ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
อนาคตระบอบประชาธิปไตยอยู่ที่การต่อสู้ของประชาชนเท่านั้น!!!
ผ่าน
24 มิถุนายน 2569 นับถอยหลังอีก 6
ปีจะครบรอบ 100 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยาม-ไทย
เป็นที่น่ายินดีที่ในส่วนของภาคประชาชน ทั้งนักวิชาการ
โดยเฉพาะสถาบันปรีดีพนมยงค์ที่เปิดตัวรูปปั้นอาจารย์ปรีดี และการจัดรายการต่าง ๆ
รวมทั้งคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย
ได้จัดเสวนาเรื่องราวและปัญหาการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา
และภาคประชาชนนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรมเล็ก
ๆ แต่มีเนื้อหาใหญ่ ๆ
ทั้งการนำเสนอต่อสมาชิกรัฐสภา พรรคการเมือง
และส่วนที่จัดบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
แรก
ๆ ดิฉันก็กังวลว่าจะไม่มีกิจกรรมมวลชนเลย เพราะไม่สะดวกในวาระมีงานราชพิธีใหญ่
ๆ
แต่เมื่อกิจกรรมสามารถจัดได้ก็ถือเป็นเรื่องดี
ดิฉันเชื่อว่ามวลชนที่ก้าวหน้าที่อยากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 21 ล้านคน
ล้วนนั่งเชียร์รำลึก 24 มิถุนายน 2475
กันทั้งสิ้น แม้ไม่ได้ออกมาร่วมทำกิจกรรม
ที่น่าผิดหวังคือ
รัฐสภาไทย, รัฐบาล, พรรคการเมือง แม้แต่
สส., สว. จำนวนมาก ไม่ให้ความสำคัญกับวาระ 94 ปี 24
มิถุนายน 2475 เท่าที่ควรจะเป็น
พวกเขาลืมการก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นจุดกำเนิดของระบอบรัฐสภาและรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย
สถานะที่เขาเป็นอยู่ปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นจากไหน?
หรือพวกเขาคิดว่ามันลอยมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า
สถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
โดยไม่มีการรำลึกถึงเหตุการณ์ 94 ปี ของผู้ก่อการคณะราษฎร 2475
ในข้อเรียกร้องของ
คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ที่มี 4 ข้อนั้น
ความสำคัญของประวัติศาสตร์รำลึก 24 มิถุนายน 2475 เป็นข้อแรกที่ถูกลดความสำคัญจากวันชาติ หลังรัฐประหารปี 2500
แต่ยังควรเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยอย่างประเทศที่มีอารยธรรมและเคารพความจริง แต่นี่กลายเป็น เพียงวาระประชาชนรำลึกเท่านั้น
ไม่เป็นวาระของรัฐไทยอีกแล้ว
พร้อมกันนั้นเราจะพบการเขียนประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนความจริง
ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองกลายเป็นผู้ร้าย
แต่กบฏบวรเดชกลับกลายเป็นพระเอก โดยการลบสัญลักษณ์ ชื่อผู้ก่อการ
รูปแบบสถาปัตยกรรมชุดคณะราษฎรออกให้หมด
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อมาแล้วตามลำดับ
แต่เราอ่านเจตนาของฝ่ายจารีตที่จะลบทำลายประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร ก็นำมาสู่ความเสี่ยงว่า แม้แต่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่มีสัญลักษณ์ของผู้ก่อการคณะราษฎรที่ฐาน
และมีพานทูลเกล้าถวายรัฐธรรมนูญให้ลงพระปรมาภิไธยก็อาจถูกทุบทิ้ง
ส่วนข้อเรียกร้องทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน
ซึ่งถ้าไม่ทำก็จะเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่แม้จะค่อนข้างจอมปลอมก็ตาม คือปัญหาการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่บ่งชี้ว่าไม่สุจริต
มีการจัดการด้วยการใช้ผลประโยชน์เงินทองเข้ามาจัดการอย่างมีแผนการ
ทำให้การเลือกตั้งตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องไม่ชอบธรรม รัฐบาลและรัฐสภาก็มาอย่างไม่ชอบธรรม นี่คือการทำลายยิ่งกว่าการทำรัฐประหาร
ฉีกรัฐธรรมนูญ เขียนรัฐธรรมนูญใหม่
และแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสียอีก โดยใช้อำนาจอิทธิพลนักการเมืองและเงินทอง ยึดอำนาจประเทศไทยเสียงเอง ไม่ต้องใช้กำลังทหาร
ปัจจุบันประเทศไทยก็จะมีทั้งทุนเทา รัฐสภา
และสว.สีเทา
รัฐบาลก็เป็นสีเทา
ข้าราชการก็สีเทาจนสีดำ
สุดท้ายในการทำรัฐธรรมนูญใหม่
ถ้ายังคงวิญญาณเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2560 และไม่ยึดโยงกับประชาชน ก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญต่อเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560
พัฒนาอย่างพวกจารีตอำนาจนิยมที่เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน นั่นเอง
ดิฉันมองไปข้างหน้าระยะใกล้นี้ มองไม่เห็นท้องฟ้าแจ่มใส เห็นแต่สีเทาของฝุ่นมืดขึ้น ๆ ตามลำดับ
