‘ศิริกัญญา’ ชี้สถานะการคลังปี 2569-2570 น่ากังวล
ปัญหาเรื้อรังปกปิดไม่ไหวแล้ว
วันที่
22 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา
พรรคประชาชนได้แถลงผลการประชุม ครม.เงา โดย ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ
พรรคประชาชน แถลงเกี่ยวกับการเตรียมติดตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570
และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีการอภิปรายวาระที่
1 ในสัปดาห์หน้า
ศิริกัญญากล่าวว่า
จากที่พรรคประชาชนติดตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
วันพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ ครม.
จะมีมติเห็นชอบต่อเอกสารร่างงบประมาณที่จะนำเข้าสู่สภา
ซึ่งการอนุมัติร่างดังกล่าวอาจไม่ได้มีรายละเอียดแตกต่างไปจากตอนที่อนุมัติไปเมื่อวันที่
18 มิถุนายน สาระสำคัญของงบประมาณจึงยังไม่เปลี่ยนแปลง
ปัญหาเรื้อรังที่ประเทศไทยเคยมีมานานจนถึงปีนี้ไม่สามารถปกปิดบาดแผลได้อีกต่อไป
จะเห็นว่างบประมาณที่มีรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 120,000 ล้านบาท
ในขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลงไปกว่า 70,000 ล้านบาท
และเมื่อลงไปดูในไส้ใน จะพบว่ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเฉพาะเงินบำนาญอย่างเดียวก็มี 2
รายการ โดยบำนาญข้าราชการเพิ่มขึ้น 20,000 กว่าล้านบาท
ส่วนเงินสมทบ กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) ก็เพิ่มขึ้นมาประมาณ 50,000
ล้านบาท รวมไปถึงงบชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมา 40,000 ล้านบาท
“เราจึงไม่แปลกใจที่งบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ถูกปรับลดกันถ้วนหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นกรมหรือกระทรวงที่ใช้งบลงทุนเป็นหลัก เช่น
กระทรวงคมนาคม ทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทถูกปรับลดงบประมาณค่อนข้างมาก
รวมไปถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เน้นในเรื่องงานก่อสร้างต่าง ๆ
ก็ถูกปรับลดไปเป็นหมื่นล้านบาทเช่นเดียวกัน”
ทั้งนี้
การที่งบบำนาญต่างๆ สูงขึ้น
ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะเพิ่มหรือขยายสวัสดิการบำนาญให้กับข้าราชการ
หรืองบชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐอยากชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม
แต่เป็นการจัดงบประมาณให้สะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมา มีความพยายามกดตัวเลขงบประมาณสำหรับใช้ในการจัดสรรบำนาญให้กับข้าราชการเกษียณอายุมาโดยตลอด
โดยจะเห็นได้ว่าหลายปีที่ผ่านมามีการตั้งงบไว้เพื่อชดใช้เงินคงคลัง
เพราะเมื่องบประมาณเหล่านี้ตั้งไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง
แต่ในความเป็นจริงมีการใช้สูงกว่า ก็จะไปใช้งบกลางในส่วนสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินมาโปะ
หรือใช้เงินคงคลังมาทดแทน
“อย่างร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี พ.ศ. 2570 ก็มีการตั้งงบชดใช้เงินคงคลังกว่า
70,000 ล้านบาท
ซึ่งมาจากเงินบำนาญและงบชำระดอกเบี้ยที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ
ปีนี้จึงถือเป็นปีที่รัฐบาลหลังชนฝาแล้ว
ไม่สามารถปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงของความหนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย”
นอกจากนี้
ศิริกัญญากล่าวถึง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ที่จะเข้าสู่ ครม.
ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเหลือเวลาในการใช้งบประมาณอีกไม่มาก
“เราได้เตือนรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น ว่าการโอนงบในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ จะทำได้ไม่มาก ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ จากที่ตั้งเป้าไว้ 100,000
ล้านบาท กลับโอนจริงได้เพียง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น
ทำให้ต้องเสียเวลาและเกิดการระงับการจัดซื้อจัดจ้างไปชั่วคราว
เพื่อให้ผ่านกระบวนการของสำนักงบประมาณ ว่างบประมาณตัวไหนจะได้ไปต่อ
และตัวไหนจะต้องถูกตัดอีกเป็นเดือน ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณมีการชะลอตัว”
ซึ่งการกันงบประมาณมาได้เพียง
10,000 ล้านบาท ก็ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่สูญเสียไป
แต่ที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็สะท้อนว่าสถานการณ์การคลังของปี 2569 อาจอยู่ในภาวะหลังชนฝาจริงๆ เงินเพียงเล็กน้อยก็จำเป็นต้องเก็บไว้ก่อน
ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับใช้ตลอดปีงบประมาณ 2569
ทั้งนี้
รัฐบาลได้มีการชี้แจงไว้ว่างบประมาณดังกล่าวจะใช้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา
ซึ่งจะต้องติดตามรายละเอียดกันต่อไปว่า ถึงแม้จะโอนงบได้เพียงเล็กน้อย
แต่พรรคประชาชนก็จะไม่เพิกเฉยในการติดตามรายละเอียดว่างบประมาณที่ควรตัดได้ถูกตัดออกหรือไม่
และส่วนใดที่ถูกตัดไปนั้นสมควรถูกตัดหรือไม่
ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าว โดยจะได้เห็นเป็นครั้งแรกในวันที่ 23 มิถุนายน
และเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 25 มิถุนายน
จึงขอให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบและติดตามการอภิปรายงบประมาณทั้งสองฉบับ
ซึ่งเป็นวาระสำคัญของประเทศต่อไป
ศิริกัญญากล่าวต่อว่า
ท่ามกลางการปรับลดงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ
มีอยู่หนึ่งกระทรวงที่ได้งบประมาณเพิ่มกว่า 30% คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
(ดีอี) โดยหน่วยรับงบประมาณที่ได้รับงบประมาณเพิ่มสูงสุด
คือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติ ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI
Passport โดยได้งบประมาณเพิ่มกว่า 2 เท่า
และที่สำคัญปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ยืนยันมาแล้วว่า จะมีโครงการ TH-AI
Passport เฟส 2 ให้ทางสภาได้ติดตามต่อ
โดยก่อนหน้าใช้เงินกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ก็อาจจะทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่วันนี้ได้ของบต่อสภาแล้ว
ก็จะต้องมีการเปิดเผยโครงการดังกล่าวให้มีความโปร่งใส ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม
รวมถึงผู้แทนของประชาชนจะต้องได้ตรวจสอบด้วย
