‘ณัฐพงษ์’ เปิดวิสัยทัศน์ TH-AI ประชาชน ชี้ลงทุน AI ต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ซื้อ ต้องต่อยอดเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก หากไทยอยากร่วมห่วงโซ่ ต้องขึ้นรถไฟให้ถูกขบวน
วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน จัดงานเสวนา ‘AI ประชาชน’ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นพร้อมแสดงวิสัยทัศน์นโยบายดิจิทัลและ AI ของพรรคประชาชน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในวงการดิจิทัลและ AI พร้อมประชาชนที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนอย่างคับคั่ง
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมบรรยายเปิดงานในหัวข้อ ‘TH-AI ในระเบียบโลกใหม่’ โดยระบุว่าแผน AI ของประเทศควรจะเป็นหน้าที่ของกรรมการ AI แห่งชาติ ที่นายกฯ เป็นประธานเป็นคนเขียน แต่บอร์ด AI ประชุมครั้งสุดท้ายก็คือสมัยรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร จนถึงวันนี้บอร์ด AI ยังไม่เคยทบทวนแผน AI ขณะที่รัฐมนตรีดิจิทัลฯ กำลังดัน TH-AI Passportอย่างเต็มที่
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าพรรคประชาชนมีโอกาสได้เข้าไปร่างแผน AI แห่งชาติใหม่ วัตถุประสงค์ของแผน AI แห่งชาติที่ดีควรมีวัตถุประสงค์สามประการหลัก คือ
1. การเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง แม้โครงการ TH-AI Passport จะมีประโยชน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 1,500 ล้านบาทกำลังลงไปกับค่าใช้จ่ายในการซื้อ ไม่ได้เป็นการสร้าง ดังนั้น ถ้าจะลงทุนเรื่อง AI ในประเทศสักอย่างโดยใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท ควรจะต้องสามารถเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างได้
2. การลงทุนควรขยายผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นได้ การลงทุน AI ไม่ควรได้แค่ Chatbot มาตอบคำถาม แต่ควรขยายผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้
3. การสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยในพลวัตโลกใหม่ ขณะที่เพื่อนบ้านกำลังแซงไทย มหาอำนาจก็พยายามบีบให้ประเทศไทยและประเทศอื่นต้องเลือกข้าง โจทย์คือถ้าจะกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับ AI ควรทำอย่างไรให้การลงทุนสามารถทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ทางนโยบายและตัวเลือกมากยิ่งขึ้น
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การมีแผน AI แห่งชาติที่ดีต้องตอบวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ข้อนี้ ไม่ว่าจะห่วงโซ่อุปทานหรือห่วงโซ่มูลค่าของ AI มีขนาดที่ใหญ่มากและลึกมาก ตั้งแต่พลังงาน ดาต้า โมเดลต่างๆ จนมาเป็นแอปพลิเคชัน โดยหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวถึงรายละเอียดว่า
“ในห่วงโซ่อุปทานต่างๆ เหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้องเก่งทั้งหมด แต่เลือกเก่งให้ถูกจุด นี่คือสิ่งสำคัญที่เรียกว่า ‘ยุทธศาสตร์’ คำว่ายุทธศาสตร์คืออะไร คือรู้ว่าควรจะต้องลงทุนในจุดไหน ทำในเรื่องไหน ที่ทำให้เรามีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้นได้”
AI สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชั้น คือพลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้า อัลกอริทึม และแอปพลิเคชัน
