วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568

“อานนท์ นำภา” นักโทษการเมือง ประเทศไทย เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักกฎหมายทั่วโลก

 


“อานนท์ นำภา” นักโทษการเมือง ประเทศไทย เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักกฎหมายทั่วโลก


วันนี้ (3 เม.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก "อานนท์ นำภา" โพสข้อความระบุว่า จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักกฎหมายทั่วโลก


กว่า 2 ปีแล้วที่ผมต้องใช้ชีวิตในเรือนจำเพื่อต่อสู้คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 สถานการณ์ของกระบวนการยุติธรรมที่วิปลาสของประเทศผมยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในภาวะบ้านเมืองที่มืดมนเช่นนี้ ผมได้แต่ต่อสู้ร่วมกับเพื่อนๆจำนวนหนึ่ง เป็นการต่อสู้กับความวิปลาสของระบบกฎหมายที่ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ 


นับแต่ปี 2020 ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาใช้เสรีภาพทางการเมืองและมีข้อเสนอเรียกร้องให้มีการปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ พวกเราถูกใช้ความรุนแรงในนามของกฎหมายและข้ออ้างเพื่อความสงบเรียบร้อยอย่างโหดร้ายทารุณ กระบวนการอันวิปลาสเริ่มจาก การมองว่าการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องผิดบาป ในทางจารีตของสังคมเก่า แล้วจึงใช้ความอยุติธรรมในนามกฎหมายปิดปากพวกเรา 


พวกเราหลายคนถูกดำเนินคดี โดยบางรายถูกจงใจแจ้งความในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เกิดความยากลำบากในการต่อสู้คดี การตีความโดยบิดเบือนต่อตัวบทกฎหมาย ทำให้มาตรา 112 เป็นเสมือนคำสาปและเช็คเปล่า ที่รอการใช้อย่างตามอำเภอใจในนามของความจงรักภักดี กระทั่งก่อกำเนิดหลักกฎหมายอันวิปลาสขึ้นว่า การพูดความจริงในเรื่องสถาบันกษัตริย์ ก็เป็นความผิดและต้องห้ามมิให้พิสูจน์ความจริงต่อศาล ทำให้ผมและเพื่อนอีกหลายคนยังถูกคุมขังในเรือนจำขณะนี้ 


ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวบางส่วนของความวิปลาส ในประเทศของผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากเพื่อนนักกฎหมายทั่วโลกได้อ่าน จะช่วยกันผลักดันให้เกิดการคลี่คลายสถานการณ์และได้โปรดช่วยกันเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมอันเป็นปกติกลับคืนสู่สังคมไทยเสียที ทั้งนี้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านสังคมโดยวิธีการสันติ มีวุฒิภาวะ 


ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนนักกฎหมายทั่วโลก ประเทศของผมจะเกิดประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพและมีสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง ดังเช่น นานาอารยประเทศสืบไป 


ด้วยความเคารพอย่างสูง 

อานนท์ นำภา 

นักโทษการเมือง ประเทศไทย 

วันที่ 3 เมษายน 2568


สำหรับ อานนท์ นำภา ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก ไม่รอลงอาญา ในคดี #มาตรา112 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 เหตุจากการขึ้นปราศรัยใน #ม็อบ14ตุลา63


ซึ่งขณะนี้ตัดสินไปแล้ว 7 คดี รวมโทษจำคุกขณะนี้ 20 ปี 19 เดือน 20 วัน ทุกคดียังไม่สิ้นสุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568

เปลี่ยนยอดผู้สูญหายหลังเปรียบเทียบข้อมูลจาก ตม. จาก 96 เพิ่ม 103 คน ยังคงเหลือยอดผู้สูญหายอยู่ที่จำนวน 79 คน สำหรับแผนการค้นหาผู้ติดทั้งภายในสร้างอาคารถล่ม เจ้าหน้าที่ยังระดมกำลังเร่งขุดเจาะเพื่อเข้าถึงตัวผู้ติดค้างบริเวณบันไดหนีไฟ และช่องลิฟท์ ในโซนบี และโซนดี

 


เปลี่ยนยอดผู้สูญหายหลังเปรียบเทียบข้อมูลจาก ตม. จาก 96 เพิ่ม 103 คน ยังคงเหลือยอดผู้สูญหายอยู่ที่จำนวน 79 คน สำหรับแผนการค้นหาผู้ติดทั้งภายในสร้างอาคารถล่ม เจ้าหน้าที่ยังระดมกำลังเร่งขุดเจาะเพื่อเข้าถึงตัวผู้ติดค้างบริเวณบันไดหนีไฟ และช่องลิฟท์ ในโซนบี และโซนดี  


วันที่ 3 เมษายน 2568 นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่าการช่วยผู้ติดค้างเน้นไปที่โซนบี และโซนซี ที่พบจุดต้องสงสัยและคาดว่ามีผู้ติดค้างอยู่ภายในสร้างอาคาร


โดยโซน บี เป็นบริเวณใกล้ช่องบันไดหนีไฟ ที่พบสัญญาณต้องสงสัย ว่าจะมีผู้ติดค้างร้องขอความช่วยเหลืออยู่ใต้ซากที่มับถมกันลึกลงไปประมาณ 3 เมตร ขณะนี้ ดำเนินการไปได้ 2 เมตรกว่า จากการสแกนน่าจะใกล้ถึงตัวผู้ติดตามที่อยู่ด้านใน ส่วนการตอบรับจากผู้ที่ติดค้างอยู่ ปัจจุบันไม่ได้รับการตอบรับเหมือนเมื่อคืน และช่วงเมื่อเช้าที่ผ่านมา


ส่วนในโซน ซี ใกล้เคียงโซนดี ซึ่งเป็นบริเวณช่องลิฟต์และเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของโครงสร้างที่ผ่านถล่มลงมา และคาดว่ามีผู้ติดตามอยู่ภายใน และเป็นจุดที่สุนัข K9 มีปฏิกิริยาที่ต้องสงสัยว่าพบผู้ติดค้าง ตลอดทั้งวันได้ระดมกำลังค้นหา สุนัข K9 และเจ้าหน้าที่นานาชาติเข้าไปค้นหา ปัจจุบันได้เจาะและเคลื่อนย้าย ซากอาคารและขุดเจาะเข้าไปถึงผนังช่องลิฟท์แล้ว และกำลังจะดำเนินการเจาะผนังช่องลิฟท์ เข้าไปถึงโพรงด้านใน ที่ยังคงมีความหวังอยู่ว่าจะพบผู้ติดค้างอยู่บริเวณนี้ ส่วนปัญหาและอุปสรรค คือพื้นคอนกรีตที่กดทับลงมาหลายชั้น มีความหนา ยากที่จะขุดเจาะช่องให้คนเข้าไปได้ ซึ่งต้องกว้างพอสมควร  


รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า มีการเปลี่ยนแปลงยอดผู้ติดค้างภายใน เนื่องจากได้ประสานกับทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบเพิ่มเติม แล้วพบว่ายอดผู้สูญหายจาก 96 คน เปลี่ยนแปลงเป็น 103 คน ส่วนจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ มีอยู่จำนวน 8 คน ที่ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล มีพนักงานในเขตก่อสร้างมารายงานตัว 1 คน ยอดผู้เสียชีวิตยังคงเดิมอยู่ที่ 15 คน 


ส่วน 10 คนมีรายชื่อเป็นผู้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบแล้วเป็นประชาชนทั่วไป ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่มีประชาชนเสียชีวิต ซึ่งหากบวกลบแล้วขณะนี้ยังมีผู้สูญหายคงเหลือที่ 79 คน ไม่นับรวมยอดผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 10 คน ที่เป็นประชาชนทั่วไป 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #แผ่นดินไหว #อาคารสตงถล่ม #สตง




แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ท่าทีของประเทศไทยต่อนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา

 


แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ท่าทีของประเทศไทยต่อนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา


วันนี้ (วันที่ 3 เมษายน 2568) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ระบุว่า


รัฐบาลไทยตระหนักและเข้าใจถึงความจำเป็นของสหรัฐฯ ที่จะต้องปรับสมดุลทางการค้ากับประเทศคู่ค้าจำนวนมาก ผ่านนโยบายอัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Trade and Tariffs) ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค้าของสหรัฐฯ ในขณะที่กรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ มีความเป็นพลวัต (dynamic) และแตกต่างไปจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง


​ล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศนโยบายในงาน Liberation Day เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 เวลา 04.00 น. (เวลาไทย) ได้ประกาศขึ้นภาษีกับการนำเข้าจากทุกประเทศขั้นต่ำร้อยละ 10 ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ และสหรัฐฯ มองว่าเอาเปรียบสหรัฐฯ ตั้งแต่อัตราภาษีนำเข้า มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff Barriers) รวมถึงค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จะถูกจัดเก็บ โดยแต่ละประเทศจะถูกปรับในอัตราที่แตกต่างกันในอัตราหารครึ่งจากอัตราที่สหรัฐฯ คำนวณว่าสินค้าของสหรัฐฯ ถูกจัดเก็บจากประเทศนั้นๆ สำหรับประเทศไทย สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 36 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568 เป็นต้นไป


​การประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าทุกรายอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่อาจไม่สามารถรับกับราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและในระดับสูงได้  ดังนั้น ในระยะยาว ผู้ประกอบการส่งออกไทยควรมองหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว ซึ่งรัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ และได้วางมาตรการรองรับในการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบที่อาจมีต่อผู้ประกอบการส่งออกของไทยที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก ​


​​รัฐบาลขอเรียนว่า ไทยได้ส่งสัญญาณความพร้อมที่จะหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในโอกาสแรก เพื่อปรับดุลการค้าให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด โดยได้มอบหมายให้คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกาที่แต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิดและรอบด้าน ตลอดระยะเวลา 3 เดือน เพื่อจัดเตรียม “ข้อเสนอเพื่อปรับดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีสาระสำคัญเพียงพอให้สหรัฐฯ มีแรงจูงใจที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจากับไทย” ที่เหมาะสม และส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และผู้ประกอบการในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุด ในขณะเดียวกัน ไทยยังอาจใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้กับบางอุตสาหกรรมได้


​​ประเทศไทยมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่จะสร้างเสถียรภาพและสมดุลทางการค้ากับสหรัฐฯ ในระยะยาว มีศักยภาพเพียงพอต่อการเป็นหนึ่งในกลุ่มมิตรประเทศเพื่อการลงทุน (Friend Shoring) ที่ทั้งสองประเทศสามารถพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเอื้อซึ่งกันและกัน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลก อาทิ ในภาคเกษตร-อาหาร ที่สหรัฐฯ มีสินค้าเกษตรจำนวนมากที่ไทยสามารถนำเข้าเพื่อนำมาแปรรูปเพื่อส่งออกไปตลาดโลก และในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต Hard Disk Drive ที่สำคัญของโลก และอุปกรณ์ดังกล่าวก็จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม Data Center และ AI ของสหรัฐฯ


​สุดท้ายนี้ รัฐบาลไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ จะมองถึงเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว ประเทศไทยยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการเป็นพันธมิตรและมุ่งมั่นผลักดันความร่วมมือในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อตลาดโลก ให้เติบโตอย่างมั่นคง เพื่อท้ายที่สุด จะช่วยกันลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจและภาคการเกษตรของทั้งสองประเทศ ผ่านการหารืออย่างสร้างสรรค์โดยเร็ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นายกฯแพทองธาร #สหรัฐอเมริกา #ภาษีนำเข้า

พรรคประชาชนส่ง ‘ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง’ เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน จับได้เบอร์ 3 - เลขาติ่งลั่นสู้เต็มที่ หลังเจ้าถิ่นเดิมโดนใบแดงทุจริตเลือกตั้ง

 


พรรคประชาชนส่ง ‘ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง’ เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน จับได้เบอร์ 3 - เลขาติ่งลั่นสู้เต็มที่ หลังเจ้าถิ่นเดิมโดนใบแดงทุจริตเลือกตั้ง


วันนี้ 3 เมษายน 2568 เวลา 9:00 น. ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง-ปรีชา ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 (พิปูน ฉวาง ช้างกลาง นาบอน) พรรคประชาชน ได้เดินทางไปสมัครเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 นครศรีธรรมราช โดยเป็นการเลือกตั้งซ่อม ตามที่ศาลมีคำสั่งตัดสิทธิการลงเลือกตั้งและตัดสิทธิทางการเมือง (ใบแดง) อดีต สส.จากกรณีทุจริตการเลือกตั้ง


โดยการเดินทางไปสมัครของณัฐกิตต์ ได้รับหมายเลข 3 และมีศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน มาร่วมให้กำลังใจในการสมัครในวันนี้ด้วย โดยศรายุทธิ์กล่าวว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ แม้จะเป็นการเลือกตั้งซ่อมเพียง 1 เขต สส. เพียง 1 คน ไม่สามารถส่งผลต่อจำนวนเสียงในสภาที่ทำให้มีการเปลี่ยนรูปร่างหน้าตารัฐบาลได้ จึงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชนนครศรีธรรมราช เขต 8 จะเลือกผู้แทนราษฎรที่มุ่งมั่นเข้าไปเป็นตัวแทนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น สังเกตได้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งจบไปนั้น ผู้แทนราษฎรที่ตรวจสอบรัฐบาลและอภิปรายปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างเข้มข้น จะได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี


ตัวอย่างเช่น สส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายเกี่ยวกับการเลี่ยงภาษีของนายกรัฐมนตรี สส.รังสิมันต์ โรม อภิปรายเกี่ยวกับกระบวนการนิติธรรมและราชทัณฑ์กรณีชั้น 14 และ สส.ลิซ่า ภคมน หนุนอนันต์ อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์คุณสมบัติทางด้านความรู้ความสามารถ วุฒิภาวะ และเจตจำนงของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการยกตัวอย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการแสดงออกของนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่พรรคประชาชนจะเดินหน้าหาเสียงรณรงค์อย่างเต็มที่เพื่อให้พี่น้องประชาชนเห็นด้วยและให้ความไว้วางใจในการทำงานแบบพรรคประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนโปรดติดตามการหาเสียงของพวกเราในช่วงเวลานี้ และจะมีการออกเสียงลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2568


ด้านณัฐกิตต์ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคประชาชน กล่าวว่าตนตั้งใจอย่างเต็มที่ในฐานะลูกหลานคนนครในการลงสมัคร สส. ในครั้งนี้ และหากได้รับเลือกตั้ง จะใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎร ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ฉวาง ช้างกลาง พิปูน นาบอน


ประวัติผู้สมัคร

ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง-ปรีชา ว่าที่ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช

เขต 8 (พิปูน ฉวาง ช้างกลาง นาบอน) พรรคประชาชน อายุ 31 ปี

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/profile.php?id=61574820693933

ประวัติการศึกษา

ปริญญาเอก Mapúa University ประเทศฟิลิปปินส์

ชื่อปริญญา Doctor of Philosophy in Engineering สาขา Industrial Engineering

ปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล

ชื่อปริญญา วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขา วิศวกรรมอุตสาหาการ (การจัดการและโลจิสติกส์)

ปริญญาตรี ปีมหาวิทยาลัยศิลปากร

ชื่อปริญญา วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมการจัดการและโลจิสติกส์

มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย

โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช

ประวัติการทำงาน:

-ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อาจารย์สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ คณะบริหารธุรกิจ

-อนุกรรมาธิการ ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหา

ขบวนการค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้า ประจำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย

ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร

-คณะทำงานศึกษาเทคโนโลยีป้องกันชายแดน ประจำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย

ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร

-ที่ปรึกษาประจำประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการ

ปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร

-ที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ ญัตติพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบ

สงขลาและลุ่มน้ำทะเลสาบอื่น ๆ อย่างยั่งยืน สภาผู้แทนราษฎร

-อดีตอาจารย์นักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งซ่อมสส #เลือกตั้งซ่อมนครฯ #เขต8






อ่วม!“พิชัย” เปิดข้อมูล 2 บ.เอี่ยวอาคาร สตง. ถล่ม พบเครือข่ายกว่า 37 บริษัท เตรียมประสานกรมบัญชีกลางลุยสอบ 26 โครงการ พร้อมจับมือ 8 หน่วยงานรุมเช็ก นอมินี-วัสดุไม่ได้มาตรฐาน

 


อ่วม!“พิชัย” เปิดข้อมูล 2 บ.เอี่ยวอาคาร สตง. ถล่ม พบเครือข่ายกว่า 37 บริษัท เตรียมประสานกรมบัญชีกลางลุยสอบ 26 โครงการ พร้อมจับมือ 8 หน่วยงานรุมเช็ก นอมินี-วัสดุไม่ได้มาตรฐาน


วันที่ 3 เมษายน 2568 ที่ กระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ครั้งที่ 4 (2/2568) โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิด


สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับ 2 นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมา ได้แก่ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด โดยพบว่าทั้งสองบริษัทมีชาวจีนร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ 80% ตามลำดับ


เบื้องต้น มีมูลฐานความผิดตามกฎหมายไทยหลายฉบับ โดยหนึ่งในนั้นคือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้นำส่งเอกสารรายละเอียดข้อมูลทางทะเบียนของทั้งสองบริษัทให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อพิจารณา และขณะนี้ DSI ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว


นายพิชัย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลให้อาคารสำนักงาน สตง. ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมา โดยการก่อสร้างดำเนินการโดย กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างวัสดุก่อสร้างจากที่เกิดเหตุ พบว่าวัสดุบางส่วนเป็นของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่านิติบุคคลทั้งสองรายนี้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่


นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่สนใจของสังคม และนายกรัฐมนตรีกำชับให้ดำเนินการให้ถึงที่สุด การเร่งประชุมครั้งนี้เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอาคาร สตง. ถล่มลงมา ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด มีความเชื่อมโยงกับอีก 13 บริษัท และ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีความเกี่ยวข้องกับอีก 24 บริษัท รวมเป็น 37 บริษัท ขณะนี้ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกส่งมอบให้ DSI เพื่อดำเนินการต่อไป


โดยในส่วนของกรมบัญชีกลาง จะเข้าตรวจสอบการรับงานของ 26 โครงการที่มีปัญหา ซึ่งบางส่วนมีการทิ้งงาน โดยหากพบความผิดปกติอาจพิจารณา ขึ้นบัญชีดำ (Black List) บริษัทที่เกี่ยวข้อง


ด้าน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษแล้ว และทุกหน่วยงานต้องนำข้อมูลทั้งหมดให้ DSI ตรวจสอบ โดยมีการดำเนินการดังนี้

1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงเครือข่าย 13 บริษัท พร้อมป้อนข้อมูลให้ DSI

2. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท ผู้ถือหุ้น และผู้เกี่ยวข้อง

3. กรมสรรพากร ตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัทและผู้ถือหุ้นทั้งหมด

4. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจสอบคุณภาพเหล็กและอุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้าง

5. กรมการจัดหางาน ตรวจสอบใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว

6. กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็ก

7. กรมที่ดิน ตรวจสอบการถือครองที่ดินของคนไทยและต่างชาติ

8.กรมบัญชีกลาง ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง


ขณะเดียวกัน จะมีการตรวจสอบ 14 บริษัทในเครือข่ายว่ารับงานที่ใดบ้าง โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามี 26 โครงการที่เกี่ยวข้อง และอาจมีเพิ่มเติม ซึ่งได้เสนอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการ และกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าตรวจสอบ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและทรัพย์สิน ซึ่งจะตรวจสอบเชิงลึกว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีอีกหรือไม่ และโยงใยไปถึงใคร ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งให้ DSI ดำเนินการอย่างเร่งด่วน


สำหรับโทษตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หากพบว่ามีการกระทำผิด จะมีบทลงโทษดังนี้

1. กรณีคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (Nominee) มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. กรณีคนต่างด้าวดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. กรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลสามารถสั่งให้เลิกกิจการ หรือ เพิกถอนการถือหุ้นได้


สำหรับเปิดข้อมูล 2 บริษัทที่ถูกตรวจสอบ พบว่า

1. บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 10 สิงหาคม 2561 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาทสัดส่วนหุ้น: ไทย 51% / จีน 49%ผลประกอบการปี 2566: ขาดทุนสะสม 208,489,056.67 บาท

2. บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2554 ทุนจดทะเบียน 1.53 พันล้านบาท สัดส่วนหุ้น: ไทย 20% / จีน 80%


ซึ่งขณะนี้ทั้งสองบริษัท ถูกตรวจสอบความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นๆ อีก 37 บริษัท โดย DSI เดินหน้าสืบสวนเพิ่มเติม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อาคารสตงถล่ม #แผ่นดินไหว #ไชน่าเรลเวย์ #ซินเคอหยวนสตีล




ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนเสนอรัฐบาลรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ ทิ้งไพ่ทีละใบ คิดถึงผู้เสียประโยชน์ ระวังสินค้าจีนทะลักรอบใหม่

 


ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนเสนอรัฐบาลรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ ทิ้งไพ่ทีละใบ คิดถึงผู้เสียประโยชน์ ระวังสินค้าจีนทะลักรอบใหม่


วันที่ 3 เมษายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา ทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาชนนำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อกรณีนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา


ศิริกัญญากล่าวถึงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ประกาศล่าสุด เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ว่าจะตอบโต้ไทยด้วยการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากไทยอีก 36% เป้าประสงค์ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนหน้าที่เพียงต้องการลดการขาดดุล แต่ครั้งนี้ต้องการรายได้เข้ารัฐเพื่อทดแทนภาษีเงินได้ที่กำลังจะประกาศลด และต้องการให้นักลงทุนย้ายฐานกลับสหรัฐอเมริกา


สำหรับผลกระทบต่อจีดีพีไทยในปี 2568 ศิริกัญญาเห็นว่า ขึ้นอยู่กับผลของการเจรจา จึงขอให้รัฐบาลใช้การเจรจาอย่างเร่งด่วนและรัดกุม เพราะหากไม่ทำอะไรเลยหรือการเจรจาไม่เป็นผล จะกระทบกับมูลค่าส่งออกรวมมากกว่า 1% ทำให้จีดีพีอาจหดตัวมากกว่า 1% จนต่ำกว่าเป้า 2% ได้


หากสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้เหลือ 25% จีดีพีจะลดลง 0.8% แต่ถ้าสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้ที่ขั้นต่ำสุดที่ทรัมป์ประกาศ 10% จีดีพีจะลดลงราว 0.3% สำหรับกลุ่มสินค้าคาดว่า สินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักคืออุปกรณ์สื่อสาร ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยางล้อ เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี มิใช่เพียงภาคส่งออกเท่านั้น แต่การลงทุนของบริษัทต่างๆ ก็จะหยุดชะงักด้วย เพื่อรอให้ฝุ่นหายตลบถึงจะตัดสินใจลงทุนกันครั้งใหม่


ศิริกัญญาเสนอต่อไปยังรัฐบาล และคณะทำงานผู้ทำหน้าที่เจรจาที่เพิ่งตั้งขึ้นว่า ต้องเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยนำตัวเลขอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ดุลบริการ ที่สหรัฐฯ ได้ดุลกับไทยอยู่แล้ว


ด้านวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอให้แยกผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลทางตรง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่พึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก คือ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มนี้จะได้รับผลรุนแรงรวดเร็ว เพราะเราส่งออกไปสหรัฐฯ รวมแล้ว 55,000 ล้านเหรียญ คิดเป็น 19% ของการส่งออกทั้งหมด และเกินดุลกับสหรัฐฯ ถึง 45,600 ล้านเหรียญ แม้การขยายตัวของการส่งออกช่วงไตรมาสแรกปีนี้ค่อนข้างดี เพราะบริษัทส่วนใหญ่เร่งส่งออกสินค้าไปสต็อกไว้ที่สหรัฐฯ ก่อน หนีความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษี ของจริงจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป


ผลกระทบอีกด้านที่วีระยุทธเห็นว่าอย่าละเลย คือ ผลกระทบทางอ้อม 3 ชั้น ที่ไม่ควรมองข้าม ชั้นที่ 1 สินค้าที่ส่งไปยังประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไทยส่งออกไปเม็กซิโก เพื่อประกอบส่งเข้าสหรัฐฯ อีกทีก็มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ชั้นที่สอง การแข่งขันรุนแรงขึ้นในตลาดประเทศอื่นๆ จากการที่ผู้ส่งออกหนีจากตลาดสหรัฐฯ เช่น ในตลาดประเทศออสเตรเลีย ก็มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เข้ามาชิงส่วนแบ่งของไทย ชั้นที่สาม คือ สินค้าขั้นกลางอย่างยางพาราและเม็ดพลาสติก ที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อเข้าตลาดสหรัฐฯ ยอดตรงนี้ก็จะตกลงไปด้วย


วีระยุทธ เสนอแนวทางการรับมือเฉพาะหน้าว่าไทยต้องเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์อย่าให้ทีเดียวหมด เก็บไพ่ในมือไว้ปล่อยทีละใบ” ตัวอย่างไพ่ใบสำคัญที่ไทยอาจนำมาเป็นกลยุทธ์ต่อรองได้ คือ


มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่ไทยมีอยู่ 166 มาตรการ ต้องเอามาจัดลำดับความสำคัญ ว่าแต่ละตัวหากเปิดให้สหรัฐฯ แล้วจะส่งผลต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยอย่างไร เลือกทำเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ก่อน เช่น เพิ่มสิทธิแรงงาน จากนั้นเปิดรับการนำเข้าแบบ “มียุทธศาสตร์” คือ เลือกสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลาย


ทั้งนี้ วีระยุทธย้ำว่า รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลผู้ได้ผู้เสียจากของที่จะเอาไปต่อรอง อย่ามุบมิบเจรจา อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการเปิดเสรีกับจีนที่ผู้เสียประโยชน์ไม่รู้ตัวและไม่ได้รับความช่วยเหลือให้เตรียมพร้อมรับมือ และเหนืออื่นใด คือต้องเริ่มจินตนาการถึง “โลกที่ไม่มีอเมริกาและจีน” ว่าไทยจะปรับซัพพลายเชนแต่ละสินค้าอย่างไร เพื่อรับมือภาวะสงครามการค้าที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ


ด้านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ แนะนำให้พร้อมรับมือการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่จะรุนแรงขึ้นอีก หลายเรื่องรัฐบาลพูดมานานอยู่ในแผนที่จะทำ แต่ยังไม่มีกำหนดเสร็จชัดเจน เช่น การกำกับแพลตฟอร์ม การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์มีส่วนรับผิดชอบหากปล่อยให้มีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์ม


การเพิ่มจำนวนมาตรฐานบังคับเพื่อขยายความคุ้มครองประเภทสินค้าให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงและเจ้าหน้าที่สามารถยึดอายัดได้ สิทธิพลกล่าวว่า เรื่องเหล่านี้รัฐบาลพูดมาตั้งแต่กันยายนปี 2567 แต่ยังไม่มีการออกมาตรการมาบังคับใช้ เช่น เรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามคือเรื่องนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ ตราบใดที่ยังไม่เสร็จ รัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมมาตรฐาน คุณภาพสินค้า การตรวจสอบภาษี ตลอดจนการลงโทษหากผู้ประกอบการต่างชาติกระทำผิด


เรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า วันนี้มีเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการจำนวนมาก ว่าถูกสินค้าจากต่างชาติทุ่มตลาด หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กระทั่งได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งภายใต้กระบวนการปัจจุบัน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการประสบความยากลำบากในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง รัฐจะสามารถช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกมากกว่านี้ได้อย่างไร เช่นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน


ในเรื่องมาตรฐานบังคับ ผ่านมาครึ่งปี ที่อยู่ในลิสต์ว่าจะออกมาตรฐานก็มีจำนวนเท่าเดิม จำนวนที่เพิ่มและมีผลบังคับใช้แล้วมีเพียง 1-2 มาตรฐาน ความเร็วในอัตรานี้ ไม่เพียงพอต่อการกำกับสินค้าต่างชาติ นอกจากนี้ยังควรเร่งรัด คือการตรวจจับที่ด่านศุลกากรให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะเป็นด่านแรกของการที่สินค้าเหล่านี้เข้ามาในประเทศ แม้รัฐบาลจะบอกว่าปัจจุบันตรวจสอบหรือสกรีนเพิ่มขึ้นแล้ว บางช่องทางถึงขนาดบอกสกรีน 100% แต่การที่สินค้าเหล่านี้ยังรอด แสดงให้เห็นว่าการตรวจยังมีช่องโหว่


ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนปิดท้ายว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอญัตติด่วนเพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหา รวมถึงใช้กลไกกรรมาธิการและการสื่อสารสาธารณะในการเสนอแนะรัฐบาล เพราะสงครามการค้ามีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กำแพงภาษี

นายกฯ เผยไม่ต้องห่วง สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าไทย 36% เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว

 


นายกฯ เผยไม่ต้องห่วง สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าไทย 36% เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว


วันนี้ (3 เมษายน 2568) ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 2 ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาเคาะตัวเลขเก็บภาษีนำเข้าที่ไทยถูกตั้งภาษี 36% สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ว่า ต้องปรับโครงสร้างภาษีนำเข้ากับสหรัฐ และตั้งคณะทำงานเรื่องการเจรจาต่อรองกับสหรัฐอเมริกาในส่วนของการปรับโครงสร้างภาษี เวลานำเข้าไม่ได้เป็นสินค้าที่มากมาย แต่พอเก็บภาษีแพงก็ทำให้ไทยโดนเป็นอันดับต้น ๆ 36% ซึ่งก็สูงพอสมควร


ทั้งนี้จะได้เตรียมทั้งแผนระยะสั้น ระยะยาว โดยระยะสั้นต้องดูว่าสามารถคุยเจรจาต่อรองเพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ส่งออก และจะเยียวยาหรือช่วยอะไรได้บ้าง ขณะนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์กำลังหาข้อสรุปให้ เพราะตัวเลข 36% เพิ่งออกมา


นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า มาตรการต่าง ๆ ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว ทั้งมาตรการเบื้องต้นและสิ่งที่กำลังจะคุยกันต่อ ที่จริงตัวเลขเฉลี่ยภาษีอยู่ที่ 9% แต่มีจำกัดว่าแต่ละประเภทสินค้าไม่ให้เกินเท่าไหร่ จึงนำตัวเลขนั้นมาเป็นค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงต้องมาดูว่าสามารถบาลานซ์อะไรได้บ้าง ซึ่งเมื่อเช้านี้ก็ได้มีการพูดคุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หลังมีตัวเลขออกมา แต่จริง ๆ แล้วมีการพูดคุยกันมาสักพักแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการตั้งทีมเจรจา ไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้


ตอบคำถามที่ว่า ผู้นำในการเจรจาคือใคร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้ยังอยู่ในการดูแลของปลัดกระทรวงพาณิชย์และปลัดกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม ตัวแทนที่จะไปพูดคุย ต้องดูด้วยว่าจะไปพูดคุยกับใคร ในระดับไหน เนื่องจากมีหลายขั้น ตั้งแต่ในระดับทำงานก็จะให้ปลัดไปพูดคุย รวมถึงรัฐมนตรี


ส่วนตัวเลขที่ออกมา ได้มีการประเมินถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทยมาน้อยแค่ไหนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรามีมาตรการ ที่จะดูแลผู้ประกอบการ แต่เรื่องของความเสียหายคิดว่ายังสามารถเจรจาได้อยู่ เพราะตัวเลข 36% ยังไม่ได้ Activate  มีแค่ Activate บางหัวข้อ พอได้ตัวเลขมา ถ้ามีการต่อรองและปรับโครงสร้างภาษี ให้สมเหตุสมผล ยิ่งสมัยนี้เป็นแบบ More for Iess  - less for More ไม่ได้เป็นแบบเติมที่จะมาเยอะใส่กัน หรือน้อยก็ต้องน้อยทั้งคู่ เป็นเรื่องการต่อรองกัน ซึ่งจะต้องลงรายละเอียด ส่วนเป้าหมายที่จะไปต่อรอง จะให้ลดลงเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะขอให้รายละเอียดอีกครั้ง


นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงตัวเลข GDP ไม่ตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ว่า ต้องไม่ปล่อยให้ไปจุดนั้น ที่จะทำให้ GDP พลาดเป้า และเมื่อเช้าได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เขาก็จะคุยในส่วนคลังของเขาและจะชี้แจงรายละเอียดต่อประชาชนเร็วที่สุด เนื่องจากเพิ่งได้ตัวเลขมาเมื่อคืนนี้ ส่วนแผนหรือโครงที่เรารับวางไว้ ค่อนข้างที่จะแน่นพอสมควร แต่นี่เป็นตัวเลขใหม่ขึ้นมาก็ต้องปรับ เพราะที่ผ่านมาเราได้มีการตรึงตัวเลขสินค้าทุกตัว โดยมีหัวหน้าคณะคือ นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ทำเรื่องการค้าขายกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งดูทุกสินค้าที่เรานำเข้าและส่งออก ดังนั้น เร็ว ๆ นี้น่าจะมีมาตรการออกมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทรัมป์ #สหรัฐอเมริกา #ภาษีนำเข้า

