"We
Watch" เรียกร้อง "กกต." รับผิดชอบเลือกตั้ง
ชี้หลายจุดไม่โปร่งใส ลั่น เรียกความเชื่อมั่นไม่ได้ควร "ลาออก"
วันนี้
(16 กุมภาพันธ์ 2569) กลุ่ม We Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือ
และอ่านแถลงการณ์ร่วมแสดงจุดยืนและเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้แสดวงความรับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้ง
เพราะการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ของ กกต. ปรากฏข้อผิดพลาด ความผิดปกติ
และปัญหาจำนวนมาก ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของการจัดการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง
สถานการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในวงกว้าง
นำไปสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
และสะท้อนถึง วิกฤตความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งในปัจจุบัน ประเด็นที่ขัดต่อหลักการสำคัญในการจัดการเลือกตั้งความโปร่งใส
กระบวนการจัดการเลือกตั้งของ
กกต. ในครั้งนี้ ส่อให้เห็นถึงการขาดความโปร่งใสตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง
และก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ประเด็นที่พบ เช่น
การเปลี่ยนสโลแกนจากเดิมสุจริต
โปร่งใส เที่ยงธรรม เป็นสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งตัดคำว่าโปร่งใสออกไป
สะท้อนทิศทางการสื่อสารที่ลดความสำคัญของการเปิดเผยต่อสาธารณะ
กรณีที่บางหน่วยเลือกตั้งเก็บเอกสารผลการนับคะแนนออกจากหน่วยในระยะเวลาอันสั้น
ทั้งที่ควรเปิดเผยไว้เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้หลายกรณีที่จำนวนบัตรเลือกตั้ง
ผลคะแนน และจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่สอดคล้องกัน
หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าบัตรเขย่ง ซึ่งเกิดขึ้นในหลายจังหวัด
กรณีที่ประชาชนและผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการนับคะแนนได้อย่างต่อเนื่อง
ชัดเจน หรือถูกจำกัดการสังเกตการณ์
นอกจากนี้
จากการติดตามระบบรายงานผลคะแนนเลือกตั้งภายหลังการปิดหีบ
พบว่าคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งมิได้ถูกส่งตรงสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง
แต่ถูกส่งเข้าสู่ศูนย์ติดตามผลส่วนกลางก่อนการเผยแพร่ ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวกลาง
ในกระบวนการรายงานผลคะแนน และเปิดช่องให้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลสามารถเข้าถึง
ตรวจสอบ หรือปรับแก้ข้อมูลได้ก่อนการเปิดเผยต่อประชาชน
โดยปราศจากความชัดเจนถึงโครงสร้างอำนาจ ขั้นตอน
และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นอิสระ แม้ กกต.
จะอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเลขคะแนนเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคหรือการตรวจสอบข้อมูล
แต่เมื่อกระบวนการดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ
ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไร
ว่าคะแนนที่ปรากฏเป็นคะแนนจริง ถูกต้อง และไม่ถูกแทรกแซงความสุจริตและเที่ยงธรรม
การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมต้องตั้งอยู่บนการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง
และการตอบสนองต่อปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม กลับพบว่า กกต.
ได้เพิกเฉยต่อข้อผิดพลาดและข้อร้องเรียนในหลายกรณี
ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง ตัวอย่างกรณีที่สะท้อนปัญหาดังกล่าว
ได้แก่
กรณีการชี้นำการออกเสียงประชามติในบางพื้นที่
กรณีการวินิจฉัยบัตรดี-บัตรเสียที่ผิดพลาด
แม้มีการทักท้วงจากผู้สังเกตการณ์ แต่เจ้าหน้าที่มิได้แก้ไขหรือทบทวนคำวินิจฉัย
กรณีเจ้าหน้าที่บางรายยืนคุมการลงคะแนน
หรือปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่อาจกระทบต่อเสรีภาพในการตัดสินใจของประชาชน
พฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายการซื้อเสียงหรือการทุจริต
ซึ่งหลายกรณียังไม่ปรากฏการตรวจสอบอย่างจริงจัง ประชาชนคาดหวังให้ กกต.
