ประวัติศาสตร์การสลายชุมนุมคนเสื้อแดง
เมษา - พฤษภา53
ผ่านประสบการณ์
ทัศนะ ความรู้สึก นพ.สลักธรรม โตจิราการ
เมื่อ
5 ปีที่แล้ว #วาระรำลึก11ปีเมษาพฤษภา53
ลิ้งค์ยูทูป
: https://www.youtube.com/watch?v=p6UOCTYaRO8
สวัสดีครับ
วันนี้ผม นพ.สลักธรรม โตจิราการ จะขออนุญาตมาบอกเล่าประสบการณ์ ถึงเรื่องที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม
2553 เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เนื่องในวาระครบรอบ 11 ปี ของเหตุการณ์การชุมนุมปี 2553
ในตอนนั้นผมก็จะขอเล่าให้ฟังสักเล็กน้อยนะครับว่าช่วงตั้งแต่เดือนมีนาคมปี
2553 ก็เป็นช่วงที่ผมเพิ่งจะเรียนจบคณะแพทย์ศาสตร์พอดี
แล้วก็เป็นช่วงที่รอเริ่มไปทำงานที่โรงพยาบาลสระบุรี ในตอนนั้นเพื่อน ๆ
ของผมคนอื่น ๆ
ซึ่งก็ไม่ได้มีความสนใจทางการเมืองก็ใช้เวลาไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่อย่างเต็มที่
เพราะรู้ว่าหลังจากที่เรียนจบแล้วและเริ่มทำงานก็จะต้องทำงานกันหนัก
แต่ว่าในตอนนั้นผมก็ได้ใช้เวลาในส่วนนั้นก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุม
ซึ่งต้องบอกว่าการที่เราจะเตรียมการเพื่อจะรับรองการชุมนุม
มันได้เตรียมการกันมาตั้งแต่ช่วง มกรา-กุมภา จนมาถึงเดือนมีนาคม เพื่อที่จะรองรับผู้ชุมนุมซึ่งในตอนนั้นทาง
นปช. ก็มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก
ผมเองก็ได้ช่วยคุณพ่อผม
(หมอเหวง โตจิราการ) ซึ่งในตอนนั้นได้รับมอบหมายจากทาง นปช. ให้ดูแลในเรื่องของปัญหาทางสุขภาพอนามัยของผู้ที่มาร่วมชุมนุม
โดยในด้านหนึ่งก็จะมีการประสานกับหน่วยพยายาลต่าง ๆ
ในพื้นที่ของการชุมนุมซึ่งก็จะมีหลายหน่วยมาก
ในอีกด้านหนึ่งก็คือประสานงานกับกลุ่มที่เป็นหน่วยดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน
ซึ่งในตอนนั้นผมจำได้เลยว่าคุณพ่อผมได้เดินทางไปคุยกับทางศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินของกระทรวงสาธารณสุข
บริเวณถนนติวานนท์
และได้ประชุมกับระดับหัวหน้าของศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินในตอนนั้นด้วย
หลังจากนั้นเมื่อเริ่มมีการชุมนุม
ผมก็อยู่ในพื้นที่ชุมนุมบ้าง
ได้รับมอบหมายว่าให้ช่วยประสานงานกับบรรดาหน่วยพยาบาลต่าง ๆ ถ้ามีอะไรที่ขาดเหลือจะได้แจ้งกับทางส่วนกลางเพื่อที่ว่าทางส่วนกลางสามารถที่จะสนับสนุน
ก็จะได้นำสิ่งของไปสนับสนุนให้กับทางหน่วยพยาบาลเหล่านั้นเพิ่มเติม ซึ่งการชุมนุมก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย
“สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ” ในตอนนั้นผมก็ได้เดินทางไปรอบ ๆ ในพื้นที่ชุมนุม
ซึ่งเท่าที่ผมเห็นในตอนนั้นผมก้ไม่พบเห็นว่ามีอาวุธยุทโธปกรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นเลย
ฉะนั้นผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีการใช้ความรุนแรงของอาวุธสงครามมาจากทางกลุ่มผู้ชุมนุม
ทีนี้ในช่วงนั้นผมก็เข้านอกออกในพื้นที่ชุมนุมอยู่เรื่อย
ๆ ดังนั้นก็มีเหตุการณ์ที่ผมได้เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องที่สองก็คือ
ถ้าท่านจำกันได้ก็คือว่าการที่กลุ่มผู้ชุมนุมเขาต้องการที่จะประท้วงด้วยการเจาะเลือดเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเรายินดีที่จะเสียเลือดเสียเนื้อ
แต่ไม่ต้องการที่จะเสียเลือดเสียเนื้อในลักษณะของการบาดเจ็บหรือการเสียชีวิตจากการถูกปราบปรามหรือปะทะนองเลือด
ก็เลยได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนนำเสนอแนวคิดเรื่องของการเจาะเลือดเพื่อแสดงออกถึงการประท้วง
ซึ่งในตอนนั้นผมก็เข้าไปดูเพื่อให้การเจาะเลือดในพื้นที่ชุมนุมในตอนนั้นเป็นไปอย่างเรียบร้อยปลอดภัยไม่เป็นอันตราย
ปรากฏว่าจากการที่ผมเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม
และปรากฏว่าเสื้อกาวน์ตัวหนึ่งที่ผมใส่เข้าไปมันมีตราคล้าย ๆ
กับตราสัญลักษณ์ของทางกาชาดด้วย ในตอนนั้นก็มีการโจมตีผมอย่างหนัก
แล้วก็มีความพยายามในการที่จะเล่นงานผมหลายด้าน
ซึ่งความพยายามหนึ่งคือต้องการที่จะเล่นงานเพื่อไม่ให้ผมได้รับปริญญาบัตรแพทยศาสตร์บัณฑิตเลยด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นผมก็คิดว่า โอเค
ถ้าเกิดว่าทางคณะแพทยศาสตร์ที่ผมเรียนอยู่เขาไม่ต้องการที่จะมอบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตให้ผมจริง
ๆ ผมไม่เอาก็ได้นะ ผมมีสิทธิ์ที่จะไปทำอาชีพอื่น หรือไปเรียนอย่างอื่น
แล้วก็มีสมอง มีสองมือ ในตอนนั้นก็กลายเป็นกระแสในคณะแพทยศาสตร์แห่งนั้น
ที่ต้องการที่จะไม่ให้ผมได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต
ซึ่งถ้าผมไม่ได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ในตอนนั้นถึงจะสอบผ่านการสอบของทางแพทยสภาแล้วก็ตาม
ผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นหมอ
ตอนนั้นเพื่อนที่โทรมาหาผมเพื่อที่จะบอกเล่าเหตุการณ์ที่มีความพยายามที่จะยับยั้งไม่ให้ผมได้รับปริญญาบัตร
และเขาก็ดูค่อนข้างที่จะตกใจ ผมก็ขอบคุณเพื่อนไปหลาย ๆ คน
ถึงแม้ว่าจะมีทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างจากผม
เขาก็ยังเห็นว่าไม่สมควรที่จะไม่ให้ปริญญาบัตรกับผม ผมก็ขอขอบคุณท่านเหล่านั้นไว้
ณ ที่นี้ ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
ซึ่งในอดีตก็เป็นแกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี และในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีจุดยืนทางการเมืองอาจจะตรงข้ามกับผม
แต่ผมก็จำได้นะครับว่าอาจารย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
