วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จม.จากแดน 4 “ไผ่” จตุภัทร์ เขียน “ผมคงไม่มีสิทธิ์ในชการเลือกตั้งและลงประชามติ มีแต่เสียงของคนที่ผิดหวังแล้วยังสู้อยู่…”


จม.จากแดน 4 “ไผ่” จตุภัทร์ เขียน “ผมคงไม่มีสิทธิ์ในชการเลือกตั้งและลงประชามติ มีแต่เสียงของคนที่ผิดหวังแล้วยังสู้อยู่…”


วันนี้ (4 ก.พ. 69) เพจ ไผ่ ดาวดิน - จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา - jatupat boonpattararaksa โพสข้อความพร้อมจดหมายระบุว่า


ประชาชนทั้งหลายพึ่งรู้ไว้เถิดว่า 10 ปี แพ้นี้ต้องชำระ ประชามติปี 2559 ได้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญปี 2560 ร่างกติกาการเลือกตั้งที่ลดทอนคุณค่า ทำให้เสียงของประชาชนไร้ความหมาย เราเลือกผู้แทนเลือกพรรค แต่คนชนะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะ ส.ว. มีอำนาจเลือกนายก 5 ปี เลือกตั้งไป 2 ที ก็โหวตสวนความต้องการของประชาชน ชอบขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ทำลายความฝันในการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า อำนาจสูงสุดกลับกลายเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ ที่คอยเซาะกร่อนบ่อนทำลายความหวังในการเปลี่ยนแปลง ถอดถอนนายกรัฐมนตรี ยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ์ผู้แทนที่มามาจากเสียงของประชาชน ก้าวก่ายแทรกแซงอำนาจของรัฐสภา ตีความตามใจเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายอนุรักษ์นิยม พยายามทำลายความคิดความเชื่อมั่นว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 


10 ปีที่แล้วประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม แต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้เรียนรู้และเห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญร่วมกัน เราไม่อาจแก้ไขอดีตที่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ แต่เราร่วมสร้างความหวังในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยด้วยมือของประชาชนได้ ไม่ว่าคุณจะเลือกพรรคประชาชนหรือเลือกพรรคเพื่อไทย ขอจงร่วมแรงร่วมใจ “8 กุมภากาเห็นชอบ” และคอยตรวจสอบการเลือกตั้งช่วยกัน เพราะ กกต. เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระ ซึ่งหมายความว่าอิสระจากประชาชน และพร้อมทำประโยชน์ให้กับกลุ่มของตนที่แต่งตั้งมา


ผมคงไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งและลงประชามติ มีแต่เสียงของคนที่ผิดหวังแล้วยังสู้อยู่ ขอให้ให้รู้ไว้ว่า เสียงนี้จะเลือกพรรคประชาชนจนกว่าจะได้เป็นรัฐบาล เสียงนี้จะกาเห็นชอบจนกว่าจะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

เชื่อมั่นในประชาชน

ไผ่ ดาวดิน

2 กุมภาพันธุ์ 2569

แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ


สำหรับ “ไผ่” จตุภัทร์ ถูกคุมขังพร้อม “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564

ทั้งสองคนถูกคุมขังในชั้นฎีกาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดภูเขียวว่า ทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 โดยให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ 2 ปี ส่วนข้อหาตามมาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลพิพากษายกฟ้อง อย่างไรก็ตาม ต่อมาศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ทั้งสองประกันตัวในชั้นฎีกา โดยยื่นขอประกันตัวไป 5 ครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับได้สิทธิในการปนะกันตัว