ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
ความขัดแย้งในฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตย [กรณีไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุน]
ดิฉันขอพูดในฐานะประชาชนผู้รักประชาธิปไตย
ซึ่งมีจำนวนมากถึงกว่า 21
ล้านคน ที่แสดงออกในการลงประชามติเห็นชอบการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ล่าสุดก็มีกรณีพรรคประชาชนนำเสนอประธานยุทธศาสตร์ของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ที่มีประวัติสนับสนุนการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีก่อนเกิดการทำรัฐประหาร ทั้งในปี 2549 และ
ปี 2557
รวมทั้งรับตำแหน่งสนับสนุนการทำงานกับเผด็จการทหารที่สืบทอดอำนาจ
หรือกรณีก่อนนี้ที่พรรคประชาชนทำ
MOA กับพรรคสีน้ำเงิน
ถ้าจะให้ครอบคลุมก็อาจรวมไปถึงการที่พรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลกับพรรคสีน้ำเงิน
และเป็นพรรครัฐบาลจารีตอำนาจนิยม
ดิฉันอยากเรียนว่า
พรรคการเมืองกับขบวนการต่อสู้ของประชาชนนั้นแตกต่างกัน
เพราะเราต้องเข้าใจว่าการเกิดตายและการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองในระบอบอำมาตยาธิปไตยมีความจำกัดในการเดินทางร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เราจึงพบปฏิบัติการทางการเมืองของพรรคที่เริ่มต้นเป็นฝ่ายประชาธิปไตย
สวนทางกับสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน
ประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองนั้นสั้น แต่ประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนนั้นยาวและไม่สิ้นสุด
นอกจากนั้น
พรรคการเมืองยังสามารถตัดตอนประวัติศาสตร์การเมืองเพื่อพรรคการเมืองนั้นๆ ตอนไหน?
แบบไหน? ก็ได้ จนอาจจะสั้นจู๋ไปเลย
แต่ขบวนการประชาชนในการต่อสู้จะตัดตอนประวัติศาสตร์ตามความพอใจของใครไม่ได้!!!
อาจจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ
ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองในวิถีทางรัฐสภาแบบนี้ ตรงข้ามกับขบวนการประชาชนที่ต่อสู้เพื่ออำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย จะเดินทางต่อสู้ไปกับมิตรแท้
(ที่มีจุดยืนเหมือนกัน) เพื่อต่อสู้ศัตรูถาวรที่เป็นอุปสรรคทางการเมือง
อันเป็นเป้าหมายยุทธศาสตร์หลักของความขัดแย้งหลักระหว่าง “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ถูกปกครอง”
การกลั่นกรองมิตรระหว่างเดินทางอาจทำให้เข้าใจผิดว่าจะมีคนร่วมทางน้อยลง ข้อพิสูจน์ผลการเลือกตั้งปี 66
ที่พรรคประชาชนชนะถล่มทลายและแนวร่วมผู้รักประชาธิปไตยที่เติบโตกว้างขวาง
แสดงออกอย่างน้อยในเรื่องประชามติ ในประเด็นว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ผู้เห็นชอบ
21,621,638 คน (ยี่สิบเอ็ดล้านหกแสนสองหมื่นหนึ่งพันหกร้อยสามสิบแปดคน) ขณะที่ผู้ไม่เห็นชอบ
11,241,653 คน
(สิบเอ็ดล้านสองแสนสี่หมื่นหนึ่งพันหกร้อยห้าสิบสามคน) ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,330 คน (สามล้านเจ็ดหมื่นสี่พันสามร้อยสามสิบคน)
ผลประชามติของประชาชนผู้มาออกเสียงประมาณ 70%
ของผู้มีสิทธิ สะท้อนถึงภาวะก้าวหน้าของประชาชนโดยรวม แม้จะมีการเลือกพรรคการเมืองแตกต่างกัน ทั้งนี้
พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อ 11,043,315 (ประมาณ 11 ล้านคน) = 31.52% พรรคเพื่อไทย
5,575,456 (5 ล้าน 5 แสน 7 หมื่น) = 15.92%
รวมกันก็น้อยกว่า 21 ล้าน 6 แสน