ก็เป็นหนึ่งคนที่บอกว่าไม่ควรที่จะไม่ให้ปริญญาบัตรกับผม
ซึ่งข้อหาในตอนนั้นที่ผมโดนก็คือ ใสเสื้อกาวน์ที่มีตราสีแดงคล้าย ๆ ตรากาชาดไป
แต่ว่าพอมาดูในภายหลังก็พบว่าพอการชุมนุมของ
กปปส. ปี 2557
ปรากฎว่ามีบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนก็ได้ใช้ทั้งธงที่มีตราสัญลักษณ์กาชาดชัดเจนเลย
และใส่เสื้อที่มีตราสัญลักษณ์กากบาดสีแดงคล้าย ๆ กาชาดชัดเจน
มีการชูป้ายซึ่งใช้ถ้อยคำไม่สุภาพด้วยในการที่จะประท้วงรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์
ชินวัตร
ในตอนนั้นก็ไม่ได้มีการสืบสวนสอบสวนบุคลากรทางการแพทย์เหล่านั้นอย่างเป็นระบบแต่อย่างใด
สุดท้ายเรื่องก็ลงเอยโดยมีการเรียกผมไปตักเตือนที่คณะแพทยศาสตร์แห่งนั้น
แต่ว่าผมก็ยังได้รับมอบปริญญาบัตรแพทยศาสตร์บัณฑิต เป็นแพทย์มาจนถึงทุกวันนี้
มีเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่ผมมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องด้วยก็คือ
หลังจากวันที่ 10 เมษายนแล้ว วันรุ่งขึ้นถ้าจำไม่ผิดก็คือวันที่ 11 หรือวันที่ 12
เมษายน ในตอนนั้นทางสถาบันนิติวิทยาฯ ของโรงพยาบาลตำรวจ
ก็ได้เชิญตัวแทนทางกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปดูกระบวนการผ่าศพพิสูจน์
ซึ่งมันเป็นไปตามกฎหมายของไทยที่จะต้องมีการผ่าศพพิสูจน์เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อสำคัญว่าผู้ตายคือใคร?
สาเหตุของการเสียชีวิตคืออะไร?
และมีหลักฐานอะไรที่อาจจะพอที่จะช่วยชี้บ่งอย่างเช่นว่า
กระสุนที่ทำให้ผู้ตายเสียชีวิตมาจากทิศทางไหน? เข้าร่างกายทางไหน? ออกจากร่างกายจุดใด?
และมีเศษวัตถุพยานอะไรอยู่ในร่างกายบ้าง
ซึ่งในตอนนั้นทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ส่งอาจารย์สองท่าน
ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ก็คือ อาจารย์ชลน่าน ศรีแก้ว ในปัจจุบันนี้ท่านก็ยังเป็น สส.
อยู่ ตอนนั้นท่านก็เป็น สส. แล้วก็อาจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์
ปัจจุบันทั้งสองท่านก็ยังอยู่ในพรรคเพื่อไทยทั้งคู่ ส่วนผมเองก็ได้ติดตามอาจารย์สองท่านนี้เข้าไปดูกระบวนการในการผ่าศพพิสูจน์ด้วย
ในฐานะผู้ช่วยของอาจารย์ทั้งสองท่าน ซึ่งภาพของผู้เสียชีวิตในวันนั้นก็ยังอยู่ในใจของผมถึงทุกวันนี้
เท่าที่ผมจำได้ก็คือว่าศพของผู้เสียชีวิตจำนวนหลายศพมีการบาดเจ็บตรงบริเวณศีรษะ
นั่นก็แปลว่าถ้าเกิดว่าผู้ที่ทำการยิงมีจุดมุ่งหมายที่จะเอาชีวิต
เพราะว่าโดยทั่วไปแล้ว การที่คนเราจะใช้อาวุธปืนมาเล็งคนอื่น
โดยปกติแล้วก็มักจะเล็งบริเวณลำตัวซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่มีโอกาสที่จะยิงถูกได้ง่ายมากกว่า
แต่การเล็งบริเวณศีรษะแสดงว่ามีเจตนาถึงชีวิต
