วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ความขัดแย้งในฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตย [กรณีไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุน]

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ความขัดแย้งในฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตย [กรณีไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุน]


ดิฉันขอพูดในฐานะประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งมีจำนวนมากถึงกว่า 21 ล้านคน ที่แสดงออกในการลงประชามติเห็นชอบการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ล่าสุดก็มีกรณีพรรคประชาชนนำเสนอประธานยุทธศาสตร์ของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีประวัติสนับสนุนการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีก่อนเกิดการทำรัฐประหาร ทั้งในปี 2549 และ ปี 2557 รวมทั้งรับตำแหน่งสนับสนุนการทำงานกับเผด็จการทหารที่สืบทอดอำนาจ


หรือกรณีก่อนนี้ที่พรรคประชาชนทำ MOA กับพรรคสีน้ำเงิน


ถ้าจะให้ครอบคลุมก็อาจรวมไปถึงการที่พรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลกับพรรคสีน้ำเงิน และเป็นพรรครัฐบาลจารีตอำนาจนิยม


ดิฉันอยากเรียนว่า พรรคการเมืองกับขบวนการต่อสู้ของประชาชนนั้นแตกต่างกัน เพราะเราต้องเข้าใจว่าการเกิดตายและการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองในระบอบอำมาตยาธิปไตยมีความจำกัดในการเดินทางร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เราจึงพบปฏิบัติการทางการเมืองของพรรคที่เริ่มต้นเป็นฝ่ายประชาธิปไตย สวนทางกับสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน


ประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองนั้นสั้น  แต่ประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนนั้นยาวและไม่สิ้นสุด นอกจากนั้น พรรคการเมืองยังสามารถตัดตอนประวัติศาสตร์การเมืองเพื่อพรรคการเมืองนั้นๆ ตอนไหน? แบบไหน? ก็ได้ จนอาจจะสั้นจู๋ไปเลย  แต่ขบวนการประชาชนในการต่อสู้จะตัดตอนประวัติศาสตร์ตามความพอใจของใครไม่ได้!!!


อาจจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองในวิถีทางรัฐสภาแบบนี้  ตรงข้ามกับขบวนการประชาชนที่ต่อสู้เพื่ออำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย  จะเดินทางต่อสู้ไปกับมิตรแท้ (ที่มีจุดยืนเหมือนกัน) เพื่อต่อสู้ศัตรูถาวรที่เป็นอุปสรรคทางการเมือง อันเป็นเป้าหมายยุทธศาสตร์หลักของความขัดแย้งหลักระหว่าง “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ถูกปกครอง”  การกลั่นกรองมิตรระหว่างเดินทางอาจทำให้เข้าใจผิดว่าจะมีคนร่วมทางน้อยลง  ข้อพิสูจน์ผลการเลือกตั้งปี 66 ที่พรรคประชาชนชนะถล่มทลายและแนวร่วมผู้รักประชาธิปไตยที่เติบโตกว้างขวาง แสดงออกอย่างน้อยในเรื่องประชามติ ในประเด็นว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”


ผู้เห็นชอบ 21,621,638 คน (ยี่สิบเอ็ดล้านหกแสนสองหมื่นหนึ่งพันหกร้อยสามสิบแปดคน) ขณะที่ผู้ไม่เห็นชอบ 11,241,653 คน (สิบเอ็ดล้านสองแสนสี่หมื่นหนึ่งพันหกร้อยห้าสิบสามคน) ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,330 คน (สามล้านเจ็ดหมื่นสี่พันสามร้อยสามสิบคน)


ผลประชามติของประชาชนผู้มาออกเสียงประมาณ 70% ของผู้มีสิทธิ สะท้อนถึงภาวะก้าวหน้าของประชาชนโดยรวม  แม้จะมีการเลือกพรรคการเมืองแตกต่างกัน  ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อ 11,043,315 (ประมาณ 11 ล้านคน) = 31.52% พรรคเพื่อไทย 5,575,456 (5 ล้าน 5 แสน 7 หมื่น) = 15.92% รวมกันก็น้อยกว่า 21 ล้าน 6 แสน


ดิฉันมองว่าประชาชนที่รักประชาธิปไตยไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารมีมากทีเดียว  แสดงว่าผู้รักประชาธิปไตยคิดเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าจึงต้องมองส่วนนี้ ไม่ใช่พยายามไปเอาส่วนอนุรักษ์นิยมที่มีแต่จะตกต่ำไปเรื่อย ๆ เข้ามาเป็นฐานเสียง  รังแต่จะทำให้พรรคการเมืองนั้น ๆ ออกห่างจากคนส่วนใหญ่ที่รักประชาธิปไตย


นี่แปลว่า ไม่รู้เขา (กรณี MOA) ไม่รู้เรา (กรณีประธานยุทธศาสตร์ของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) แบบเดียวกับพรรคเพื่อไทยในอดีตเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองก็มีสิทธิที่จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ยุทะวิธีของพรรคนั้น ๆ  ถ้าประชาชนไม่พอใจ ก็มี 2 อย่าง คือใช้สิทธิเลือกพรรคอื่น หรือไปออกเสียงไม่เลือกพรรคใด  ถ้าพรรคนั้น ๆ ไม่ถูกครอบงำโดยเจ้าของพรรคหรือคณะนำในพรรค ก็จะใช้ทัศนะมวลชน จุดยืน และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เดินททางไปกับประชาชนที่สนับสนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ถ้าไม่ใช่พรรคมวลชน  ทำตรงข้าม  ก็จะถอยหลังไปเป็นลำดับ


ดังนั้น ในส่วนของประชาชน  ดิฉันขอให้กำลังใจ อย่าท้อแท้ เพราะผิดหวังเรื่องพรรคการเมือง  เรายังมีคนตายที่ไม่ได้รับความยุติธรรม และคนเป็น ๆ ที่ถูกจับกุมคุมขังมากมาย  เราต้องสามัคคีเดินหน้าต่อไป  เพราะพรรคประชาชนและสส.ที่พยายามเสนอนโยบาย เสนอกฎหมายที่ก้าวหน้าเพื่อปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ก็ยังมีอยู่ ที่ควรสนับสนุนในห้วงเวลาปัจจุบัน  แต่ขาดการเชื่อมต่อกับขบวนการประชาชน  ทำให้กลายเป็นฝ่ายค้านที่โดดเดี่ยวในรัฐสภา และเหินห่างประชาชน  ทางแก้คือต้องมีทัศนะมวลชนและมีประชาธิปไตยในพรรคมากกว่าการรวมศูนย์ของคณะผู้นำพรรค เพื่อไม่เกิดข้อผิดพลาดในปฏิบัติการทางการเมืองซ้ำ ๆ อีก  ดิฉันพูดตรง ๆ ว่า ความเชื่อมั่นของมวลชนก้าวหน้าต่อพรรคที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยนั้น เสื่อมถอยลงไปเป็นลำดับ  นี่ไม่ใช่ความคิดคับแคบสุดโต่งซ้ายจัดแต่อย่างใด  เอาแค่ให้ได้ระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ก็ยังทำไม่ได้  ก็ไม่เป็นไร แต่ข้อแก้ตัวแย่ ๆ แถมเพิ่มประเด็นเอาทฤษฎีฝ่ายซ้ายของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศต่าง ๆ มาอ้าง  ยิ่งเพิ่มประเด็นการโต้แย้งไม่เห็นด้วยเข้าไปอีก


สรุปว่า อย่าแก้ตัวดีกว่า  ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง  ยอมรับความจริง  ผิดตรงไหน  ถ้ารู้ว่าผิดก็แก้ไข  ประชาชนก็ไม่หวังให้พรรคการเมืองทำถูกทุกเรื่อง  แต่เขาไม่ให้อภัย  เขาจะไม่ถอย  ถ้าไม่ยึดกุมความขัดแย้งหลักของประเทศไทยให้ถูกต้อง และดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ตนยิ่งกว่าผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน


ประเด็นเรื่องทฤษฎีฝ่ายซ้ายที่ถูกหยิบยกมาพูดนั้น ดิฉันยังไม่นำมาพูดในเวลานี้ อาทิ พรรคปฏิรูป VS พรรคปฏิวัติ, การใช้ประชาธิปไตยรวมศูนย์ในโครงสร้างการจัดตั้งการนำและสร้างพรรค, แนวร่วมประชาชาติประชาธิปไตย ฯลฯ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นประเด็นในห้วงเวลาปัจจุบัน เดี๋ยวจะกลายเป็นโรงเรียนการเมืองฝ่ายซ้ายที่อาจไม่เข้ากับยุคสมัย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #MOA #ประธานยุทธศาสตร์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม