วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569

"หมอเหวง" แสดงความเห็นต่างในฐานะมิตร ในขบวนการประชาธิปไตยประชาชน

 


"หมอเหวง" ขอแสดงความเห็นต่างในฐานะมิตรในขบวนการประชาธิปไตยประชาชน


อย่าเอาสงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประธานเหมาเข้ามาเกี่ยวข้องเลย


เหมาเจ๋อตง ว่าด้วย “แนวร่วมประชาชาติ” เป็นการประสานใช้ “ลัทธิมาร์กซ-ลัทธิเลนิน”เข้ากับความเป็นจริงของการปฎิวัติประเทศจีนในสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นก่อสงครามรุกรานยึดครองประเทศจีน


เป้าหมายของเหมาเจ๋อตง ก็คือ “สามัคคีประชาชาติจีนทั้งมวล เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น” ดังนั้น แม้แต่เจียงไคเช็คที่เป็น ปฏิปักษ์กับพรรคอมมิวนิสต์จีน ต้องรบกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งอำนาจรัฐเหนือประเทศจีน

 

แต่เมื่อมีการรุกรานยึดครองของ ศัตรูต่างชาติ ก็จำเป็นที่จะต้อง ยุติความขัดแย้งระหว่างกันไว้ชั่วคราว เพื่อร่วมมือกันสู้รบต่อต้านขับไล่ศัตรูต่างชาติให้พ้นไปจากประเทศจีนเสียก่อน


เรื่องเช่นนี้ ไม่ต้องใช้ลัทธิมาร์กซ ไม่ต้องใช้ลัทธิเลนิน หรือไม่ต้องใช้ลัทธิอะไรทั้งสิ้น ใช้สามัญสำนึกของประชาชนประเทศนั้น ก็สำนึกรู้ได้อย่างง่ายดายแล้วครับ


ยกเว้นเป็นพวกที่ ทรยศกบฏชาติ ทำตัวเป็นสมุนรับใช้ต่างชาติเท่านั้นครับ ที่ยังมุ่งหน้าในการที่ฆ่าฟันกันเองให้ยับเยินไปก่อน ที่จะร่วมมือกันขับไล่ต่างชาติผู้รุกรานยึดครอง

 

เพียงเพื่ออธิบายเรื่อง “สร้างแนวร่วมให้กว้างขวางที่สุด เพื่อทำลายศัตรูตัวที่ร้ายที่สุดให้ได้ก่อน” ไม่ต้องถึงกับ อ้างอิง ทฤษฎี เหมาเจ๋อตง ให้ดูเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ จนสามัญชนคนทั่วไป เกิดอาการชงักงัน ไม่กล้าถกเถียงโต้แย้งเลยครับ ความคิดธรรมดาสามัญทั่วไปก็คิดออกบอกกันได้ทุกคนอยู่แล้ว

 

แต่ที่ต้องระวังให้มากที่สุดคือ


“อย่าตัดตีนให้เข้ากับเกือก แต่ต้องตัดเกือกให้เข้ากับตีน”


ขออภัยที่ใช้ภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่เป็นภาษาที่หยาบคายแต่เป็นภาษา สามัญชน

 

กรณีของประธานเหมา เป็นกรณีของ สงครามประชาชาติ เป็นเรื่องที่ต้องสามัคคีทุกคนในชาติ ไปรบกับญี่ปุ่น แต่ของไทย ในขณะนี้ ไม่มีสงครามรุกรานยึดครองของต่างชาติ

 

แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดทางการเมืองเป็นของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

 

ดังนั้นจึงไม่มีต่างชาติที่ไหนเป็นศัตรู


แต่เป็นกลุ่มคนที่เป็นคนไทยด้วยกัน นี่แหละครับ


ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ต้องการให้อำนาจในมือที่พวกกลุ่มตนยึดกุมเอาไว้หลุดมือไปเป็นของประชาชน และการต่อสู้ก็ไม่ใช่การสู้รบเข่นฆ่ากันให้ตายพินาศยับเยินกันไปข้างใดข้างหนึ่ง


เพียงแต่เป็นการช่วงชิงการสนับสนุนทางการเมืองจากประชาชนให้ได้จำนวนข้างมากเด็ดขาดเท่านั้น

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปจับมือคล้องแขนกันกับคู่ตรงข้ามทางการเมืองของตนเพื่อไปทำลายศัตรูต่างชาติ

 

แต่เป็นเรื่องที่จะต้องทำให้ประชาชนชัดเจนว่า ฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่มุ่งมั่นหนักแน่นชัดเจนในการสถาปนาอำนาจทางการเมืองสูงสุดให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเกิดขึ้นให้ได้ในประเทศนี้


การไปนำเอาบุคคลระดับสมองที่เคยเป็น สถาปนิก เป็นวิศวกรทางโครงสร้างการเมืองให้กับฝ่ายที่ทำการยึดอำนาจรัฐประหาร เอาอำนาจทางการเมืองของประชาชนไปเป็นของกลุ่มทหารเผด็จการหยิบมือเดียว มาทำหน้าที่สำคัญให้กับผู้สมัครผู้ว่ากทม.ของพรรค

 

จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและกังขาเป็นอย่างยิ่งว่า แล้วที่พรรคการเมืองพรรคนี้ประกาศเป็นธงการเมืองสูงเด่นว่า

 

“ต้องการสถาปนาอำนาจทางการเมืองสูงสุดของประเทศนี้ให้เป็นของประชาชนนั้น มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่อย่างไร?”

 

และนี่เป็นเพียงการ แข่งขันกันในระดับ การเลือกตั้งผู้ว่า กรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเท่านั้น


พวกคุณยังลงทุนเอาบุคคลระดับปัญญาชนคนที่เคยเป็นสถาปนิกวิศวกรทางการเมืองให้กับคณะรัฐประหารมาเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมว่าที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพวกคุณเลยหรือครับ?

 

นี่คือ แก่นสำคัญของเรื่องในขณะนี้ครับ


อย่าไปเอา สงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประธานเหมาเข้ามาเกี่ยวข้องเลย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์