ดิฉันมองว่าประชาชนที่รักประชาธิปไตยไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารมีมากทีเดียว แสดงว่าผู้รักประชาธิปไตยคิดเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ดังนั้น พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าจึงต้องมองส่วนนี้ ไม่ใช่พยายามไปเอาส่วนอนุรักษ์นิยมที่มีแต่จะตกต่ำไปเรื่อย
ๆ เข้ามาเป็นฐานเสียง
รังแต่จะทำให้พรรคการเมืองนั้น ๆ ออกห่างจากคนส่วนใหญ่ที่รักประชาธิปไตย
นี่แปลว่า
ไม่รู้เขา (กรณี MOA) ไม่รู้เรา (กรณีประธานยุทธศาสตร์ของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร)
แบบเดียวกับพรรคเพื่อไทยในอดีตเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม
พรรคการเมืองก็มีสิทธิที่จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ยุทะวิธีของพรรคนั้น ๆ ถ้าประชาชนไม่พอใจ ก็มี 2 อย่าง
คือใช้สิทธิเลือกพรรคอื่น หรือไปออกเสียงไม่เลือกพรรคใด ถ้าพรรคนั้น ๆ
ไม่ถูกครอบงำโดยเจ้าของพรรคหรือคณะนำในพรรค ก็จะใช้ทัศนะมวลชน จุดยืน และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
เดินททางไปกับประชาชนที่สนับสนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ถ้าไม่ใช่พรรคมวลชน ทำตรงข้าม
ก็จะถอยหลังไปเป็นลำดับ
ดังนั้น
ในส่วนของประชาชน ดิฉันขอให้กำลังใจ
อย่าท้อแท้ เพราะผิดหวังเรื่องพรรคการเมือง
เรายังมีคนตายที่ไม่ได้รับความยุติธรรม และคนเป็น ๆ
ที่ถูกจับกุมคุมขังมากมาย
เราต้องสามัคคีเดินหน้าต่อไป เพราะพรรคประชาชนและสส.ที่พยายามเสนอนโยบาย
เสนอกฎหมายที่ก้าวหน้าเพื่อปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ
คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ก็ยังมีอยู่ ที่ควรสนับสนุนในห้วงเวลาปัจจุบัน แต่ขาดการเชื่อมต่อกับขบวนการประชาชน ทำให้กลายเป็นฝ่ายค้านที่โดดเดี่ยวในรัฐสภา
และเหินห่างประชาชน ทางแก้คือต้องมีทัศนะมวลชนและมีประชาธิปไตยในพรรคมากกว่าการรวมศูนย์ของคณะผู้นำพรรค
เพื่อไม่เกิดข้อผิดพลาดในปฏิบัติการทางการเมืองซ้ำ ๆ อีก ดิฉันพูดตรง ๆ ว่า
ความเชื่อมั่นของมวลชนก้าวหน้าต่อพรรคที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยนั้น
เสื่อมถอยลงไปเป็นลำดับ
นี่ไม่ใช่ความคิดคับแคบสุดโต่งซ้ายจัดแต่อย่างใด เอาแค่ให้ได้ระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ
ก็ยังทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ข้อแก้ตัวแย่
ๆ แถมเพิ่มประเด็นเอาทฤษฎีฝ่ายซ้ายของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศต่าง ๆ
มาอ้าง
ยิ่งเพิ่มประเด็นการโต้แย้งไม่เห็นด้วยเข้าไปอีก
สรุปว่า
อย่าแก้ตัวดีกว่า ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยอมรับความจริง ผิดตรงไหน
ถ้ารู้ว่าผิดก็แก้ไข
ประชาชนก็ไม่หวังให้พรรคการเมืองทำถูกทุกเรื่อง แต่เขาไม่ให้อภัย เขาจะไม่ถอย
ถ้าไม่ยึดกุมความขัดแย้งหลักของประเทศไทยให้ถูกต้อง
และดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ตนยิ่งกว่าผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน
ประเด็นเรื่องทฤษฎีฝ่ายซ้ายที่ถูกหยิบยกมาพูดนั้น
ดิฉันยังไม่นำมาพูดในเวลานี้ อาทิ พรรคปฏิรูป VS พรรคปฏิวัติ,
การใช้ประชาธิปไตยรวมศูนย์ในโครงสร้างการจัดตั้งการนำและสร้างพรรค,
แนวร่วมประชาชาติประชาธิปไตย ฯลฯ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นประเด็นในห้วงเวลาปัจจุบัน
เดี๋ยวจะกลายเป็นโรงเรียนการเมืองฝ่ายซ้ายที่อาจไม่เข้ากับยุคสมัย
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #MOA #ประธานยุทธศาสตร์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม
