“เท้ง ณัฐพงษ์” ปราศรัยอุดรธานี ประกาศความพร้อมรัฐบาลประชาชน พร้อมทำงานเพื่อทุกคนไม่แบ่งฝั่งฝ่าย ขอชาวอุดรเลือกพรรคส้มยกจังหวัด ใช้เวลา 4 วันสุดท้ายเชิญชวนทุกคนกาพรรคส้มสองใบ ร่วมตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานสังคีตศาลา หนองประจักษ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี คาราวานพรรคประชาชนจัดปราศรัยใหญ่ นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โดยมีประชาชนมารับฟังการปราศรัยจำนวนมาก
[ ไม่ใช่การเมืองสามก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว “อดีต-อนาคต” ]
ปิยบุตร กล่าวว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันประวัติศาสตร์ที่จะชี้ชะตาประเทศไทยว่าอีก 4 ปี 8 ปี หรือ 12 ปีข้างหน้า สังคมของเราจะเป็นอย่างไร หากได้รัฐบาลที่นำโดยพรรคการเมืองหนึ่งกับอีกพรรคการเมืองหนึ่ง จะแตกต่างกันอย่างไร
บรรดานักการเมืองเกจิอาจารย์กูรูผู้อาวุโส วิเคราะห์กันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันของการเมืองแบบ 3 ก๊กคือ 3 พรรคใหญ่ ประกอบด้วย สีส้ม สีแดง และสีน้ำเงิน ที่ต่อสู้กันว่าใครจะได้ที่หนึ่งและจะตั้งรัฐบาลกันอย่างไร คาดคะเนกันว่าต้องมี 2 ใน 3 ไปตั้งรัฐบาลด้วยกัน และอีกหนึ่งถูกเตะไปเป็นฝ่ายค้าน การมองการเมืองเป็นสามก๊กเป็นการมองเพียงตัวเลขที่นั่ง สส. ดูความเป็นไปได้ว่าแต่ละพรรคจะได้ สส. เท่าไหร่ เป็นการประเมินแบบหยาบๆ แต่ตนขอชวนพี่น้องประชาชนพิจารณาให้ลึกซึ้งไปกว่านั้นถึงธาตุแท้คุณลักษณะว่าการเมืองของประเทศไทยตอนนี้ เป็นการประลองกำลังกันระหว่างการเมืองสองขั้ว ขั้วที่หนึ่งคือขั้วแห่งอดีต แบบเก่า แบบเดิม กับอีกขั้วหนึ่งคือขั้วแห่งอนาคต แบบใหม่ ดังนั้นไม่ใช่สามก๊กแต่เป็นเก่ากับใหม่ อดีตกับอนาคต
การเมืองแบบอดีต ขับเคลื่อนด้วยการเมืองแบบบ้านใหญ่ คือครอบครัวหนึ่งลงสนามการเลือกตั้ง เมื่อได้รับการเลือกตั้งก็แผ่ขยายอิทธิพลไปผ่านเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ผ่านกลไกรัฐ ผ่านการสนับสนุนด้วยทรัพยากรต่างๆ เสร็จแล้วใครอยากมีโอกาสได้เป็น สส. ก็ต้องเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ เพราะเขามีทรัพยากรเยอะ มีเครือข่ายอุปถัมภ์ค้ำจุน นานวันเข้าก็เริ่มผูกขาด ขยายจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปเขตเลือกตั้งอื่นๆ นานวันเข้าก็ยึดทั้งจังหวัด ระดับชาติไม่พอก็เอาระดับท้องถิ่นด้วย ทั้งหมดคือการขยายอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ ผ่านตระกูลทางการเมืองของตัวเอง เกิดการผูกขาดอำนาจ หากใครคิดขึ้นมาท้าทาย ก็จะใช้อำนาจเข้าไปจัดการ
เขาทำแบบนี้เพื่อสะสมกำลัง สส. เมื่อถึงเวลาก็จะไปเคาะประตูถามบรรดาหัวหน้าพรรคหรือแกนนำพรรคที่เขาเอาบ้านใหญ่ไปสังกัด ว่าพี่ครับบ้านใหญ่ผมได้ สส. มาเท่านี้ แล้วพี่จะไม่ให้รัฐมนตรีผมอีกสักกระทรวงหรือ นานวันเข้าก็ข้ามไปหลายกระทรวง ดูแลกันไปมาจนขยายเป็นมุ้งที่สังกัดในพรรคการเมือง ใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะบริหารประเทศก็ไม่อิสระเพราะต้องเกรงใจมุ้งหรือบ้านใหญ่เหล่านี้
และถึงเวลาบ้านใหญ่มักจะมีลักษณะพิเศษ ถ้าพรรคการเมืองนั้นได้รับความนิยมมีโอกาสเป็นรัฐบาล บ้านใหญ่ก็จะกรูกันย้ายเข้าไปอยู่ด้วย แต่ถึงเวลาพรรคนั้นตกอับโดนยึดอำนาจโดนรัฐประหาร ก็จะกรูย้ายกันหนีออก ถึงเวลาพอมีโอกาสกลับมาชนะก็แห่กลับเข้าไปใหม่ สรุปแล้วไม่ได้มีอุดมการณ์ตรงกับพรรคที่เข้าไปสังกัดเลย การเมืองบ้านใหญ่แบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตนยังเป็นเด็ก จนวันนี้ขยายไปทุกจังหวัด นี่แหละคือการเมืองแบบอดีต เขารู้อย่างเดียวว่าอำนาจอยู่ที่ไหน โอกาสเป็นรัฐบาลอยู่ที่ไหน เขาจะวิ่งไปอยู่ที่นั่น ไม่ได้สนใจว่าพรรคการเมืองนี้มีแนวทางทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างไร