1. พลังงานสะอาด AI ต้องใช้พลังในการประมวลผลมาก ดาต้าเซ็นเตอร์ก็มีมาตรฐานใหม่คือ RE100 ต้องใช้พลังงานสะอาด 100% เพื่อนำมาป้อนให้กับ AI โมเดลในอนาคต บทบาทของไทยทางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ประเทศไทยสามารถเป็น ‘ปลั๊กไฟที่สะอาด’ ให้กับอาเซียนได้ เราไม่ควรเอาเงินลงทุนจากดาต้าเซ็นเตอร์ หรือจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทชั้นนำจะมาลงทุนในประเทศเป็นผลงานใหญ่โตแล้วไปบดบังยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นคือการวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอย่าลืมว่านอกจากดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ทุกโรงงานต่อจากนี้ในอนาคต ทุกสินค้าที่ผลิตในภูมิภาคอาเซียนเพื่อส่งออกไปสหภาพยุโรปหรือประเทศอื่นที่มีกำแพงภาษีคาร์บอน ต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาดทั้งสิ้น ใครที่มีพลังงานสะอาดที่ถูก เสรี และเป็นธรรมกับประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้า ย่อมได้เปรียบมากกว่า
ณัฐพงษ์ระบุว่าตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Nord Pool หรือการซื้อขายพลังงานข้ามพรมแดนกันได้ เริ่มจากนอร์เวย์ที่เปิดเสรีพลังงานในประเทศ จากนั้นก็มีประเทศในกลุ่มนอร์ดิกเข้าร่วม ปัจจุบันในสหภาพยุโรปมี 16 ประเทศที่สามารถซื้อขายพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดนกันได้แล้ว และยังมีอีกหลายภูมิภาคบนโลกที่ทำเรื่องนี้แล้ว ซึ่งประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน
2. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับขบวนรถไฟ ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมมีขนาดใหญ่มาก เพียงแต่วันนี้ประเทศไทยควรจะต้องเลือกขึ้นให้ถูกขบวนและเลือกส่งเสริมให้ถูกคัน
สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดตอนนี้คือ Photonics หรือการส่งสัญญาณถึงกันด้วยแสงของชิปซีพียู และมีบริษัทหนึ่งในประเทศประเทศไทย คือ Fabrinet ที่เก่งในเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในเรื่องการทำ optical module (อุปกรณ์ส่งสัญญาณแสง) ซึ่งต่อไปชิปที่ผลิตออกมาก่อนที่จะนำไปประกอบลงในแผงวงจรและดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องนำ optical module มาประกบ
กำลังการผลิตเกือบ 100% ของ Fabrinet ตั้งอยู่ในประเทศไทย และกินส่วนแบ่งในตลาดโลกเยอะมาก 3 ปีที่ผ่านมากำไรโตขึ้นปีละ 133% ดังนั้น เมื่อ AI ในอนาคตชิปแต่ละตัวสื่อสารกันด้วยแสง และประเทศไทยมีบริษัทที่เก่งอยู่แล้ว โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยน่าดึงดูดมากกว่าการเป็นแค่ฐานการผลิต
3. ข้อมูล ณัฐพงษ์กล่าวถึงความจำเป็นที่ AI ต้องใช้ข้อมูลที่ดี แต่ก็ยังมีความกังวลเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลเช่นกัน
“วันนี้เราบอกว่าเราสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยีไปให้แพลตฟอร์มต่างประเทศหมด แต่ความหมายก็คือ ถ้าเราเป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง มีข้อมูลบางอย่างที่มันมีมูลค่าสูงๆ ที่มีแต่หน่วยงานของไทยเข้าถึงได้ เป็นของตัวเอง เท่ากับว่าถ้าเราสร้างอธิปไตยทางข้อมูลของตัวเองได้ เรากำลังจะสร้างอธิปไตยทาง AI ของตัวเองได้ แล้วอธิปไตยทาง AI ของตัวเราเองก็หมายถึงความมั่นคงของประเทศ”
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยประการแรกที่ต้องมีก่อนคือกรอบกฎหมาย การวางกรอบกฎหมายที่ดีจะเป็นเกราะคุ้มกันอำนาจอธิปไตยทาง AI ตอนนี้ประเทศไทยมีกฎหมาย PDPA เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเทียบเคียงได้กับ GDPR ของสหภาพยุโรป แต่สหภาพยุโรปก็มีกฎหมายที่ส่งเสริมเศรษฐกิจข้อมูลให้เกิดขึ้นด้วยคือ Data Act ซึ่งใจความสำคัญคือการทำฐานข้อมูลที่มีมูลค่าสูงในทางเศรษฐกิจ อย่างข้อมูลทางด้านการเงิน สุขภาพ การศึกษา การเดินทาง ให้นักวิจัยเอกชนและหน่วยงานรัฐสามารถนำฐานข้อมูลนี้ไปสร้างโมเดล AI ได้
หากประเทศไทยมีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากมายมหาศาล เฉพาะข้อมูลทางการเงิน ถ้าเปิดให้เสรีมากขึ้นโดยยึดหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีการศึกษามาแล้วว่าจะสามารถทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 2-3% ต่อจีดีพี หรือข้อมูลในเรื่องการเดินทาง หากรู้เส้นทางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายว่าไปที่ไหนบ้าง จะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมได้ว่ามีนักท่องเที่ยวประเภทไหนบ้าง ซึ่งไม่ใช่การติดตามบุคคลแต่เป็นการติดตามในภาพรวม ขณะเดียวกันข้อมูลการเดินทางก็สามารถนำมาใช้ในการจัดการภัยพิบัติ การจัดการผังเมือง การเดินทาง ธุรกิจค้าปลีกได้
4. อัลกอริทึม ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องไปพัฒนา LLM แข่ง แต่เลือกทำโมเดลบางอย่างที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ในประเทศไทยมากกว่าได้ เช่น AI อ่านภาพถ่ายดาวเทียม นำมาใช้ในการจัดการน้ำท่วมและตรวจจับการทำการเกษตรแบบเผา การบุกรุกป่าแบบเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน และที่ณัฐพงษ์ย้ำว่าน่าสนใจคือ จะเป็นเรื่องดีถ้ามี AI เข้าใจภาษาราชการไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. กฎกระทรวง ระเบียบต่างๆ ที่มีเป็นหมื่นฉบับ
“ถ้า กพร. หรือสำนักงานพัฒนาระบบราชการ ต้องการจะเปลี่ยนข้อมูลจากกระดาษเป็นแอปฯ ทุกวันนี้ไม่มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มานั่งเขียนโค้ดเองแล้ว ไม่มี หาก AI เข้าใจกระบวนการของรัฐทั้งหมด ผ่านการเรียนรู้ภาษากฎหมายในระบบราชการทั้งหมด รู้ด้วยอะไรถูกอะไรผิด รู้ด้วยกระบวนการภายในเป็นยังไง ต่อไปเราจะประหยัดค่าเขียนแอปฯ ของรัฐได้ขนาดไหน ไม่ต้องมี TOR มาจ้างบริษัทใหญ่ๆ มาเขียนแล้ว เอาเจ้าของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าใจกระบวนการตัวเอง prompt ออกมาเองเลย”
5. แอปพลิเคชัน ทุกอย่างที่ตนพูดจะเปล่าประโยชน์ถ้าไม่เกิดการนำไปใช้จริง ซึ่งสิงคโปร์มีตัวอย่างที่เริ่มใช้แล้วคือ AI ภาครัฐที่เข้าใจกระบวนการภายในระบบราชการบางอย่าง ให้เจ้าหน้าที่รัฐนำ AI มาช่วยในการทำงานได้ ตัวอย่างที่สหราชอาณาจักรก็มีการตั้งกองทุนสนับสนุนให้มีการพัฒนา AI โมเดลของตัวเองขึ้นมา ถ้าประเทศไทยปูพื้นฐานชั้น 1-4 แล้วตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา ภาคเอกชนและสตาร์ตอัปต้องการทุนในการทำอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ทุนที่ตั้งขึ้นมาไม่มีใครเข้ามาขอ เพราะชั้น 1-4 ยังสะเปะสะปะอยู่
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า สุดท้ายที่น่าสนใจมากคือการทำ AI จับโกง ทุกวันนี้ LLM ทำให้การจับโกงไปไกลกว่าเดิมอีกขั้นนึง จากเดิมที่เป็น logic-based เช่น ถ้าระยะเวลาในการเปิดประมูลน้อย ผู้เข้าแข่งขันน้อย ราคาชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางแค่ 1% ก็มีความน่าสงสัย แต่เดี๋ยวนี้การโกงผ่าน TOR ไม่ว่าจะเป็นการล็อกสเป็ก ผู้รับจ้าง ล้วนเป็นภาษามนุษย์ การนำคนไปตรวจ TOR ทุกฉบับทุกโครงการเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามี AI ที่อ่าน TOR เป็น การจับโกงก็ทำได้ง่ายขึ้น เพราะ AI เริ่มเข้าใจภาษามนุษย์มากขึ้นแล้ว
ณัฐพงษ์สรุปแผน AI ของพรรคประชาชนว่า “อยากให้ทุกคนเห็นภาพ ว่าแผน AI แห่งชาติสำหรับผมและพรรคประชาชน ไม่ได้หมายถึงแค่การซื้อของจากต่างประเทศมาแจก คิดถึง 3 วัตถุประสงค์หลักด้วยกัน ทำอย่างไรให้เราเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง ทำอย่างไรให้เกิดการต่อยอดไปอุตสาหกรรมอื่น ทำอย่างไรที่เพิ่มอำนาจต่อรองของไทยบนเวทีโลกต่อไปในอนาคต”
“ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ภาพทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ ส่งเสริมนักผู้ประกอบการไทย ภาครัฐก็ได้ประโยชน์ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเราได้ด้วย อันนี้ก็เป็นภาพทั้งหมด”
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่าสก69