ใช้งบประมาณสาธารณะอย่างคุ้มค่า และจัดการเลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะในบริบทที่ความไว้วางใจต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งอยู่ในระดับต่ำอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม
ปัญหาที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดด้านเอกสาร
ความล่าช้าในการบริหารจัดการข้อมูล ความไม่พร้อมของหน่วยเลือกตั้ง
และความสับสนของเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ
กลับชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องอย่างรุนแรงระหว่างงบประมาณที่ใช้ไปกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างปัญหาด้านประสิทธิภาพที่พบ
ได้แก่ การจัดหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิอย่างเท่าเทียม
โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ
ความเป็นมืออาชีพขององค์กรจัดการเลือกตั้งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงการขาดมาตรฐานและความพร้อมในหลายด้าน
ประเด็นสำคัญที่พบ ได้แก่
การจัดคูหาและพื้นที่ลงคะแนนที่อาจไม่สามารถคุ้มครองหลักการลงคะแนนโดยลับได้อย่างเพียงพอ
การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
ซึ่งมีข้อกังวลว่าสามารถเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตรและข้อมูลผู้ลงคะแนนได้
แม้
กกต. จะชี้แจงว่ามีมาตรการแยกเก็บข้อมูล แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า
โครงสร้างของระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้หลักการลงคะแนนโดยลับถูกละเมิดได้หรือไม่
องค์กรจัดการเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง
เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลางและเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตาม
ความเป็นอิสระดังกล่าวต้องดำรงอยู่ควบคู่กับ ความยึดโยงกับประชาชน
และความรับผิดรับชอบต่อสาธารณะ หากความเป็นอิสระปราศจากกลไกตรวจสอบ
ย่อมกลายเป็นอำนาจที่ไม่ต้องรับผิด และบั่นทอนความชอบธรรมขององค์กรโดยตรง
ในทางโครงสร้าง
กกต.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
หากแต่ได้มาจากกระบวนการสรรหาและการให้ความเห็นชอบโดยวุฒิสภา
ส่งผลให้ที่มาขององค์กรจัดการเลือกตั้งขาดความยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่ต้นทาง
ยิ่งไปกว่านั้น
กลไกการตรวจสอบ กกต. ยังอยู่ภายใต้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ซึ่งเช่นเดียวกัน ได้รับการสรรหาและให้ความเห็นชอบโดยวุฒิสภา
โครงสร้างดังกล่าวขัดแย้งกันในการตรวจสอบถ่วงดุล
และทำให้การเอาผิดหรือการเรียกร้องความรับผิดจากองค์กรจัดการเลือกตั้งเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
จากสถานการณ์ในปัจจุบันและข้อค้นพบดังกล่าว
องค์กรมีเรียกร้องต่อ กกต.และข้อเสนอต่อสาธารณะ 2 ระยะ ดังต่อไปนี้
ระยะเร่งด่วน
เพื่อแก้ปัญหาความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม ประการแรก เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน
ประชาชนตรวจสอบได้ และดำเนินการทันที
โดยเปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการครบ
100% ผ่านระบบ ECT Report โดยเร็วที่สุด
รวมทั้งเปิดเผยเอกสารสรุปผลคะแนนรายหน่วย (แบบ 5/18) ตามระเบียบโดยเร็ว
หากเป็นได้ ควรพิจารณาเปิดเผยภาพกระดานขีดคะแนน (แบบ 5/11) เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้
รวมถึงคะแนนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทุกประเภท
นางสาวภัสราวลี
ธนกิจวิบูลย์ผล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง
กล่าวว่ากลุ่มเราได้พบข้อสงสัยในการเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติที่ไม่โปร่งใส
และพบข้อครหาหลายอย่าง ซึ่ง กกต. จะต้องตอบข้อครหาเหล่านี้ ว่า
การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกต้องโปร่งใสหรือเปล่า และถูกนำเอาคะแนนไปนับอย่างถูกต้องหรือเปล่า
ซึ่งข้อเรียกร้องทุกอย่างสะท้อนถึงการทำงานของ กกต. โดยปกติ กกต.
ก็ไม่ได้มีความเชื่อมั่นอยู่แล้ว และยิ่งหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์
ความเชื่อมั่นยิ่งลดลง วันนี้เราจึงมาเรียกร้อง
และถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ ถ้าไม่ใช่ กกต.
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569




.jpg)