วันที่ตนและธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คิดอ่านตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ก็มีบ้านใหญ่จำนวนไม่น้อยติดต่อมา แต่เราพูดตรงไปตรงมาว่าเราไม่ทำการเมืองแบบนี้แน่นอน เพราะถ้าทำแบบนี้หน้าตารัฐบาลก็จะเป็นแบบที่ท่านเห็นอยู่ แล้ววันข้างหน้าก็จะเป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่สามารถออกจากระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมืองได้เลย
เดี๋ยวนี้ไปกันใหญ่ บ้านใหญ่บางหลังถึงขนาดย้ายไปอยู่พรรคอื่นโดยพร้อมเพรียงกันแล้วก็ให้พรรคที่ตัวเองอยู่ทั้งหมดปล่อยว่างไว้อย่างนั้น บ้านใหญ่บางหลังเขม่นกันมาตั้งนาน เมื่อก่อนก็เคยอยู่ด้วยกัน ต่อมาเกิดความขัดแย้งเพราะเคลียร์ไม่ลงตัวว่าทำไมให้บ้านนี้ลง สส. ทำไมไม่ให้บ้านฉันลง สส. อย่ากระนั้นเลย ฉันขนบ้านออกไปตั้งพรรคใหม่ แต่ ณ วันนี้อยู่ดีๆ กลับมารักกันกลมเกลียวเฉยเลย โดยมีแม่สื่อแม่ชักคือพรรคสีส้ม เพราะพวกเขารู้แล้วว่าถ้าบ้านใหญ่แต่ละหลังแข่งกันเอง สงสัยพรรคประชาชนจะชนะกวาดหมดทั้งจังหวัด เรากลับมารักกันดีกว่าเพื่อเอาชนะพรรคประชาชน
การเมืองแบบอดีตแบบนี้ไม่สามารถแก้ปัญหายากๆ ให้กับประเทศไทยได้อีกแล้ว ต้องใช้เงินมหาศาลผ่านการซื้อสิทธิ์ซื้อเสียง บางคนพูดทุกวันว่ารักชาติ แต่พวกนี้รักชาติจนน้ำลายไหล ปากบอกรักชาติแต่ถึงเวลาลงการเมือง เอาเงินมาซื้อเสียง เมื่อตัวเองกลับไปมีอำนาจรัฐได้เป็นผู้แทนเป็นรัฐมนตรีก็ต้องคิดหาทางถอนทุนคืนก่อน แล้วก็เอาทุนไปทำการเมืองใหม่ ซื้อเสียงใหม่กลับมาใหม่ วนเวียนแบบนี้ซ้ำซาก”
[ ช่วยกันบอกต่อ 4 วันสุดท้าย ร่วมตั้งรัฐบาลของประชาชน ]
ด้าน ณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ตนรู้สึกว่าชาวอุดรมีความพร้อมที่จะกาเพื่อเปลี่ยน 8 กุมภาพันธ์นี้ เราเข้าคูหา 2 รอบ รอบแรกมีบัตร 2 ใบ กาพรรคส้มสองใบ เข้าคูหาครั้งที่สอง บัตรสีเหลือง กาเห็นชอบเพื่อเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ กกต. ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีกว่านี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2560 ประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อเพื่อริเริ่มการถอดถอน กกต. ได้ ดังนั้นต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบองค์กรอิสระมากขึ้น
วันนี้พรรคประชาชนมีความพร้อม คือพร้อมเรื่องจุดยืน ความมั่นคงในอุดมการณ์ เราไม่กลับไปกลับมา ความเป็นผู้แทนราษฎรคือคุณต้องหลังตรง เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ที่มาที่ไปของเรามาจากประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ซับซ้อน
ความพร้อมอย่างที่สอง คือตอนนี้มีเพียงพรรคการเมืองเดียวในประเทศที่เปิดตัวทีมบริหารครบ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ตัวบุคคล แต่หมายถึงวิธีการทำงาน แบ่งเป็นทีมทำเนียบและทีมกระทรวง ทุกกระทรวงทำงานข้ามกันได้ ทลายระบบมุ้งและโควตาทางการเมืองที่นักการเมืองในอดีตเข้าไปแล้วก็แบ่งกระทรวงแบ่งงบประมาณเพื่อหาเงินทอนเอามาใช้ในการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคประชาชนเราไม่ทำแบบนั้น ตอนนี้เราเปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 40 กว่าคน ถ้าได้เป็นรัฐบาลมีมากกว่านี้แน่นอน
8 ปีที่ผ่านมา พวกเราไม่ได้มาเล่นๆ เราเอาจริงทุกวันทุกวินาทีในการทำงานทั้งในสภา นอกสภา และในพื้นที่ เราศึกษานโยบาย เข้าใจกลไกในระบบราชการ เราได้คนเข้ามาร่วมขบวนการกับพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการทำงานอย่างจริงจังและเข้มข้นของพวกเราที่ผ่านมา ทำให้วันนี้พรรคประชาชนเป็นเพียงพรรคเดียวที่มีความพร้อมในทีมบริหารมากที่สุด
สุดท้ายคือความความพร้อมในชุดนโยบาย ที่เรียกกันว่า “พิมพ์เขียวเปลี่ยนประเทศไทย” สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน ตนกล้าการันตีว่ากว่า 200 นโยบายของพรรคประชาชน ไม่มีนโยบายใดที่จะให้ผลประโยชน์แก่คนส่วนน้อย ทุกนโยบายให้ผลประโยชน์กับประชาชนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทลายทุนผูกขาด ทำค่าไฟถูกลง ประกันสังคมต้องโปร่งใส เงินของผู้ประกันตนถูกใช้จ่ายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปฏิรูปที่ดินทำให้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรในอุดรธานีมีโฉนดเป็นของตัวเอง เก็บภาษีที่ดินรวมแปลงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำหารายได้เข้ารัฐมาทำสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับทุกคน
ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ 4 วัน ขอให้ทุกคนช่วยกันบอกต่อ ตนทราบดีประชาชนบางส่วนยังรักและผูกพันกับพรรคการเมืองที่เคยโหวตให้ ตนเข้าใจดี ความรักความผูกพันห้ามกันไม่ได้ แต่ถ้ามีโอกาสขอให้ช่วยกันชวนคุยใช้เวลากับคุณพ่อคุณแม่หรือคนที่ยังรักผูกพันอยู่ ว่าสิบปีที่ผ่านมาบรรดาพรรคการเมืองที่อยู่ในกระดาน ท่านเลือกมาแล้วทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนหรือไม่ ไม่เปลี่ยนเพราะทุจริตคอร์รัปชัน เพราะผลประโยชน์ซับซ้อน เพราะการพูดอย่างทำอย่าง หวังแค่จะได้เป็นรัฐบาล หวังแค่เข้าสภา
ตนให้คำมั่นสัญญา ว่าถ้าเรามี สส.อุดรธานีทั้ง 10 เขต เข้าไปโหวตให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ถึงเวลาเมื่อเราเป็นรัฐบาลของประชาชน จะทำเพื่อประชาชนคนทุกกลุ่มทุกสี ไม่มีแบ่งขั้วแบ่งข้างแน่นอน ดังนั้น พวกตนขอโอกาสเพียงแค่ 4 ปีนี้ครั้งเดียว ไม่ว่าที่ผ่านมาคุณจะเคยรักใคร ชอบใคร ผูกพันกับใคร ครั้งนี้ถ้าไม่กาให้กับพรรคประชาชน ฝั่งอนุรักษนิยมเข้ามาแน่นอน
“ผมให้คำสัญญาว่าเราจะเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลง และจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการเมืองของประชาชนสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ทุกคนกลับมามีความหวัง เชื่อในอำนาจปลายปากกาของทุกคนได้ว่า 4 ปีเลือกตั้งหนึ่งครั้งมันมีความหมาย เราจะทำให้ลูกหลานที่เกิดมาในอุดรธานีและประเทศไทยต่อจากนี้ เกิดและเติบโตอย่างมีความหวัง เพราะเขาเห็นทิศทางของประเทศไทยที่ดีขึ้น”
ณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนอย่าท้อถอย มุ่งหน้าสู่เส้นชัยไปด้วยกัน ครั้งนี้เส้นชัยอยู่ข้างหน้า อยู่ที่ปลายปากกาของเรา ช่วยกันส่งต่อพลังของประชาชน สร้างรัฐบาลประชาชน รัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหากาพรรคประชาชนสองใบและกาเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าให้กับลูกหลานชาวอุดร
สำหรับผู้สมัคร สส.อุดรธานี ของพรรคประชาชน ทั้ง เขต ประกอบด้วย
เขต 1 อานันท์ อมรินทร์ เบอร์ 5
เขต 2 ธนากร จำปาหอม เบอร์ 6
เขต 3 อริยะฤทธิ์ สุสุวรรณสิริ เบอร์ 3
เขต 4 ศักดา เกตุแก้ว เบอร์ 2
เขต 5 ชัยฤทธิ์ เขาวงศ์ทอง เบอร์ 4
เขต 6 สรวิชญ์ นาแพงสอน เบอร์ 3
เขต 7 สุริยา วงศ์อารีย์ เบอร์ 7
เขต 8 อนุเทน สีดาอุบล เบอร์ 3
เขต 9 นภาดล ดวงสอนแสง เบอร์ 5
เขต 10 สุภาวดี วงษ์คำ เบอร์ 2
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน

















