองและสังเกตการณ์อีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยในวันอาทิตย์ที่
22 กุมภาพันธ์ที่จะมาถึงนี้ หาก กกต.
ยืนยันว่าบัตรออกเสียงของตนเองที่ใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ไม่มีปัญหาจริง
ทุกคนควรจะเห็นสองอย่าง คือ กกต. ยังใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิมที่มีบาร์โค้ดอยู่
และควรจะเห็นการนับคะแนนที่ไม่ได้มีความพยายามในการปกปิดบาร์โค้ดตอนนับคะแนน
เพราะหาก กกต. มีการออกแนวปฎิบัติให้ถือบัตรตอนนับคะแนนในลักษณะที่เป็นการจงใจปิดบาร์โค้ด
นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่าการดำเนินการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีปัญหา
กรณีต่อมา
จากการที่ กกต. ได้เปิดเผยรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ในเว็บไซต์ของ
กกต. เมื่อวานนี้ โดยระบุว่าครบทุกหน่วยแล้ว
ยกเว้นหน่วยที่จะมีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ พรรคประชาชนมีข้อเรียกร้องดังนี้
1)
ขอเรียกร้องให้ กกต. ตรวสอบว่าได้เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน
(ส.ส. 5/18) ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง
(หากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่)
เพราะพรรคประชาชนยังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน
ว่ายังมีบางหน่วยที่ไม่มีการอัปโหลดเอกสาร ส.ส. 5/18 และยังมีบางกรณีที่ยังขาดผลรายงานการนับคะแนนการเลือกตั้งนอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร
2)
ขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18)
ของทุกหน่วยในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการนำไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้
เพราะปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลนี้ยังเป็นการอัปโหลดขึ้น Google Drive ต้องไปแยกดูในแต่ละโฟลเดอร์ และเข้าใจว่าหลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ
ซึ่งทำให้ประชาชนนำตัวเลขไปคำนวณต่อได้ยาก กกต. ควรเปิดเผยข้อมูลในลักษณะของตาราง Excel
ที่วิเคราะห์ต่อได้ง่าย ซึ่ง กกต.
ย่อมมีข้อมูลรูปแบบนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว
3)
ขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยใบขีดคะแนนรายหน่วย (ส.ส. 5/11) ให้ครบทุกหน่วย เพราะแม้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเปิดเผย
แต่ถ้าเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้มากขึ้น เพราะมีหลายกรณีที่ใบขีดคะแนน
ส.ส. 5/11 ที่ประชาชนถ่ายมาในวันที่มีการนับคะแนน
ไม่ตรงกันกับเอกสาร ส.ส. 5/18
ทางด้านกิตติชัย
ระบุว่าการเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 ว่าสอดคล้องกับการประกาศผลในแบบ ส.ส. 5/18
หรือไม่มีความสำคัญมาก เพราะมีกรณีที่เป็นปัญหาอยู่จริง
ซึ่งพรรคประชาชนได้รับเรื่องร้องเรียนมามากกว่า 100 เรื่องในเรื่องของแบบ
ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่ไม่ตรงกัน
ไม่ว่าจะเป็นกรณีรายงานผลคะแนนไม่ตรงกันระหว่างในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่คะแนนของผู้สมัครพรรคประชาชนลดลงไป
หรือบางกรณีรายชื่อของคณะกรรมการประจำหน่วย ในแบบ ส.ส. 5/11 และ
ส.ส. 5/18 ไม่ตรงกันหลายกรณี
หรือกรณีของจำนวนบัตรเสียที่รายงานไม่ตรงกัน เป็นต้น
นี่คือเหตุผลที่ทำไมพรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้
กกต. เร่งเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11
เพราะเป็นการรวบรวมผลและเป็นการนับคะแนนหน้าหน่วย ณ วันนั้น
ซึ่งประชาชนได้เก็บข้อมูลมา หาก กกต.
อยากทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งข้อสงสัยต่างๆ ก็ควรต้องเร่งให้มีการเปิดแบบ
ส.ส. 5/11 เพื่อให้มีการตรวจสอบ
หากกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายหน่วย
ย่อมสามารถทำให้คะแนนพลิกและการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตได้
กิตติชัยกล่าวต่อไปว่าสำหรับกรณีสมุทรปราการ
เขต 6 เข้าใจว่า กกต. ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าทุกอย่างจบสิ้นกระบวนการแล้ว
จะไม่มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ตามระเบียบของ
กกต. ระบุอย่างชัดเจนว่า กกต. หรือกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วย (กปน.)
เมื่อเสร็จจากการลงคะแนนแล้วต้องเก็บอุปกรณ์ทุกอย่าง
รวมถึงแบบขีดและบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตร พร้อมใส่สายรัดอย่างแน่นหนา
ซึ่งสัมพันธ์กันกับอาทิตย์ที่แล้วที่ กกต.
