วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘เฉลิมพงศ์-ภคมน’ ชี้ระบอบสีน้ำเงินบั่นทอนความเชื่อมั่นธุรกิจภูเก็ต จี้ภูมิใจไทยเคลียร์ปมระบอบสีน้ำเงิน อย่าให้อำนาจภายในเป็นภาระประชาชน


เฉลิมพงศ์-ภคมน’ ชี้ระบอบสีน้ำเงินบั่นทอนความเชื่อมั่นธุรกิจภูเก็ต จี้ภูมิใจไทยเคลียร์ปมระบอบสีน้ำเงิน อย่าให้อำนาจภายในเป็นภาระประชาชน


วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนได้แถลงผลการประชุม ครม.เงา โดย เฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 และ ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบจาก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ต่อวงการธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต


เฉลิมพงศ์กล่าวว่า วันนี้ปัญหาของจังหวัดภูเก็ตไม่ใช่เพียงแค่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจภาค 8 แต่เป็นปัญหาของระบอบสีน้ำเงินที่พยายามฝังรากลึกในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่ปัญหารายบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้มีอิทธิพลที่ฝังรากลึกลงในพื้นที่


มีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาเตือนให้ระวังตัว คำพูดสั้นๆ นี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นภาพสะท้อนของผู้มีอิทธิพลที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้แจ้งว่า เบื้องหลังมีทั้งอำนาจ การเมือง และผลประโยชน์ในพื้นที่ที่แอบแฝงอยู่ ซึ่งเป็นผลประโยชน์มหาศาล เชื่อมโยงตั้งแต่ข้าราชการระดับสูงที่มารีดไถพี่น้องประชาชน ทำให้นักธุรกิจผู้ประกอบการเริ่มเบื่อกับการจ่ายส่วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในจังหวัดภูเก็ต”


คำถามสำคัญของเฉลิมพงศ์คือ รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งหาดฟรีดอมและหาดบางเทา ทราบหรือไม่ว่าภูเก็ตกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร การลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอะไร การโยกย้ายข้าราชการเป็นเพียงการสร้างภาพ และพบปะกลุ่มของตนเอง เพื่อตรวจสอบว่าธุรกิจของพวกเขายังดำเนินไปได้ดีหรือไม่ ยังมีการส่งผลประโยชน์ถึงกันอยู่หรือไม่


เรื่องนี้ผมพูดมาตั้งแต่สมัยเป็น สส. สมัยที่แล้ว ว่าสิ่งที่ต้องทำ คือรวบรวมรายชื่อผู้มีอิทธิพล ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็มีข้อมูลทั้งรายชื่อและจำนวนประชากรของประเทศไทยอยู่แล้ว เชื่อว่ากระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพล ใครเป็นผู้บุกรุกชายหาดสาธารณะ เพราะคดีความต่างๆ มีมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำไมจึงไม่เร่งรัดปราบปราม แต่กลับปล่อยให้มีการประวิงเวลา จนผู้ประกอบการเหล่านั้นยังสามารถทำมาหากินต่อไปได้”


เฉลิมพงศ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำไม่ใช่การแสดงเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องเน้นการตรวจสอบโครงข่ายผู้มีอิทธิพลในจังหวัด รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม วันนี้ผู้ประกอบการที่ถูกกดทับในพื้นที่เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย รวมถึงตนเองด้วย


ปัญหาเรื่องส่วยในจังหวัดภูเก็ตไม่ใช่เพียงเรื่องเงินใต้โต๊ะเท่านั้น แต่เป็นการทำลายเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ทำลายผู้ประกอบการที่ทำมาหากินอย่างสุจริต และทำลายโอกาสของนักลงทุน ความน่าเชื่อถือของจังหวัด รวมถึงทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่ปลอดภัย


