‘ณัฐชา’ ซัด พม. ลดสวัสดิการประชาชนทุกรายการ แต่กลับเพิ่มเงินบริหารจัดการ
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยวิจารณ์ถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ปรับลดงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนแต่กลับเพิ่มงบประมาณในการบริหารจัดการ
ณัฐชากล่าวว่า เงินในแต่ละปีที่พี่น้องประชาชนได้รับ มีอยู่ไม่กี่อย่างที่เป็นงบประมาณที่จะส่งตรงไปถึงพี่น้องประชาชน หนึ่งในนั้นคือเงินเด็กเล็กถ้วนหน้า ที่พรรคประชาชนต้องการผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ถ้วนหน้าเสียที
สำหรับเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ในงบประมาณปีที่ผ่านมาได้รับอยู่ที่ 16,267 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ลดลงมาเหลือ 15,810 ล้านบาท สะท้อนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่เพื่อนสมาชิกทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ต้องการร้องขอเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้ถ้วนหน้า หรือต้องเพิ่มเติมอีกเท่าไร เพราะการจ่ายแบบปัจจุบันนั้นตกหล่น โดยรายงานของ UNICEF ระบุว่า เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าตกหล่นไปถึง 53% โดยในตัวเลขดังกล่าวมีอยู่ถึง 34.4% เป็นเด็กที่ยากจนที่สุด ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่สามารถสานต่อความถ้วนหน้าและแก้ปัญหาการตกหล่นเหล่านี้ได้
งบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ใช้ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ปีนี้ได้งบประมาณ 26,331.53 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมา 1,954 ล้านบาท โดยทุกหน่วยรับงบประมาณเกินครึ่งมีจำนวนเงินลดลง ทำงานกันอย่างไร เพราะเงินที่หายไปนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระทรวงที่โอบรับ เป็นฟูกรองชีวิต ให้ล้มได้แต่ไม่เจ็บ แต่ในวันนี้งบประมาณกลับหายไป
หากจำแนกตามประเภทของงบประมาณ จะมีงบบุคลากรเพิ่มขึ้นอยู่ประเภทเดียว คือ 193 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบช่วยบุคลากรทำงาน ซึ่งงบส่วนดังกล่าวสามารถปรับลดได้ตามความเหมาะสม หากเห็นว่าภารกิจงานไม่มีแล้ว เนื่องจากเงินถูกปรับลดไปกว่า 1,954 ล้านบาท โดยการจ้างเหมาบุคลากรไปช่วยปฏิบัติงาน ในปี 2570 ได้งบประมาณไปกว่า 154 ล้านบาท นอกจากจะจ้างคนมาช่วยทำงานแล้ว ยังมีการจ้างเหมาบริการอีก 199 ล้านบาท และยังมีค่าทำงานนอกเวลาอีก 18 ล้านบาท ซึ่งยังดีที่ลดลงจากปีที่แล้ว 70 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 ได้มีการขอซื้อน้ำมันไป 106.56 ล้านบาท และในปีนี้ที่ต้องประหยัดพลังงาน ค่าน้ำมันอาจจะเบิกไม่ได้ จึงต้องจัดงบประมาณผูกพันอีก 5 ปี โดยเช่ารถไฟฟ้า 263.61 ล้านบาท ถึงแม้จะเริ่มต้นในปีนี้แค่ 39.54 ล้านบาท แต่ก็จะเริ่มผูกพันตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งคือสิ่งที่ตนไม่อยากให้เกิดขึ้น ตนจึงอภิปรายในวาระหนึ่งว่า เงินที่ส่งตรงไปถึงมือของประชาชนตกหล่น ขาดแคลน แล้วเงินที่เหลืออยู่ถูกนำไปจ่ายกับค่าอะไรบ้าง
และยังมีงบประมาณในการซื้อคอมพิวเตอร์ โดยงบประมาณปี พ.ศ. 2569 ซื้อคอมพิวเตอร์กว่า 140.12 ล้านบาท ซึ่งตนก็สงสัยว่า เทคโนโลยีใหม่ บุคลากรอาจจะต้องการใช้ พอกระทรวงทำแอปพลิเคชันมาเยอะ อาจจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ไปควบคุม จึงต้องซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มอีก 283.26 ล้านบาท ในปีที่เงินของพี่น้องประชาชนขาดแคลน
จากที่ตนกล่าวมาข้างต้น คืองบที่เป็นของฝ่ายทำงาน แต่หากพูดถึงงบที่จะส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นงบสำคัญ กลับลดลง