ได้มีการแถลงข่าวและทำให้ได้เห็นว่าหลังจากที่ลงคะแนนแล้วต้องเก็บใส่ถุง ใส่สายรัด
และจัดเก็บในที่ที่ปลอดภัย
แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
จะเห็นได้ว่ามีเอกสารแบบขีดที่ไปอยู่ในย่อขยะ ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า
เกิดขึ้นได้อย่างไร พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งตรวจสอบในประเด็นนี้
โดยในส่วนของผู้สมัครของพรรคประชาชน
จะมีการฟ้องและดำเนินคดีอาญากับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด
ในฐานะผู้ที่ต้องดูแลการเลือกตั้งในจังหวัดสมุทรปราการต่อไป
กิตติชัยกล่าวต่อไปว่า
สำหรับการรวบรวมเรื่องร้องเรียนและคดีต่างๆ ที่ผู้สมัครและภาคประชาชนได้ส่งมา
แบ่งออกเป็นกรณีบัตรเขย่ง หรือกรณีที่จำนวนผู้มีสิทธิและผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน 16 เรื่อง
กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่อกับแบบเขตไม่ตรงกัน 1 เรื่อง
กรณีพฤติกรรมของ กปน. ที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ 17 เรื่อง
กรณีพฤติกรรมการซื้อเสียง 1 เรื่อง
และกรณีการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ 23 เรื่อง
รวมเป็นการร้องเรียนทั้งหมด 58 เรื่อง
กิตติชัยยังได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน
ที่ว่า กกต. ยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินการต่อแล้วในกรณีของสมุทรปราการ เขต 6 และเรื่องแบบ
ส.ส. 5/11 ที่หลุดออกมาเป็นเรื่องของการชำรุดของหีบ
โดยระบุว่าระเบียบ กกต. กำหนดไว้ชัดว่าเอกสารและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเก็บในที่ปลอดภัย
เรื่องชำรุดหรือไม่เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ประเด็นคือแบบ ส.ส. 5/11
หลุดออกมาจากหีบได้อย่างไร และไปอยู่ในบ่อขยะด้วย
ไม่ได้อยู่ในที่รวบรวมในหีบ ดังนั้นเรื่องนี้ กกต. ต้องรีบดำเนินการตรวจสอบ
ว่ามีแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากนอกหีบได้อย่างไร
ในเรื่องของการเปิดเผยแบบ
ส.ส. 5/11
มีความจำเป็นและหาก กกต. เปิดเผยจะสามารถทำให้ไขข้อสงสัยได้
ขณะนี้มีประชาชนที่ได้เก็บข้อมูลหน้าหน่วยตั้งแต่วันที่มีการนับคะแนนจริงและทยอยส่งมาให้พรรคประชาชนเป็นจำนวนมากพอสมควร
แต่พรรคประชาชนก็อยากให้ กกต. เปิดทั้งหมด 100% เหมือนที่เปิดในส่วนของ
ส.ส. 5/18 เช่นเดียวกัน และขณะนี้แบบ ส.ส. 5/18 ก็ยังไม่มีการเปิดครบ 100% ในทุกหน่วย
ในส่วนของพริษฐ์
ได้ตอบคำถามของสื่อมวลชนต่อกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 157
โดยระบุว่าขณะนี้ วาโย อัศวรุ่งเรือง
ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายกำลังทำคำฟ้อง
ซึ่งคาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า
เนื่องจากขณะนี้ยังคงปรากฏข้อมูลหรือพยานหลักฐานใหม่ๆ
รวมถึงเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนส่งเข้ามาให้พรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายละเอียดจะมีการแถลงในวันที่มีการยื่นต่อไป
ส่วนเนื้อหาหลักย่อมหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของบาร์โค้ด
ที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการดำเนินการที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ ทั้งนี้
ที่พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบ กกต. ที่ผ่านมา
จุดมุ่งหมายหลักไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง แต่ต้องการปกป้องเสียงของประชาชน
และทำให้เจ้าหน้าที่คนใดที่บกพร่องโดยสุจริตหรือจงใจทุจริตต้องรับผิดรับผิดชอบต่อกฎหมาย
เรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิสูจน์กันในเชิงเจตนา
ว่าเป็นการบกพร่องโดยสุจริต
หรือมีใครคนใดคนหนึ่งจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าวหรือไม่
พรรคประชาชนจึงตัดสินใจใช้กลไกการฟ้องตามมาตรา 157 เพื่อให้มีการพิสูจน์และรับผิดรับผิดชอบในทางกฎหมายต่อไป
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต