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568

"ทนายแจม" นำ กมธ.กฎหมายฯ ถกปม นศ. กลุ่มล้อการเมืองร้องถูกตำรวจติดตาม-ราชทัณฑ์ย้ายผู้ต้องขังการเมืองโดยไม่สมัครใจ จี้หน่วยงานแจงเพิ่ม ส่งหลักฐานตรงไปตรงมา

 


"ทนายแจม" นำ กมธ.กฎหมายฯ ถกปม นศ. กลุ่มล้อการเมืองร้องถูกตำรวจติดตาม-ราชทัณฑ์ย้ายผู้ต้องขังการเมืองโดยไม่สมัครใจ จี้หน่วยงานแจงเพิ่ม ส่งหลักฐานตรงไปตรงมา


วันนี้ (2 เมษายน 2568) นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คนที่หนึ่ง โพสข้อความระบุว่า แจมเป็นประธานในการประชุมกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยมีเรื่องในวาระการพิจารณา2เรื่อง คือ (1) เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐกับนักศึกษาในการดำเนินกิจกรรมขบวนล้อการเมือง และ (2) การตรวจสอบการย้ายเรือนจำของผู้ต้องขังโดยไม่สมัครใจและการใช้ความรุนแรงในเรือนจำ ซึ่งมีผู้ร้องเรียนและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมชี้แจง


เรื่องแรกตัวแทนนักศึกษาจากกลุ่มธรรมศาสคร์ล้อการเมือง ได้นำเสนอข้อร้องเรียนและเหตุการณ์ต่างๆที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค1และตำรวจสันติบาล ติดตามตั้งแต่งานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร รวมทั้งในช่วงก่อน,ระหว่าง,และหลังงานฟุตบอลประเพณีฯ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่ทำกิจกรรมของนักศึกษา มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงติดตามนักศึกษาในกลุ่มจากการถ่ายรูป เดินตาม โทรศัพท์มาพูดคุยและไปยังสถานที่พักของนักศึกษา โดยอ้างว่าเป็นบุคคลเฝ้าระวัง( watch list ) ทำให้นักศึกษารู้สึกว่าถูกคุกคามและมีความหวั่นกลัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


ซึ่งตัวแทนจากม.ธรรศาสตร์ได้ชี้แจงที่มาที่ไปของการติดกล้องวงจรปิดในช่วงเวลาพระราชพิธีซึ่งมีการอารักขาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และยืนยันว่าทางมหาวิทยาลัยเปิดกว้างและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษา ในขณะที่ตัวแทนฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้ชี้แจงในเรื่องการดำเนินการดังกล่าวว่าไม่ได้คุกคามนักศึกษาแต่อย่างใด


ทางกรรมาธิการเห็นว่าตัวแทนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมประชุมไม่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วนจึงมีความเห็นให้ทำหนังสือชี้แจงกรรมาธิการภายใน15วัน ในประเด็นที่ยังเป็นคำถาม (1) กล้องวงจรปิดของNT (โทรคมนาคมแห่งชาติ) เข้ามาติดตั้งเป็นคำร้องจากหน่วยงานใด ใช้งบประมาณส่วนใด ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกไปนำไปทำอะไรต่อบ้าง (2) เปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นบุคคลเฝ้าระวัง (3) ชี้แจงเหตุผลในการติดตามนักศึกษาในที่พักและการโทรศัพท์ไปพูดคุยกับบุคคลที่ภูมิลำเนาของนักศึกษา


เรื่องที่สอง การย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ไปยังเรือนจำบางขวาง โดยไม่สมัครใจและทำให้ผู้ต้องขังได้รับความบาดเจ็บ โดยทางเจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงว่า เป็นนโยบายในการแยกผู้ต้องขังในคดีที่สิ้นสุดแล้วออกจากระหว่างพิจารณาคดี เพื่อลดความแออัดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ต้องขังประมาณ3,500 คน โดยย้ายไปเรือนจำคลองเปรม 400คน เรือนจำบางขวาง500คน


ตัวแทนญาติและทนายความชี้แจงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองแสดงอารยะขัดขืน เนื่องจากไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าและไม่ประสงค์ที่จะย้ายออกเพราะต้องแยกจากเพื่อนและทางรมว.ยุติธรรม เคยยืนยันว่าจะไม่มีการย้าย ทำให้เกิดความชุลมุน ซึ่งเข้าใจเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการแต่ก็ไม่อยากให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมและไม่ได้สัดส่วน ซึ่งทำให้ทั้งผู้ต้องขังทางการเมืองรวมทั้งทนายและญาติรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย และประสบปัญหาความยุ่งยากในการเข้าเยี่ยมในช่วงย้ายเรือนจำเนื่องจากต้องทำเรื่องเอกสารใหม่ทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงทางเรือนจำเดิมมีข้อมูลอยู่แล้ว สามารถส่งต่อระหว่างเรือนจำโดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ต้องขังหรือทนายในการยื่นคำร้องเข้าเยี่ยมใหม่


ทางกรรมาธิการมีความเห็นว่า กรมราชทัณฑ์ควรเปิดเผยกล้องวงจรปิดในช่วงเหตุการณ์ย้ายเรือนจำที่เป็นประเด็นอยู่เพื่อความโปร่งใสและข้อมูลเวชระเบียนของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นวัตถุพยานที่สำคัญ และให้ทำเอกสารชี้แจงเพื่อเป็นหลักฐานแก่กรรมาธิการดังนี้ (1) เงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้ถูกย้าย (2) ขั้นตอนการย้ายและเกณฑ์การพิจารณา (3) การเข้าเยี่ยมและการส่งต่อข้อมูลเอกสาร (4) ภาพจากกล้องวงจรปิดและเวชระเบียน


กลไกของกรรมาธิการในการนำเรื่องร้องเรียนมาพิจารณาจะแก้ไขและคลี่คลายปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวแทนภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ ต้องให้ความสำคัญ ในการส่งผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนั้น ๆ โดยตรงเข้าร่วมประชุม แจมเชื่อว่าในทุกๆเรื่องราวที่เป็นข้อร้องเรียน การพูดคุย ชี้แจงและทำความเข้าใจในเหตุผลและหลักฐานจากทุกฝ่ายอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา จะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กมธการกฎหมาย #ล้อการเมือง #ผู้ต้องขังทางการเมือง




"ชัชชาติ" ยัน แม้เข้าสู่วันที่ 5 ทุกคนยังทำงานเต็มที่ มีอุปสรรคต้องค่อย ๆ ปรับแผนหน้างาน

 


"ชัชชาติ" ยัน แม้เข้าสู่วันที่ 5 ทุกคนยังทำงานเต็มที่ มีอุปสรรคต้องค่อย ๆ ปรับแผนหน้างาน 


วันที่ 2 เมษายน 2568 เมื่อเวลา 16.20 น.ที่ตึกก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้าปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย จากเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว


นายชัชชาติ กล่าวว่า วันนี้ปฏิบัติการเข้าสู่วันที่ 5 ซึ่ง เมื่อคืนนี้ได้เริ่มใช้วิธีการยกชิ้นส่วนออก จนถึงช่วง 20.00 น. ยกออกไปประมาณ 10 ชิ้น น้ำหนักประมาณ 100 ตัน สามารถเปิดช่องว่างให้กู้ภัยเข้าไปดูด้านในและทำการค้นหาทั้งคืนจนถึงเช้า


โดยเมื่อคืนได้พบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 1 ราย และสามารถนำออกมาได้แล้ว แต่จากการค้นหามองเห็นอีกประมาณ 14 ร่างที่ยังติดค้างอยู่ ทั้งได้กลิ่น และมีกองเลือด แต่อุปสรรคคือสิ่งกีดขวางด้านใน เหล็กต่างๆ ทำให้ยังไม่สามารถนำร่างออกมาได้ ตอนนี้จึงเริ่มมีการปรับแผน นำเครื่องจักรหนักเข้ามาช่วย เป้าหมายคือพยายามจะไปถึงปล่องลิฟต์ และทางหนีไฟให้ได้ นอกจากนี้ยังใช้วิธีการมาร์คจุดว่าจุดไหนพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นใครอยู่บริษัทอะไร ก็เชื่อได้ว่าบริเวณใกล้เคียงกันจะมีคนงานที่อยู่บริษัทเดียวกันติดค้างอยู่


โดยสถานการณ์ตอนนี้ จะเป็นการทำควบคู่กันไประหว่างการช่วยเหลือและการรื้อถอน ซึ่งจะค่อยๆ ปรับไปตามหน้างาน จะเริ่มมีการรื้อถอนมากขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าต้องเอาทีมช่วยเหลือเข้า ทีมรื้อถอนก็จะหยุด เมื่อเห็นว่าช่วยเหลือต่อไม่ได้ ทีมรื้อถอนต้องเข้า ก็จะผลัดเปลี่ยนกัน ซึ่งเมื่อวานนี้ ได้ใช้การช่วยเหลือสลับกับรื้อถอนที่โซน B และ C ด้านหลัง ส่วนวันนี้ เป็นโซน A , C และ D


” ยืนยันว่า ยังทำเต็มที่ เมื่อช่วงบ่ายได้รับแจ้งว่าเหตุการณ์ที่ประเทศเมียนมา พบผู้รอดชีวิต ดังนั้น ในระยะเวลาหลังเกิดเหตุเท่ากัน ถ้าของเขาพบของเราก็ยังมีโอกาส แม้จะน้อยลงต้องพูดความจริง ไม่โกหกตัวเอง แต่ก็จะทำในทุกมิติที่ทำได้ตามหลักสากล“ นายชัชชาติ กล่าว 


สำหรับกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมถึงไม่ใช้วิธีการยกเศษซากอาคารจากด้านบนลงมา เป็นเพราะ การรื้อเศษซากจากด้านล่างจะทำได้ไวกว่า เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์เครื่องจักรหนักขนาดใหญ่และกำลังมากพอ ที่จะไปเริ่มรื้อถอนจากด้านบนที่อยู่สูง 


ขณะที่ทีมงานนานาชาติต่างบอกว่า เคสนี้ซับซ้อนที่สุดที่เคยเจอ เพราะเป็นอาคารสูงที่ถล่มลงมาทีเดียว มีผู้ติดค้างอยู่มากพอสมควร แต่ก็ไม่ย่อท้อ จะทำตามแผนต่อไป อาจไม่ถูกใจบางคนต้องขอโทษด้วย แต่ทั้งหมดคือการไตร่ตรองร่วมกันของทุกทีม โดยมีต่างชาติเป็นผู้แนะนำและมีทีมไทยเป็นผู้ตัดสินใจ


ทางด้านเจ้าหน้าที่ยังได้มีการใช้ทีมจิตวิทยาเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับญาติผู้สูญหาย เพราะญาติก็มีอาการตกใจเมื่อเห็นว่านำเครื่องจักรหนักเข้าไป ก็ต้องทำความเข้าใจกับญาติว่า ยังไม่ได้หยุดค้นหาแต่เป็นการเร่งเปิดทางให้เร็วขึ้น 


พร้อมยืนยันว่าไม่มีเดดไลน์ในการหยุดช่วยเหลือ แต่จะค่อยๆ เพิ่มการรื้อถอนให้มากขึ้นตามหน้างาน และจะค้นหาจนเจอจนครบ


กรณีประเด็นดราม่าที่เจ้าหน้าที่รถเครนที่มารอเข้าช่วยเหลือ แต่ยังไม่ได้ทำงานนั้น จากที่ตนเข้าไปสอบถามแต่ละหน่วยงาน ยังไม่มีใครพูดอะไรเรื่องนี้ แต่เข้าใจเจ้าของรถเครนดังกล่าว ยังไม่เข้าใจแผนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ส่วนมากจะใช้รถเครนขนาดใหญ่ไม่กี่คันในการทำงาน 


ส่วนในประเด็นที่ นายชาติชาย ไทกล้า ที่ปรึกษาคณะกรรมการการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติและผู้อำนวยการสถาบันฝึกดับเพลิงและกู้ภัยชั้นสูงทาฟต้า ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทีมปฏิบัติการว่า ทำงานล่าช้า ถ่วงเวลาให้โอกาสรอดชีวิตน้อยลง นายชัชชาติ บอกว่า การที่เจ้าหน้าที่ยังไม่เร่งขุดหรือเจาะปูนออก ผู้สั่งการแต่ละทีม มีการปรับแผนตามสภาพหน้างาน เพื่อให้เข้าการทำงานของทีมกู้ภัยทั้งไทยและต่างชาติ อย่างไรก็ตาม หากปฎิบัติการนี้แล้วเสร็จ หลังจากนี้อาจจะมีการเชิญเข้ามาพูดคุยหารือกันถึงแนวทางการทำงานในอนาคตต่อไป


ทั้งนี้การตรวจสภาพตึกภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้ทีมงานวิศวกรของกรมโยธาธิการและผังเมือง และวิศวอาสา ซึ่งได้ทำการเร่งตรวจสอบจากผู้ร้องผ่าน Traffy Fondue ซึ่งเป็นตึกทั้งหมด 9 ประเภท มีผู้ร้องกว่า 12,000 ราย โดยตอนนี้กำลังเร่งติดตามผลการตรวจสอบภายใน 2 สัปดาห์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #สตง #แผ่นดินไหว




ระดมกำลังหาผู้สูญหายใต้ซากตึกถล่มยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

 


ระดมกำลังหาผู้สูญหายใต้ซากตึกถล่มยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง 


วันนี้ (2 เม.ย. 68) ปฎิบัติการค้นหาและกู้ภัย ผู้ติดค้างใต้ซากอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ย่านจตุจักร ถล่ม หลังเกิดแผ่นดินไหว เมื่อ 28 มีนาคม 2568 ยังดำเนินภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีทั้งทีมกู้ภัยทั้งไทยและต่างประเทศที่ร่วมช่วย 


โดยช่วงบ่ายวันนี้ เจ้าหน้าที่นำเครื่องจักรหนักรวมพลังทำลายแผ่นคอนกรีต เปิดทางเข้าโซน B C D อย่างต่อเนื่อง จนเริ่มเห็นเป็นช่องได้อย่างชัดเจน อำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่หน่วยค้นหาทำงานได้ง่ายขึ้น


และล่าสุด 19.00 น. เครื่องจักรทุกตัวกำลังทำงานเพื่อเจาะเคลื่อนย้ายแผ่นซีเมนต์ขนาดใหญ่ออก


ด้านครอบครัวผู้สูญหาย ยังเฝ้ารอคอยการค้นหาที่เต้นท์พักคอย อย่างมีความหวัง


ขณะที่โรงครัวผลิตอาหาร พ่อครัวแม่ครัวอาสาสมัครที่สลับสับเปลี่ยนเข้ามาช่วยกัน ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มพลังและเป็นกำลังแรงใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สตง #แผ่นดินไหว










กำหนดการ งานรำลึกและสดุดีวีรชน #15ปีเมษาพฤษภา53

 


งานรำลึกและสดุดีวีรชน #15ปีเมษาพฤษภา53

ณ บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว)

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2568


กำหนดการ

12.00 น. เปิดชมนิทรรศการสลายการชุมนุม 2553 และการขับเคลื่อนทวงความยุติธรรมของคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) ดนตรี, มีซุ้มอาหารและเครื่องดื่มและซุ้มขายหนังสือ

 

15.00 น. เริ่มพิธีสงฆ์ ถวายสังฆทานพระสงฆ์ 4 รูป

 

15.30 น. วางพวงหรีด/ช่อดอกไม้

 

16.00 น. กล่าวไว้อาลัยและสดุดีวีรชน โดย พรรคการเมือง, กลุ่ม/บุคคล ผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรม, อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)และ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53)

 

18.00 น. จุดเทียนรำลึก/วางดอกไม้ อธิษฐานจิตต่อดวงวิญญาณวีรชน เมษา-พฤษภา53


นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คนเสื้อแดง #นปช #คปช53

สส.ภูเก็ต แนะหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งชี้แจงกรณีหอเตือนภัยสึนามิหาย - ทุ่นสึนามิในทะเลยังไม่ได้ติดตั้ง ย้ำทุกนาทีคือความปลอดภัยของประชาชน

 


สส.ภูเก็ต แนะหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งชี้แจงกรณีหอเตือนภัยสึนามิหาย - ทุ่นสึนามิในทะเลยังไม่ได้ติดตั้ง ย้ำทุกนาทีคือความปลอดภัยของประชาชน


วันที่ 2 เมษายน 2568 ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส.ภูเก็ต เขต 3 พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีมีประชาชนร้องเรียนว่าหอเตือนภัยสึนามิหายไปจากพื้นที่ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต จํานวน 2 หอ ได้แก่ หอเตือนภัย WH09 บริเวณหาดไม้ขาว และหอเตือนภัย WH10 บริเวณหาดเลพัง-บางเทา สร้างความกังวลใจแก่พี่น้อง ประชาชนอย่างมาก


ตนและทีมงานจึงเข้าพื้นที่ตรวจสอบพบว่าหอเตือนภัยทั้ง 2 จุดหายไปจริง สำหรับหอเตือนภัย WH10 บริเวณหาดเลพัง-บางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ปรากฏว่ามีโรงแรมนำรั้วมากั้น กลายเป็นหอเตือนภัยเข้าไปอยู่ในเขตโรงแรม จึงต้องตั้งคำถามว่าการก่อสร้างหอเตือนภัยโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในเวลานั้น หรือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในที่ดินของใคร อยู่ในที่ดินรัฐแต่เอกชนมาล้อมรั้ว หรือเป็นการสร้างในที่ดินเอกชนตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ปีที่แล้วตนได้ปรึกษาหารือในสภาฯ 2 ครั้ง เรื่องขอให้เร่งซ่อมแซมหอเตือนภัยที่ชํารุดทั้ง 2 จุด แต่ต่อมาหอเตือนภัยกลับถูกถอดออกจากพื้นที่โดยไม่มีป้ายบอกรายละเอียด


ฐิติกันต์ กล่าวต่อว่า หลังจากตนโพสต์ภาพว่าหอเตือนภัยสึนามิหายไป ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้นำทีมแถลงข่าว ทำให้ทราบว่าจะย้ายหอไปสร้างใหม่ที่หมู่ 9 ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ทำให้ยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องย้ายไปสร้างที่ใหม่ เพราะจะทำให้มีหอเตือนภัยในเขต อ.ถลาง เพียง 2 หอซึ่งอาจไม่เพียงพอ พื้นที่หาดเลพัง-บางเทามีประชาชน โรงแรม และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จึงไม่ควรย้ายหอออกจากพื้นที่ แต่ควรติดตั้งที่เดิมและติดตั้งหอเพิ่มที่หาดท้ายเหมือง


ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบควรแจ้งให้ประชาชนทราบเพื่อคลายความกังวลสงสัย ควรมีป้ายบอกโครงการให้ชัดเจน โดยเฉพาะ ปภ.จังหวัดภูเก็ต ควรแจ้งข่าวในช่องทางสื่อสาร นอกจากนี้ ปัจจุบันทุ่นสึนามิในทะเลอันดามันก็ยังไม่ได้ติดตั้ง เท่ากับยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เพราะไม่มีหอเตือนภัยแล้ว ยังไม่มีตัวส่งสัญญาณจากทะเลอีก จึงขอให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเร่งติดตั้งหอเตือนภัยทดแทนหอที่ชำรุด เหตุภัยพิบัติเกิดได้ทุกนาทีไม่มีใครทราบล่วงหน้า และทุกนาทีคือความปลอดภัยของประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #หอเตือนภัย #สึนามิ