‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ขอชาว กทม. เลือกผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง ปลุกเลือก โจ ชัยวัฒน์-สก.ปชน. แก้ส่วย รื้อระบบงบแสนล้าน ใช้ดิจิทัลมากกว่า Traffy Fondue
วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองแคร์คน’ คอยช่วยพยุงชีวิตประชาชนในวันที่ยากลำบาก คืนเวลาให้คนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ ภายในงานประกอบด้วย Interactive Exhibition, โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน
[ 28 มิ.ย. เข้าคูหากาเพื่อเปลี่ยนอีกครั้ง ]
ในช่วงเสวนา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พูดถึงหัวข้อ ‘ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น’ โดยกล่าวว่า การทำงานของพวกเราตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาถึงพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ ‘ฝันใหญ่’ เพราะจะเป็นแรงบันดาลใจทำให้พวกเรามารวมตัวกันเช่นเดียวกับวันนี้ เช่น การทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน สุราก้าวหน้า และสมรสเท่าเทียม ซึ่งตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่การฝันให้ใหญ่ ลงมือทำจริง และมีประชาชนอยู่เคียงข้าง ทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้จริง
เช่นเดียวกันกับสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นความฝันใหญ่ที่พรรคผลักดันมาโดยตลอด คือการผลักดันการเมืองที่ก้าวหน้าและการกระจายอำนาจ แม้ในพื้นที่ที่งบประมาณจำกัด เช่น อบจ.ลำพูน แต่พรรคสามารถส่งมอบนโยบายที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง เช่น รถรับ-ส่งบุตรหลานไปโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าต้องอาศัยการใส่ใจรายละเอียดและเจตจำนงทางการเมือง แม้ใช้งบประมาณไม่มากก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้นหากพิจารณาถึงงบประมาณของกรุงเทพมหานคร ปีละกว่า 1 แสนล้านบาทและ กทม. ยังเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีอำนาจกำหนดระเบียบการเบิกจ่ายของตัวเองได้ หากให้โอกาสพรรคประชาชน ให้โอกาสทีมบริหาร และ ส.ก. ของพรรคทั้ง 50 เขต จะสามารถเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ได้มากเพียงใด
หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่แคร์คนมากกว่านี้ ลำพังอำนาจของผู้ว่าฯ อาจทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะกรุงเทพฯ ยังมีปัญหาใหญ่ที่บางครั้งมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่เรารู้สึกอยู่ทุกวัน เช่น ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง, ปัญหาสัดส่วนค่าเช่าบ้านต่อรายได้ของคนกรุงเทพฯ สูงกว่าเมืองอื่นๆ ซึ่งในเมืองที่เจริญแล้วจะมีกฎหมายท้องถิ่นควบคุมสัดส่วนที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อยในโครงการจัดสรรต่างๆ คำถามสำคัญคือ กรุงเทพฯ วันนี้มีอำนาจในระดับพระราชบัญญัติแล้ว แต่สภา กทม. มีการตราข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าเหล่านี้หรือยัง
นอกจากนี้ ยังรวมถึงปัญหาการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม ตั้งแต่รถไฟฟ้าจนถึงโรงขยะอ่อนนุช และปัญหาความโปร่งใสของงบประมาณ กทม. ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ส.ก. ทั้ง 50 เขต หากเราไม่มีตัวแทนในสภากรุงเทพมหานคร และเกิดการต่อรองผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมา เราจะเปลี่ยนงบประมาณให้โปร่งใสได้อย่างไร ดังนั้นวันนี้คนกรุงเทพฯ ต้องการอะไรที่ไปไกลกว่าการแก้ปัญหาหน้าบ้าน เช่น น้ำรอระบาย ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟไม่สว่าง เพราะปัญหาเหล่านี้ผู้ว่า กทม. ทุกคนต้องเข้ามาแก้ไขอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพลังจากสภากรุงเทพมหานครเข้ามาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง
ณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ก. หาเสียงในหลายสิบเขตว่า พ่อค้าแม่ค้าต่างบ่นเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคืองและปัญหาการเรียกรับส่วย แม้แต่อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็เคยยอมรับว่ามีส่วยเทศกิจ คำถามคือเราจะปล่อยให้ระบบนี้กดขี่คนตัวเล็กตัวน้อยต่อไปจริงหรือ การจะทำให้ระบบราชการโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลำพังผู้ว่าฯ และทีมบริหารไม่กี่สิบคน ไม่สามารถดูแลสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตได้ หากอยากได้การเปลี่ยนแปลงต้องให้ตัวแทนของประชาชนเข้าไปจัดการ เพราะปัจจุบันผู้อำนวยการเขตมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ในขณะที่ระบบราชการมีการไต่เต้าโดยมักมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้ ซึ่งสุดท้ายก็จบลงที่รีดไถจากประชาชน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดแต่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย
ณัฐพงษ์ย้ำทิ้งท้ายถึงการเลือกตั้ง กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ว่า ไม่อยากให้คนกรุงเทพฯ เลือกเพียงเพราะความรู้สึกว่ากำลังเลือกผู้บริหารคนต่อไป แต่อยากให้ออกไปเลือกผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ คือ 1. มีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน ทำงานตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 2. มีทีมบริหารมืออาชีพพร้อมทำงานตั้งแต่วันแรก และ 3. มี ส.ก. ในมือเพื่อผลักดันวาระก้าวหน้าผ่านสภากรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังมี สส. อีก 119 คน ที่พร้อมผลักดันกฎหมายในระดับประเทศ เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนมากกว่านี้
“สนามการเมืองระดับประเทศที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ ตัดสินใจออกไป ‘กาเพื่อเปลี่ยน’ ไว้วางใจ สส. ทั้ง 33 เขตของพรรคประชาชน ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเมืองระดับประเทศที่โปร่งใส กติกาสูงสุดที่มีความเป็นประชาธิปไตย ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และต้องการให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ถ้าชาวกรุงเทพฯ ยังอยากได้ประเทศที่มีหน้าตาแบบนี้ 28 มิถุนายนนี้ ขอให้ออกไปกาด้วยความรู้สึกและความหวังแบบเดิม”
“ผมเชื่อว่าพรรคประชาชนสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากสนามการเมืองท้องถิ่น 8 วันสุดท้ายนี้ เติมพลังใจให้เต็มเปี่ยม ออกจากบ้านไปกาด้วยความหวัง กาด้วยเจตจำนงแห่งการเปลี่ยนแปลง” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