ด้านภคมนเปิดประเด็นนี้ว่า “นายกรัฐมนตรี เวลานี้อย่ามัวแต่เล่นลิ้น ร่ายบทกลอนกลบเกลื่อนว่า โลกคือละคร หลังจากที่ดิฉันรู้ทันว่าการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น วันนี้สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการคือความจริง นายกรัฐมนตรีไม่สามารถเล่นละครต่อไปเรื่อย ๆ ได้”


ภคมนกล่าวว่า ได้รับหนังสือจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า การย้ายข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน ผู้ประกอบการไม่รู้ว่าหากจะเข้ามาลงทุนในจังหวัดภูเก็ตจะต้องเข้าหาใคร และในการลงทุนแต่ละครั้ง หากบังเอิญเหยียบเงาหัวใคร จะยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปลอดภัยหรือไม่


ภคมนเล่าถึงการพูดคุยกับผู้ร้องเรียน ซึ่งระบุว่าการลงทุนในจังหวัดภูเก็ต นอกจากจะต้องเตรียมต้นทุนทางธุรกิจแล้ว ยังต้องเตรียมต้นทุนของส่วยด้วย


สิ่งนี้สะท้อนว่า การลงทุนอย่างตรงไปตรงมาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในจังหวัดภูเก็ต วันนี้สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกำลังได้คือ ผลกำไรทางอำนาจการเมือง แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อประเทศไทย หากนายกรัฐมนตรีมัวแต่กลบเกลื่อนเช่นนี้ ความจริงที่สาธารณชนควรได้รับก็จะไม่มีวันปรากฏ


หากย้อนกลับไป 1-2 เดือนที่ผ่านมา ในช่วงที่ระบอบสีน้ำเงินยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เริ่มตั้งแต่กรณีแชตหลุด ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ของอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งวันนี้ท่านอ้างว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ได้มีการเชิญมาชี้แจงถึง 2 ครั้ง และได้รับคำตอบเหมือนกันว่าไม่มีการตั้งคณะกรรมการใดๆ รวมถึงกรณีของปลัดหนุ่มที่ส่งข้อความในไลน์ให้ช่วยสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่มีการสอบสวนใดๆ ทั้งสิ้น”


ภคมนตั้งคำถามถึงข้อเท็จจริงเบื้องหลังการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งคิดว่าสิ่งที่รัฐมนตรีจำเป็นต้องตอบสังคมในวันนี้คือ มีข้อมูลหรือไม่ว่าการย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลกลุ่มใดบ้าง เกี่ยวข้องกับอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ตอย่างไรบ้าง และปัญหาที่ สส.เฉลิมพงศ์ พบในพื้นที่นั้นมีกี่ประเภท เพราะทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประเทศไทยทั้งสิ้น


เรื่องที่สอง อยากให้รัฐมนตรีมีคำตอบต่อคนไทยทั้งประเทศ คือ รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อได้ว่าการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไม่ใช่การวางอำนาจของระบอบสีน้ำเงินในจังหวัดภูเก็ต และไม่ใช่เรื่องของการต่อรองอำนาจทางการเมือง


วันนี้คนที่ลอยตัวเหนือปัญหานี้มากที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ซึ่งจำเป็นต้องให้ความจริงกับพี่น้องประชาชนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ในกระทรวงมหาดไทย หรืออยู่แค่ในพรรคภูมิใจไทย แต่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่แทบไม่เชื่อแล้วว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรกันอยู่ ปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันหรือการต่อสู้ทางอำนาจภายในพรรค เป็นเรื่องของพวกคุณ พี่น้องประชาชนไม่จำเป็นต้องรับภาระ และไม่จำเป็นต้องรับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว


ภคมนกล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ต้องชี้แจงต่อสังคมและประชาชนชาวไทยคือ อำนาจภายในพรรคภูมิใจไทยอย่าให้กลายเป็นภาระของประชาชน อย่าให้ประชาชนต้องแบกรับความไม่มั่นคง ความไม่เชื่อมั่น และความไม่แน่นอนจากการดำเนินการของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน