“วีระยุทธ-พิศาล” จี้รัฐบาลสู้กลับข้อกล่าวหาสหรัฐฯ แนะต้องวางยุทธศาสตร์เจรจาแบบรู้เขารู้เรามากกว่านี้
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ครม.เงาพรรคประชาชน โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วย พิศาล มาณวพัฒน์ ที่ปรึกษา เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการใน 2 แนวทางไปพร้อมกัน ทั้งการสู้ข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ อย่างมีหลักการ และเปิดเผยข้อแลกเปลี่ยนต่อสาธารณะผ่านกลไกสภา
[ รัฐบาลต้องสู้ข้อกล่าวหาสหรัฐฯ 2 ข้อ ปรับลดข้อแลกเปลี่ยน และทำงานโปร่งใสผ่านกลไกสภา ]
วีระยุทธเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงภูมิหลังว่า หลังศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่า Reciprocal Tariffs ขัดรัฐธรรมนูญเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้มาตรา 122 ที่กำหนดอัตราภาษี 10% แทน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ใช้ได้เพียง 150 วัน และจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จึงเตรียมนำมาตรา 301 มาใช้ โดยอ้างสองเหตุผลหลักสำหรับเก็บภาษีสินค้าจากไทยคือ การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และการผลิตส่วนเกิน (Structural Excess Capacity and Production)
วีระยุทธระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลโดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พุ่งเป้าไปที่การเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายนเป็นหลัก แต่ ครม.เงา เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการทั้งสู้และเจรจาไปพร้อมกัน
ในส่วนของการสู้ข้อกล่าวหาเรื่อง “การผลิตส่วนเกิน” วีระยุทธชี้ว่า USTR อ้างเรื่องการเกินดุลการค้าและการใช้กำลังการผลิตต่ำ โดยไม่ได้ระบุว่าไทยมีนโยบายอุดหนุนภาคเอกชน ซึ่งต่างจากกรณีจีน อินเดีย และเวียดนาม ที่รัฐอุดหนุนธุรกิจส่งออกอย่างชัดเจน ดังนั้น เราจึงต้องชี้แจงตอบโต้ว่าประเทศไทยไม่ได้ดำเนินนโยบายอุดหนุนจนเกิดการผลิตล้นเกินเพื่อทุ่มราคาตลาดโลกหรือตลาดสหรัฐฯ แต่อย่างใด
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง “แรงงานบังคับ” วีระยุทธกล่าวว่า USTR กล่าวหาว่าไทยยังไม่มีข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยสามารถแก้ไขได้โดยการปรับปรุงกฎระเบียบ เพราะเป็นมาตรฐานที่ไทยต้องยกระดับอยู่แล้วหากต้องการทำการค้าหรือเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เนื่องจาก EU ออกกฎหมาย Forced Labour Regulation (FLR) ที่ห้ามวางขายสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับในตลาด EU โดยจะมีผลบังคับใช้ในปลายปี 2570 และเนื่องจากมาตรฐานของสหรัฐฯ กับ EU กำลังขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ไทยจึงควรถือโอกาสนี้ยกระดับกฎระเบียบด้านแรงงานไปเลย
ส่วนเรื่องการเจรจาข้อตกลง ART วีระยุทธชี้ว่า ขณะนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลต้องอย่ายอม ควรปรับข้อแลกเปลี่ยนให้ได้สัดส่วนกับบริบทที่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องทิ้งไพ่ทุกใบให้สหรัฐฯ เพราะกรอบภาษีใหม่อยู่ระหว่าง 10% หรือ 12.5% เท่านั้น ต่างจากตอนเผชิญกำแพงภาษีถึง 36% ทั้งนี้ รัฐบาลต้องไม่ยึดแค่ตัวเลขภาษีเป็น KPI เพราะข้อตกลงที่นำไปแลกจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยไปอีกนาน กระบวนการและข้อตกลงจึงต้องรัดกุมและโปร่งใส
วีระยุทธย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเจรจากับสหรัฐฯ แต่การเจรจาที่ดีต้องไม่เกิดขึ้นในความมืด ยิ่งแรงกดดันจากมาตรา 301 เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อสาธารณะว่ากำลังนำอะไรไปแลก และเหตุใดการแลกเปลี่ยนนั้นจึงเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นอกจากนี้หากข้อตกลงที่เจรจาได้มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลควรชี้แจงต่อสาธารณะว่าข้อตกลงดังกล่าวเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบใด
[ รัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์เจรจาอย่างคนที่รู้จักอเมริกาดีกว่านี้ ]
ด้านพิศาล มาณวพัฒน์ ให้ข้อเสนอแนะในเชิงยุทธศาสตร์ต่อ รมว.พาณิชย์ ก่อนเดินทางไปวอชิงตันในครั้งต่อไปว่าต้องมีความชัดเจนทั้งเป้าหมายและบุคคลที่ควรไปพบ รัฐบาลต้องเข้าใจกลไกอำนาจในวอชิงตันให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ที่กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจ และใช้ไพ่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะให้ความสนใจ
พิศาลระบุว่า แม้การที่รัฐมนตรีศุภจีไปพบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ Jamieson Greer โดยตรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผลประโยชน์ของไทยด้านการค้าและเศรษฐกิจมีกว้างไกลกว่านั้น จึงขอแนะนำให้วางแผนพบรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ Howard Lutnick ซึ่งเข้าถึงทรัมป์ได้มากกว่า รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ที่มีบทบาทนำด้านนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงที่ปรึกษาอาวุโสประธานาธิบดีด้านการค้า Prof. Peter Navarro ที่ถือเป็นมือขวาทรัมป์ด้านภาษีศุลกากร
และหากจะพบสมาชิกรัฐสภา ควรพบสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ใกล้ชิดทรัมป์และมีตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมาธิการด้านภาษีและการค้า เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Mike Crapo Ways and Means Committee และวุฒิสมาชิก Jason Smith ประธาน Senate Finance Committee เป็นต้น
พิศาลกล่าวทิ้งท้ายว่า เพื่อลดความเสียเปรียบในการเจรจา ART ขอเสนอให้คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ไปแสดงฝีมือล็อบบี้ฝ่ายการเมืองในวอชิงตัน ใช้ไพ่พันธมิตรเก่าแก่ ที่สหรัฐได้ประโยชน์ทั้งต่อภูมิภาคอินโดแปซิฟิก หรือแม้กระทั่งตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ เพื่อสร้างไพ่ต่อรองในระยะยาว ไทยควรเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในมลรัฐที่มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี เช่น Pennsylvania, Michigan, Wisconsin, Georgia และ Arizona เพราะจะทำให้ทรัมป์และประธานาธิบดีคนต่อๆ ไปให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น
