‘ณัฐพงษ์-ชัยวัฒน์’ นำทัพปราศรัยใหญ่ ชูเลือกผู้ว่าฯ-ส.ก.ประชาชน ชูเจตจำนงการเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ
วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่สวนเบญจกิติ พรรคประชาชน จัดเวทีหาเสียงใหญ่สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โดยเวทีในวันนี้ มีทั้งผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาชน รวมถึง สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และแกนนำคนสำคัญร่วมการปราศรัยอย่างคับคั่ง
[ หยุดเคยชินกับปัญหารอบบ้าน ส่ง ส.ก. ประชาชนเข้าไปแก้ปัญหา ]
สำหรับการปราศรัยโดย อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาชน ระบุว่าในฐานะ ส.ก. คนใหม่ที่ไม่เคยลงสนาม ที่ผ่านมาตนได้เจอทั้งขวากหนามและการสบประมาทมาโดยตลอด ถึงขั้น ส.ก. คนเดิมพูดกับตนต่อหน้าที่ประชุมประธานชุมชน ว่าลงมาอย่างไรก็แพ้ตัวเอง หลายคนอาจจะยอมแพ้ตั้งแต่วันนั้น แต่สำหรับตนไม่ยอมแพ้ เพราะวาระที่อยู่ในใจของตนใหญ่กว่าสิ่งที่เขามองเห็น และเพื่อนผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนก็คงจะเจอสภาวะที่ไม่ต่างกัน
เมื่อตนได้พูดคุยปัญหากับคนบางกอกน้อย ก็พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่อยู่ตามตรอกซอกซอยมานาน ตอนเดินไปทุกพื้นที่ก็พูดคุยและได้รับการสะท้อนมาว่าถนนที่เป็นบ่อ ซอยที่มืด ท่อที่อุดตันท่วมอยู่ก็เป็นแบบนี้ เมื่อคุยว่าตนอยากจะมาแก้ไขและทำให้ดีขึ้น หลายคนก็ไม่เชื่อ เพียงเพราะความคุ้นชินกับสิ่งที่เป็นมาตลอด คุ้นชินกับปัญหาจนเผลอปรับตัวไปกับมันแล้ว ว่าปัญหาหน้าบ้านตัวเองอย่างไรก็เป็นแบบนี้ ไม่มีใครแก้ได้
อริย์ธัชกล่าวต่อไปว่า ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือคนที่มีอำนาจและบทบาทในการแก้ปัญหา กลับกลายเป็นคนที่คุ้นชินกับมันมากที่สุด คุ้นชินกับสถานะที่มี กับการถูกยอมรับในเขตพื้นที่และการได้ดำรงตำแหน่งมานาน แต่ ส.ก. พรรคประชาชนมาลงสนามครั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาตามตรอกซอกซอย เพื่อคืนความปกติให้กับคนกรุงเทพฯ
ตอนนี้เหลือเวลาเพียงสองวันก่อนทุกคนจะได้ออกมาตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะเป็นภารกิจที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แม้ทุกคนจะเผลอปรับตัวและคุ้นชินกับปัญหาเหล่านั้นไปแล้ว แต่ตนก็อยากขอให้ทุกคนทบทวนอีกครั้ง ว่าทุกปัญหาที่ทุกคนเจอ สิ่งที่ดูคุ้นชิน น่าเบื่อและเหนื่อยหน่าย ยังสามารถถูกแก้ไขได้ และ ส.ก. ประชาชนจะเข้าไปทำหน้าที่นี้
[ เปลี่ยนสภา กทม. ให้โปร่งใส เลือก ส.ก. ประชาชนเข้าไปปกป้องภาษีประชาชน ]
ในส่วนของ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย อดีต ส.ก.บางซื่อ พรรคประชาชน และผู้สมัคร ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าตนคือคนหนึ่งที่เข้ามาทำการเมืองด้วยความแค้น แค้นว่าทำไมหลุมหน้าบ้านเราถึงไม่ซ่อมเสียที ว่าทำไมไฟที่ดับมาหลายปีไม่มีใครสนใจที่จะซ่อม กับทางเดินเท้าที่หายไปแล้วทำให้เราต้องลงไปเดินบนถนน เมื่อเข้ามาเป็นนักการเมืองก็รู้สึกว่าเราจะต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ตนและเพื่อน ส.ก. พรรคประชาชนพยายามแก้ไขปัญหาในเขตของเราไม่ว่าจะเล็กน้อยอย่างไร