“เงินสำนักปลัดสงเคราะห์ไปยังสถานสงเคราะห์ต่างๆ ลดจาก 7 ล้านบาท ต่อปี เหลือล้านเดียว ท่านลองดูนะครับ เงินช่วยเหลือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่แล้วได้ 114 ล้าน ปีนี้สถานการณ์ก็ไม่เหมือนเดิม แต่งบประมาณลดลงแน่นอน ลดจาก 114 ล้าน เหลือ 108 ล้าน”
ในส่วนของเงินซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ ในแต่ละปีปกติจะตั้งเป้าหมายไว้กว่า 10,000 หลัง แต่ปีนี้ลดเป้าหมายเหลือเพียง 5,000 หลังเท่านั้น รัฐบาลอาจจะบอกว่าเงินต่อหลังนั้นเพิ่มขึ้น จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายลดลง แต่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าจะเอาเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ จะเอาอย่างไรต่อไป แล้วคนที่เข้าคิวอยู่จะต้องทำอย่างไร
“เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน กลุ่มคนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน คนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถช่วยเหลือได้ 3,000 บาท นี่วันนี้ปีนี้งบประมาณ 70 ลดจาก 204 ล้านต่อปี เหลือ 150 ล้าน”
ในส่วนของเงินด้านสตรี ลดจาก 5.7 ล้านบาท เหลือ 2.4 ล้านบาท เงินสนับสนุนองค์กรสตรี สถาบันครอบครัวต่างๆ ได้จาก 4 ล้านบาท ลดลงเหลือ 2 ล้านบาท เงินช่วยเหลือฉุกเฉินกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน จาก 204 ล้านบาท เหลือ 150 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือคนพิการ จาก 13 ล้านบาท เหลือเพียง 1.2 ล้านบาทเท่านั้น ข้าราชการและพนักงานจ้างเหมาที่อยู่เต็มกระทรวง ก็ไม่มีงานทำ เพราะมีงบประมาณเพียงเท่านี้
ในเรื่องที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน มีอยู่สองหน่วยงานที่ดูแลเรื่องดังกล่าว ก็คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ที่ดูแลบ้านมั่นคง บ้านพอเพียง บ้านที่ถูกไฟไหม้ หรือบ้านริมคลอง ที่ของบประมาณไป 1,814 ล้านบาท แต่ได้งบประมาณมา 1,396 ล้านบาท ซึ่งนอกจากถูกตัดงบประมาณแล้ว ยังจะต้องไปทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่อีก
ส่วน การเคหะแห่งชาติ ก็เข้าโครงการคนละครึ่ง ของบประมาณไป 1,008 ล้านบาท ได้งบประมาณมา 546 ล้านบาท ซึ่งต้องรอติดตามต่อไปว่าโครงการการเคหะที่กำลังต่อคิวรอซ่อม จะพังแค่ไหนในปี พ.ศ. 2570 ในยุครัฐบาลนี้
“ผมสงสัยจริงๆ ว่าเงินภาษีพี่น้องประชาชนจ่าย แต่ใครได้ประโยชน์กันแน่ เงินช่วยเหลือฉุกเฉินคนพิการที่ถูกปรับลดไป 11.8 ล้าน แต่ว่ามันดันมีโครงการ IT Data Center พุ่งทะยานสูงขึ้น 54 ล้าน เงินสำนักปลัดที่ไปช่วยคนไร้ที่พึ่ง ลดไป 24 ล้าน แต่ไปมีงบประมาณเช่ารถใหม่ อีก 39 ล้าน เงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้กับคนยากคนจนที่เกิดปัญหาปัจจุบันทันด่วน เร่งด่วน ต้องได้รับการช่วยเหลือ ลดทันที 54 ล้าน แต่ไปมีเงินซื้อคอมใหม่ในปีเดียวกัน 47 ล้าน เพราะเงินที่ประชาชนต้องได้รับลดลงทุกรายการ แต่เงินที่อำนวยความสะดวกให้กับการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นทุกรายการ จนเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในกระทรวงไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร”
นอกจากนี้ ณัฐชายังกล่าวถึงนักสังคมสงเคราะห์ที่ประเทศไทยขาดแคลน โดยอยู่ที่ 2.14% ต่อประชากร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 12.8% โดยกระทรวงได้ให้งบประมาณ 1.4 ล้านบาทเท่าเดิม ซึ่งจะแก้ปัญหาไปในทิศทางไหนได้ นักสังคมสงเคราะห์จะทำงานอย่างไรให้เต็มประสิทธิภาพ
ณัฐชากล่าวปิดท้ายว่า วันนี้กระทรวง พม. ต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากผู้ที่เป็น Operator ที่เป็นผู้ทำเอง บริหารเอง ปฏิบัติหน้าที่เอง แต่ไม่ทั่วถึงและไม่ถ้วนหน้า จะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น Regulator เป็นผู้กำกับว่าจะให้ใครดูแลกลุ่มเป้าหมายต่างๆ และถูกหลักหรือไม่ ให้ทั่วถึง เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายงบ70 #พรบงบประมาณ #งบ70
