“เพื่อไทย”
ถอนชื่อ ไม่ยื่นร่างแก้ไขรธน. ขอคุย “ภูมิใจไทย” พร้อมปรับที่มา สสร.
วันที่
4 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทย
มีมติถอนชื่อในการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่า
ต้องยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลง เรื่องของเราจะยื่นเข้าสู่การพิจารณา 100% ซึ่งมีการพูดคุยกันและลงชื่อโดย 7 พรรคการเมือง
แต่เมื่อสมาชิกส่วนหนึ่งมีมติพรรคว่าถอนชื่อออกจากการลงชื่อในเรื่องของเราด้วยความห่วงใยในบางประเด็น
อย่างไรเราก็ต้องรับฟัง และเราต้องเคารพซึ่งกันและกัน
ถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกในการดำเนินการได้
เป็นเรื่องปกติในสภาที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา
สิ่งที่เราต้องทำมีอยู่ 2 อย่างที่ต้องดำเนินการ เนื่องด้วยความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ไม่กระทบความสัมพันธ์ใด ๆ อยู่แล้ว
เป็นเรื่องของสภาที่จะดำเนินการในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงโดยพรรคภูมิใจไทยได้ถอนชื่อ ซึ่งไม่ได้มีแค่ 30 รายชื่อ แต่หมายถึงการเดินหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย
เมื่อมีการถอนชื่อ สิ่งที่ต้องทำคือคงต้องใช้เวลากลับไปนั่งคุยกับพรรคภูมิใจไทยว่าเหตุผลและความจำเป็น
แนวความคิด ข้อห่วงใยอย่างเรื่องข้อสุ่มเสี่ยงเรื่องกฎหมายมีอย่างไรบ้าง
และเดินหน้าอย่างไรกับการแก้จะเดินต่อหรือไม่อย่างไร
นายจุลพันธ์
กล่าวต่อว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยคงใช้เวลาประชุมกัน โดยคาดว่าเป็นสัปดาห์หน้า
คุยเรื่องร่างดังกล่าวว่ามีข้อห่วงใยอย่างไร เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคือความร่วมมือร่วมใจ
เรารู้อยู่ว่ากติกาในปัจจุบัน
การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น เมื่อมองจำนวน 30 คน
ไม่ใช่แค่นั้น แต่มีมากกว่านั้น ทั้งองคาพยพของพรรคแกนหลัก อย่างพรรคภูมิใจไทยเอง
สว. ที่อาจอาจมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน เราต้องกลับมาทบทวนพิจารณาให้ถี่ถ้วน
และใช้เวลาอีกหลายวันข้างหล้าในการพูดคุยกันภายในเพื่อให้ตกผลึกว่าจะดำเนินการอย่างไร
ส่วนจะเสียหลักการของพรรคหรือไม่
เพราะหากดูจากร่างของแต่ละพรรค
มีเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ต่างจากร่างของพรรคการเมืองอื่น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า
ไม่เสียหลักการ เราต้องเคารพในสิทธิ์ของประชาชน
ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยมีแค่ 74 เสียง
เราไม่สามารถลงชื่อโดยพรรคเดียว และผลักดันร่างของเราได้ ส่วนร่างหลักสุดท้าย
ต้องยอมรับความจริงว่า เราหนีไม่พ้นว่าพรรคภูมิใจไทย มีสมาชิกมากที่สุดมากกว่า 190 คนและสุดท้ายคงใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา
ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักการ แต่เป็นเรื่องสมการทางการเมือง
ว่าจำนวนเท่านี้ เราต้องผลักดันไปตามที่เราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
ส่วนมองแล้วใช่หรือไม่
ว่าถ้าฝืนส่งร่างนี้เข้าไปสภามีโอกาสปัดตกในวาระแรก นายจุลพันธ์ กล่าวว่า
พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคทำงานแบบหวังผล ตนเองรับตำแหน่งการทำงานในสภามาขับเคลื่อนเชิงประเด็น
ว่าประเด็นใดที่เราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้
รับภารกิจของคณะรัฐมนตรีก็ขับเคลื่อนกระทรวงเพื่อบรรลุเรื่องนโยบาย
เราต้องทำงานเพื่อที่จะเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่า
สุดท้ายจะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะมีสสร.
ที่เป็นตัวแทนเข้ามาดำเนินการในการยกร่างที่ประโยชน์สูงสุดความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด
นาทีนี้คงยังไม่ได้ดำเนินการในการยื่น และหลังจากนี้จะมาทบทวน
และพูดคุยกันกับหลายฝ่าย สุดท้ายถ้ามีข้อสรุปอย่างไร เรายังมีกลไกการทำงานอีกมาก
ที่จะสามารถขับเคลื่อน บรรจุแนวความคิดของเราเข้าไป
เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นไปในสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด และสามารถแก้ไขปัญหากับประเทศให้มากที่สุด
เมื่อถามว่ายืนยันในหลักการใช่หรือไม่ว่า
สสร.ควรมาจากเลือกตั้งทางอ้อม หรือควรเดินตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป๊ะ ไม่ใครวินิจฉัยได้บ้าง
เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้บ้างว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด
สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือการกลับมาทบทวน พรรคเพื่อไทย
ขอเวลาไม่นานก็มาพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึก
รวมไปถึงพูดคุยกับคนของพรรคภูมิใจไทยด้วย และยืนยันว่า
ไม่ได้มีเรื่องความขัดแย้งใด ๆ เพราะพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้บอกเองว่าพรรคภูมิใจไทยมีข้อห่วงใย
เช่นเดียวกับนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งแล้ว
ว่าในการประชุมพรรค แนวโน้มมติพรรค อาจจะออกมาเป็นเช่นไร
เราทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ และเมื่อเกิดแล้วเราก็ต้องรับฟัง
เพราะเขามี 190 กว่าเสียง อย่างไรก็เป็นพรรคหลักในเรื่องการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ
พร้อมยืนยันว่าการที่พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออก ไม่กระทบต่อการทำงานร่วมรัฐบาล
เพราะมีการแจ้งก่อนแล้ว พวกตนเองไม่ได้เซอร์ไพรส์ เราทราบก่อน
เพียงแต่เมื่อเห็นเหตุการณ์เดิมมาถึงจุดนี้ กฎหมายส่งเข้าไป เรายื่นไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะมีถึง 30 รายชื่อ ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน
ต้องรอมาพูดคุยกันให้ชัดเจนอีกครั้ง
ส่วนตอนนี้ต้องถอยออกมา
เพราะที่มาของ สสร. อาจมีการปรับแก้ให้สอดรับกับร่างของพรรคภูมิใจไทย
เพื่อให้ไปต่อได้ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้จำเป็นแค่นั้น
ไม่ได้หมายความว่าเป็นแบบนั้น ให้เวลาเป็นตัวตอบ
เพราะตนเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของสมาชิก
เมื่อถามว่า
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้พรรคเพื่อไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือมองว่าเสียหลักการ
พอมาเป็นพรรคร่วมอาจถูกพรรคภูมิใจไทยครอบหรือต้องคล้อยตามพรรคหลักนั้น นายจุลพันธ์ยืนยันว่า
ยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่อีกหลายข้อ และที่สำคัญจะเป็นร่างของใครก็ตาม
การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายหลักของประเทศ ไม่สามารถเริ่มได้ด้วยการขัดแย้ง
เราต้องสงวนจุดร่วม และหาจุดที่เดินหน้าร่วมกันได้ในการขับเคลื่อนการแก้ไข
หากเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ยืนประจันหน้ากัน
ตนเองรับประกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้สุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ดังนั้น
พรรคเพื่อไทยก็เป็นหนึ่งในพรรคการเมือง เราพร้อมรับฟังทุกฝ่าย
จะเห็นได้ว่าความพยายามของพวกตนเองที่ผ่านมา เรามีความเชื่อมั่นว่าเป็นประโยชน์สูงสุด
และเป็นประชาธิปไตยโดยที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่การเดินหน้าของเรา
สิ่งที่เราทำคือการรวบรวมเสียงจากสมาชิก ไม่ว่าฝ่ายฝ่ายค้านหรือ ฝ่ายรัฐบาล
เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายเท่านั้น
จึงจะสามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นได้จริง นายจุลพันธ์กล่าว