และเมื่อทำไปเรื่อย ๆ ก็เจอว่าปัญหาที่เราอยากแก้ก็มีปัญหาอีก ไฟที่ดับเมื่อเกิดการผลักดันให้ติดใหม่ไม่นานก็ดับอีก ถังขยะที่เพิ่งเปลี่ยนถังใหม่ก็แตกอีก เป็นการแก้ปัญหาซ้ำไปซ้ำมา และเมื่อได้เข้ามาทำงานสภา กทม. ก็ได้พบว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการจัดซื้อจัดจ้างที่มีส่วนต่างและการทุจริตใน กทม. ที่ทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตั้งโครงการ พิจารณางบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การทอนส่วนต่าง แล้วที่เหลือถึงถูกนำมาพัฒนาเมือง
ภัทราภรณ์กล่าวต่อไปว่าใน 4 ปีที่ ส.ก.พรรคประชาชนต่อสู้กันมา ด้วย 11 เสียงจาก 50 เสียง หลายครั้งก็อดไม่ได้ที่จะท้อใจ แต่ทุกคนก็ยังสู้อย่างสุดใจและสุดตัวเสมอในทุกโครงการที่เราเจอความผิดปกติ เราอยากเห็นสภาในสมัยถัดไปเป็นสภาที่โปร่งใส ซึ่งเริ่มได้ง่ายๆ ด้วยการเปิดเผยมติว่า ส.ก. แต่ละคน ที่มีหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีของ กทม. ลงมติอะไรบ้าง แล้วเราก็จะได้เห็นความอัปยศของสภา กทม.
อีกสิ่งหนึ่งที่เราพยายามต่อสู้เรียกร้องมาตลอดคือการไลฟ์สดและการเอาคนนอกเข้ามาร่วมพิจารณางบประมาณ กทม. ซึ่งสุดท้ายยังไม่ได้ หรือการตรวจสอบงบประมาณอย่างตรงไปตรงมา แต่ด้วย 11 เสียงจาก 50 เสียง แม้จะตรวจเจอแต่ก็ไม่สามารถตัดงบประมาณที่มีสวนต่างลงได้ กระทั่งโครงการที่ดีของผู้ว่า กทม. ก็ยังถูกปัดตกเพราะเสียงของเราน้อยเกินไป
ภัทราภรณ์กล่าวต่อไปว่ารอบนี้สภา กทม. ที่เราอยากเห็น จึงเป็นสภา กทม. ที่มี ส.ก. พรรคประชาชนเป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเจองบประมาณที่ส่อทุจริตก็สามารถตัดได้ ถ้าเจอโครงการที่ดีของผู้ว่าคนถัดไปก็จะสนับสนุนได้ และถ้าจะฝันไปให้ไกลมากกว่านั้นอีก เราฝันอยากจะมีผู้ว่าที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตในระบบราชการ และในการจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าเอง
“อนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนมาโดยตลอด ด้วยคำครหาที่ถูกบอกมาเสมอว่าประเทศไทยไม่สามารถดีกว่านี้ได้ 28 มิถุนายนนี้เข้าไปกา ส.ก. พรรคประชาชนทุกคนทุกเขต ให้เราเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา กทม. แล้วเราจะทำให้เห็นว่าสภาที่มีการเมืองที่โปร่งใสไร้การทุจริตนั้นเป็นไปได้” ภัทราภรณ์กล่าว
[ ปลดล็อกงบแสนล้านขับเคลื่อนวาระเมือง เลือก ส.ก. ประชาชนให้เกินครึ่งสภา ]
ทางด้าน ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ระบุว่า 80-90% ของปัญหาที่ถูกส่งมายัง สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชนทั้ง 33 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาใกล้ตัวหน้าบ้าน ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กทม. โดยตรง หรือ กทม. สามารถเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการได้ บทบาทของ ส.ก. จึงมีความสำคัญมาก ในบางเขตถ้ามี ส.ก. ที่พูดภาษาเดียวกัน มีมุมมองเหมือนกัน ก็อาจทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นได้ แต่ถ้าบางเขตมี ส.ก. ที่อาจไม่ได้มองภาพกรุงเทพฯ ไปในทิศทางเดียวกัน การประสานแก้ไขปัญหาก็ยากขึ้น ขณะเดียวกันเสียงของ สส. ก็อาจไปไม่ถึงผู้บริหาร กทม.
หลายคนถามตนว่าทำไมพรรคประชาชนได้ สส. 33 คนแล้วกรุงเทพถึงยังเปลี่ยนได้ไม่มากพอหรือไม่ดีพอ นั่นเป็นเพราะ สส. คือฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีงบประมาณภายใต้กำกับที่ใช้ได้แม้แต่บาทเดียว งบประมาณที่ กทม. มีประกอบด้วย 90,000 ล้านบาทที่สภา กทม. อนุมัติ และอีก 30,000 ล้านบาท ที่เป็นคำของบประมาณของ กทม. เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร แต่ สส. ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการจัดสรรหรือเสนอแนะว่าควรจัดสรรแบบไหนอย่างไรให้ความเหมาะสมได้
ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่า สส. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการไปสั่ง กทม. ทำได้เพียงแค่การประสาน และถ้าโชคดี กทม. ดำเนินการก็จะได้ทำ ในขณะที่ สส. ได้แต่สะท้อน แต่คนที่เป็น ส.ก. ในสภา กทม. สามารถสะท้อนสิ่งเหล่านี้โดยตรงกับผู้ว่าได้ ส.ก. จึงสามารถผลักดันบางเรื่องให้กับชาวกรุงเทพได้ แต่สิ่งที่เราอยากมองไกลมากกว่านั้น คือเราอยากได้ ส.ก. ผู้ว่า และคนที่จะเข้าไปบริหารเมืองที่คิดถึงวาระของเมือง ไม่ใช่พูดถึงการแก้ไขปัญหาหน้าบ้านไม่กี่จุด
ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่าตนอยากให้ทุกคนลองถามกับตัวเองว่าทุกวันนี้วาระของเมืองกรุงเทพฯ คืออะไร การเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่ต้องมีวาระว่าจะเพิ่มพื้นที่เป็นกี่ตารางเมตรต่อประชากรกี่คน มันคือการเอาจริงกับการทุจริต การเอาจริงกับการจัดการฝนทั้งระบบ
การจะมีวาระของเมืองได้ต้องอาศัย ส.ก. ที่มองไกลมากกว่าปัญหาแค่หน้าบ้านของตัวเอง ว่าอีก 4 ปีข้างหน้าเราต้องการอะไรกับเมืองแห่งนี้ วันนี้เราขาดวาระของเมือง กรุงเทพฯ คือที่สุดของเมืองไทยแทบทุกอย่าง มีงบประมาณของตัวเองบวกกับเงินอุดหนุน รวมกันเป็น 120,000 ล้านบาทต่อปี กรุงเทพฯ มีโอกาสเพราะมีทรัพยากรเยอะ มีข้าราชการในกำกับดูแล 80,000 คน เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ทรัพยากรของ กทม. เพื่อผลักดันกรุงเทพฯ ให้สมกับคำว่ามหานครเสียที
ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่าตนขอฝากทุกท่านจริงๆ พาเพื่อน ส.ก. ของเราเปิดประตูให้พรรคประชาชน ที่ผ่านมา ส.ก. พรรคประชาชนมีแค่ 11 คน แค่หนึ่งในสี่ของสภา กทม. วันนี้คนกรุงเทพฯ พิสูจน์แล้วว่าสามารถขน สส. ทั้งกรุงเทพฯ ได้ แล้วทำไมวันนี้เราจะขน ส.ก. ทั้งกรุงเทพฯ ไม่ได้ ขอเพียง ส.ก. เกินครึ่ง ข้อบัญญัติต่าง ๆ การผลักดันงบประมาณที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นจริงได้
[ แก้โครงสร้างยากที่สุด แต่ต้องทำเพื่ออนาคต ]
ในส่วนของ เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน ระบุว่าสิ่งที่ตนได้เห็นจากประสบการณ์ทำงานกว่า 38 ปี คือการได้เห็นว่าประเทศไทยไม่ไหวแล้ว มีโครงสร้างที่มีปัญหา ถ้าเทียบกับบ้านก็คือบ้านที่ถูกปลวกเกาะกิน มีปัญหาโครงสร้างในเรื่องการปฏิรูปภาครัฐ และส่วย สินบน การทุจริต
กรุงเทพเป็นภาพสะท้อนของประเทศไทย มีศักยภาพและงบประมาณปีละกว่า 100,000 ล้านบาท ถ้าไม่แก้ปัญหาที่โครงสร้างรากฐานก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ เราอยากส่งมอบสังคมและประเทศที่ดีขึ้น เพื่อวันข้างหน้าลูกหลานของเราจะกลับมาเป็นพลเมืองที่จะมาช่วยในการเปลี่ยนแปลง ก่อนถึงวันนั้นเราจะมีคนขับเคลื่อนให้ประเทศไทยดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าที่ตั้งใจจะแก้ปัญหาที่โครงสร้างต้นตอ หรือทีม ส.ก. ที่มีเจตจำนงเดียวกัน
เพียงพนอกล่าวต่อไปว่าตนจะใช้ประสบการณ์ที่มีให้ดีที่สุด จากการได้ทำเรื่องยากมาตลอดทั้งชีวิต การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือเรื่องที่ยากที่สุด วันหนึ่งข้างหน้าลูกหลานของเราจะได้มีเมืองที่ดีกว่านี้ ที่ไม่มีปัญหาซ้ำเติมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นเมืองที่มีอนาคตไปข้างหน้า
[ เลือก ส.ก.ประชาชน ดูแลเงินภาษีคนกรุงเทพฯ ]
ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่าที่ผ่านมาเวลามีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ทุกคนจะจดจ้องว่าผู้ว่าคือใคร แต่ไม่เคยโฟกัสไปที่ ส.ก. หลายคนเป็นมาหลายสมัยแต่ชาวกรุงเทพฯ จำชื่อไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะผู้ว่ามีหน้าที่เสนอนโยบาย ของบประมาณ แล้วเอาภาษีมาใช้จ่ายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ แต่ ส.ก. คือคนที่มีความสำคัญมาก เพราะผู้ว่าไม่ว่าจะเสนอนโยบายหรืออยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องเสนอขออนุมัติงบประมาณจากสภา กทม. และ ส.ก. 50 คนเสียก่อน
แต่ที่ผ่านมาเรามี ส.ก. บางกลุ่มไปสมคบคิดกันแล้วไปตัดงบประมาณผู้ว่าแบบมีวาระซ่อน เมื่อตัดงบประมาณมาได้ก็เอาไปคุยกับผู้รับเหมาและเครือข่ายให้ทำ TOR ล็อกสเปก แล้วมาเอางานจาก กทม. จากนั้นผู้รับเหมาก็จ่ายเงินทอนกลับมาที่ ส.ก. และข้าราชการที่ไม่ดี ที่ผ่านมาถามผู้ว่ากี่คนก็ไม่อยากตอบเรื่องนี้ ออกมาพูดมากก็ถูกตัดงบประมาณอีก สุดท้ายก็ต้องยอมจำใจเซ็นให้ อย่างน้อยก็จะได้งบประมาณกลับมาดำเนินโครงการที่ถูก ส.ก. เหล่านี้ตัดไป
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า ส.ก. เป็นเหมือนกับคนคุมบัญชีที่คอยเปิดเก๊ะคุยกับผู้ว่า ว่าโครงการนี้เท่าไหร่ เหมาะสมหรือไม่ แล้วค่อยเอาเงินให้กับผู้ว่าอย่างพอเหมาะพอสม แล้วค่อยตามผู้ว่า ว่าโครงการที่ได้เงินไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสร็จแล้วหรือยัง ผู้ว่าทุกคนต้องการทำงานกับ ส.ก. แบบนี้ ที่เข้าใจในนโยบาย รู้จักหน้าที่ และมีเหตุมีผล
“ให้กรุงเทพฯ พัฒนาได้เต็ม 10 เคลื่อนนโยบายที่คิดคำนวณงบประมาณที่เหมาะสมไว้แล้ว มี ส.ก. ที่พร้อมกลั่นกรองงบประมาณอย่างละเอียด โครงการไหนที่จำเป็นให้งบประมาณอย่างเต็มที่ โครงการไหนที่คิดว่าถูกลงได้ มีข้อเสนอที่ดีกว่า ปรับลดด้วยเหตุด้วยผล และนี่คือเหตุผลที่ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ขอให้เลือกผู้ว่าสีส้ม และ ส.ก.พรรคประชาชน ทั้ง 50 เขต พอกันที ส.ก. ที่เป็นอิสระจากประชาชน เราต้องการ ส.ก. ที่แนบแน่นกับประชาชน ดูแลเงินภาษีของพวกเรา” วิโรจน์กล่าว
[ ขอเปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงาน ]
ทางด้าน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่าเวลามีการเลือกตั้งผู้ว่าทุกครั้งเราก็คุยกันถึงปัญหาเดิมซ้ำๆ เพราะมันเป็นปัญหาที่พวกเราเห็นกันมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม รถติด ขยะ แล้วเราก็อยู่กับมันมาจนเคยชิน และคิดว่ากรุงเทพฯ มันก็เป็นแบบนี้ แก้ไม่ได้หรอก แต่ลึกๆ ทุกคนรู้ดีว่าทุกปัญหาแก้ได้ที่โครงสร้างต้นตอ
เช่น เรื่องน้ำท่วม การลอกท่อสำคัญ ที่ผ่านมา กทม. ลอกท่อไปครึ่งหนึ่งใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท แต่ถ้าตนเป็นผู้ว่าจะลอกท่อ 100% แต่แค่การลอกท่อไม่ได้แก้ปัญหาจบ ถ้าจะแก้ที่ต้นเหตุต้องแยกท่อน้ำฝนกับท่อน้ำเสียออกจากกัน หรือถ้าเป็นเรื่องการทุจริต ที่ผ่านมา กทม. เป็นผู้รับข้อมูลแล้วค่อยไปตรวจตรวจสอบ ใช้เวลายาวนาน จับได้ก็ปรับหลักร้อยบาท แต่เงินภาษีที่หายไปไม่ได้กลับคืนมา แต่ถ้าตนเป็นผู้ว่าปัญหาเหล่านี้ต้องถูกแก้ไขตั้งแต่ต้นเหตุ ตั้งแต่เรื่องของการล็อกสเปก การปั่นราคากลาง การฮั้วประมูล ทำให้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส เอา AI เข้ามาจับโกง แล้วปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง
ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องการเจตจำนง ผู้ว่าต้องเอาจริง ตนจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารงานกรุงเทพฯ ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ นอกจากจะทำให้เรามีเงินมาทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นเป็นหลักหมื่นล้านบาทแล้ว ยังจะทำให้คนที่ติดตามการเมือง อยากตรวจสอบ สามารถเข้ามาดูได้ว่าภาษีทุกบาทถูกใช้นำไปทำอะไร ใช้อย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ แล้วคนกรุงเทพจะไม่ต้องเสียดายที่จะต้องเสียภาษี
ตนจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน เราเชื่อในการแก้ปัญหาที่โครงสร้าง ขอให้เชื่ออีกครั้งว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ และเราจะทำได้ เพราะเรามีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำ เรามุ่งมั่นมาโดยตลอด ขอโอกาสเปิดทางให้เราเข้าไปทำ หลายคนถามตนว่าเข้ามาสมัครเป็นผู้ว่าทำไม เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ก็ดีอยู่แล้ว นี่คือเจตจำนงที่ตนต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศไทยที่โครงสร้างต้นตอ และคราวนี้จะเป็นโอกาสของพรรคประชาชนที่จะได้เข้ามาเริ่มแก้ปัญหาที่กรุงเทพฯ
ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าตนไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่ตนพัฒนาตัวเองขึ้นมาในทุกวัน ให้พร้อมที่จะรับหน้าที่ รับความรับผิดชอบของผู้ว่า ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาและพัฒนาเมืองนี้ไปพร้อมพร้อมกับทุกคน และตนจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่คนไหน ไม่ว่าจะมีทีมงานที่เก่งกาจจำนวนมากเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่มีเจตจำนงที่จะแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ทุกอย่างก็จะวนเวียนซ้ำซากเหมือนเดิม
“ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเราแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างต้นตอ เหมือนที่เราเคยเลือกตั้งมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน 28 มิถุนายนนี้ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นอีกครั้ง เชื่อในสิ่งที่เราเคยเชื่อ เปิดทางให้โอกาสพรรคประชาชนได้เข้าไปทำงาน เลือกทั้งผู้ว่าและ ส.ก. 50 คน 50 เขตของพรรคประชาชน เข้าไปทำงานแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ให้จบ แล้วพัฒนาให้กรุงเทพก้าวไกลก้าวหน้าไปสู่อนาคตด้วยกัน” ชัยวัฒน์กล่าว
[ ประเทศไทยเปลี่ยนได้ เริ่มที่กรุงเทพฯ ]
ในส่วนของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าวันนี้ที่ตน ชัยวัฒน์ และผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เราทุกคนมาด้วยเหตุผลเดียวกัน คือความอยากทำงานการเมืองเพื่อทำให้ประเทศนี้มีประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ การเลือกตั้งครั้งนี้เหลือเวลาอีกแค่ 2 วัน ตนอยากให้ทุกคนทบทวนเหตุผลและความหมายของการเลือกตั้งครั้งนี้ในหัวใจของทุกคนอีกสักครั้ง ว่าที่ผ่านมาทุกครั้งที่ท่านออกไปเลือกตั้งท่านเลือกเพราะอะไร
มันเป็นแค่การเลือกผู้ว่าและ ส.ก. คนถัดไป หรือมันมีความหมายอะไรที่ลึกมากกว่านั้น การตัดสินใจของชาวกรุงเทพฯ ยิ่งนับวันยิ่งส่งภาพชัดมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 มาถึงการเลือกตั้งผู้ว่าและ ส.ก. ปี 2565 การเลือกตั้งปี 2566 และในปี 2569 สิ่งที่ใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจเลือกตั้งทุกสนามของชาวกรุงเทพฯ คือเราอยากเห็นการเมืองที่ดีกว่าเดิม เราอยากเห็นนักการเมืองที่ตรงไปตรงมา ทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์และเงินภาษีของเราทุกคน
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าการเลือกตั้ง 2 วันต่อจากนี้ มีตัวเลือก ส.ก. ให้มากมาย บางคนสังกัดพรรค บางคนไม่สังกัดพรรค ขอให้ทุกคนมองไปที่ทุกตัวเลือกก่อนการตัดสินใจ ใครเป็นตัวเลือกที่ทุกคนเชื่อได้อย่างสนิทใจจริงๆ ว่าตลอดการทำงานจะอยู่ข้างประชาชนอย่างแท้จริง สำหรับตนแล้วกล้ารับประกันว่า ผู้สมัคร ส.ก. และ สส.พรรคประชาชน หลายคนร่วมเดินทางมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ และการเดินทางที่ผ่านมา 8 ปี ทุกคะแนนเสียงที่ทุกคนมอบให้กับเราไม่ได้สูญเปล่า
วันนี้กฎหมายที่ก้าวหน้าของประเทศ สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า คุ้มครองแรงงานให้สิทธิลาคลอด 120 วัน ประกันสังคมโปร่งใส การผลักดันไฟฟ้าที่เป็นธรรม และอีกหลายเรื่อง สส. พรรคประชาชนผลักดันอย่างเต็มที่ทุกวันในสภาแม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่เราต้องการคือการให้ ส.ก. เข้าไปพิจารณางบประมาณอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ผ่านมาในการเมืองท้องถิ่น ผู้ว่าหรือนายกฯ มักต้องปิดตาข้างหนึ่ง ไม่เช่นนั้นสมาชิกสภาจะไม่ผ่านงบประมาณให้ คนกรุงเทพฯ จะยอมให้การพิจารณางบประมาณปีละแสนล้านที่เป็นภาษีของพวกพวกเราดำรงอยู่แบบนี้ต่อไปหรือ ถ้าทุกคนเชื่อมั่นในการตรวจสอบแบบเดียวกับที่ สส. พรรคประชาชนทำมาโดยตลอด ถ้าเราเปลี่ยนการทำงานในสภาใหญ่มาอยู่สภา กทม. ที่มีงบประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากมายขนาดไหน
สำหรับตนความหมายของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการเปลี่ยนการเมืองให้เป็นการเมืองแบบที่เราต่อสู้กันมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว เราไม่ได้ต้องการแค่พ่อเมืองคนต่อไปมาดูแลเมือง เราต้องการผู้นำเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงได้จริง ชัยวัฒน์มีเจตจำนงทางการเมืองที่ไม่ต่างจากเรา การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีกว่าเดิมต้องอาศัยผู้นำเมืองที่กล้าเข้าไปเปลี่ยนแปลง เช่นการจัดการสัญญาสัมปทานที่ กทม. ดูแลอยู่
ณัฐพงษ์กล่าวว่าตนเชื่อมั่นว่าชัยวัฒน์มีศักยภาพที่พร้อมจะพัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน และมีคุณสมบัติของผู้นำที่ดีที่สุดที่เราต้องการ คือการเป็นผู้นำที่ไม่เดินหนีปัญหา ที่เจอเรื่องยากแล้วยังยืนเป็นหลักอย่างมั่นคงให้กับพวกเราได้ไม่ว่าจะเผชิญแรงกดดันเท่าไหร่ พร้อมที่จะเชื่อในทีมงานและเพื่อน ส.ก. สมาชิกพรรค และประชาชนที่อยู่เบื้องหน้า ถ้าเชื่อเช่นนี้เขาจะไม่มีวันทรยศประชาชน
วันนี้ประเทศไทยมีคนเก่งมากมาย แต่สิ่งที่การเมืองของประเทศไทยขาดมาโดยโดยตลอดคือผู้บริหารที่มีเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริง ผู้นำที่มีเจตจำนงที่ไม่ว่าเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ถ้ามันขัดกับผลประโยชน์ของประชาชน เขาจะยืนเป็นหลักที่มั่นคงและกล้าพูดปัญหาเหล่านั้นออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ ให้ประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับเขา
“ขอให้คนกรุงเทพฯ ออกไปกาด้วยความหวัง เพื่อแสดงเจตจำนงของเรา เพื่อแสดงแรงบันดาลใจต่อประชาชนทั้งประเทศ ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่สนามการเมืองท้องถิ่นเปลี่ยน เอาสมาชิกสภาที่โปร่งใสตรงไปตรงมาเข้าไปตรวจสอบงบประมาณ เอาผู้ว่าและนายกเมืองที่มีเจตจำนงทางการเมืองในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เข้าไปบริหาร จะทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้นได้ขนาดไหน และถ้าชาวกรุงเทพฯ ตัดสินใจแบบนี้ ผมให้คำมั่นสัญญาว่า 4 ปีต่อจากนี้เราจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น การเลือกตั้งใหญ่ในครั้งหน้าเราเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกันได้” ณัฐพงษ์กล่าว