ผู้ที่ใช้อาวุธเหล่านี้ก็ต้องมีความสามารถ มีความแม่นยำในการใช้อาวุธที่สูงกว่าคนอื่นโดยทั่ว
ๆ ไป
ประเด็นที่สองก็คือว่า
กระสุนที่มีการใช้ในการยิง ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นกระสุนของปืนไรเฟิลที่มีความเร็วสูง
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีลักษณะของแผลที่มีความแตกต่างจากอาวุธชนิดที่เป็นปืนทั่ว ๆ
ไป ก็คือเช่นปืนพก ก็คือว่ากระสุนของปืนไรเฟิลที่มีความเร็วสูง 1)
กระสุนพวกนี้จะมีหัวแหลม จะมีความเร็วสูง
เพราะฉะนั้นพลังงานในการทะลุทะลวงจะสูงมาก 2) กระสุนของปืนเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระสุนขนาด
5.56 X 45
มิลลิเมตร ของมาตรฐานนาโต้ ซึ่งกองทัพไทยใช้อยู่มักจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ
ปรากฎการณ์ที่เรียกว่าการเกิดช่องว่างชั่วคราว
ก็คือว่าพอกระสุนทะลุเข้าไปในร่างกายก็จะเกิดการสั่นไหว
ทำให้เกิดช่องว่างชั่วคราวภายใน
ซึ่งช่องว่างชั่วคราวเหล่านี้มีเรี่ยวแรงอัดมหาศาลและความไม่มีเสถียรภาพของหัวกระสุน
ถึงแม้ว่าแผลเข้าจะเล็ก แต่ว่าแผลข้างในรวมถึงแผลทางออกก็มักจะมีขนาดใหญ่
โดยทั่วไปแล้วจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะพบว่ากระสุนปืนในกลุ่ม
5.56 X 45
มิลลิเมตร ที่ใช้กับปืนอย่างเช่น M16 หรือปืน TAVOR
ซึ่งใช้ในราชการของทหารไทยในเวลานั้น
จะทำให้เกิดช่องว่างภายในชั่วคราว
ลักษณะของแผลข้างในมีความรุนแรงมากกว่ากระสุนปืนอาก้า
ถึงแม้ว่าในทางนิติวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถระบุได้ชัดเจน 100%
ว่า จะเป็นกระสุนปืน M16 หรือว่ากระสุนปืนอาก้า
แต่ว่าถ้าในสายตาของคนที่พอจะมีข้อมูลบ้างก็อาจจะพอที่จะบอกได้ว่าแนวโน้มที่จะเป็นกระสุนปืนขนาด
5.56 X 45 มิลลิเมตร ซึ่งใช้กับพวกปืน M16 หรือปืน TAVOR แผลเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นกระสุนปืนขนาด
5.56 X 45 มิลลิเมตร มากกว่าจากกระสุนปืนขนาด 7.62 X
39 มิลลิเมตร ซึ่งใช้ในพวกปืนอาก้า
หรือว่าปืนเซกาเซของอดีตสหภาพโซเวียตหรือจีน
ถ้าดูแนวโน้มก็คือต้องบอกว่าผู้เสียชีวิตเหล่านี้มีโอกาสที่จะถูกยิงจากปืน
M16 หรือปืน TAVOR มากกว่าปืนอาก้าซึ่งมีข้อกล่าวหาว่ามีชายชุดดำใช้ปืนอาก้ามายิง
และเป็นเหตุให้คนเหล่านี้มีการเสียชีวิต มันอาจจะบอกไม่ได้ 100% ก็จริง แต่ว่าโดยแนวโน้มแล้ว ปืนมีแนวโน้มที่จะค่อนไปทางที่ใช้กระสุนขนาด
5.56 X 45 มิลลิเมตร อย่างเช่น M16
หรือปืน TAVOR มากกว่าปืนที่ใช้กระสุน 7.62 X 39 มิลลิเมตร อย่างปืนอาก้า
ในตอนนั้นผมก็คิดว่ามันเป็นภาพที่ผมไม่อาจจะลืมได้ไปจนสิ้นชีวิตของผมเลย
เพราะว่ามันเป็นภาพที่อเนจอนาถมากครับ
ผมคิดว่ามันไม่ควรที่จะต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์เหล่านี้ก็ยังเกิดขึ้นอีกจนได้จากการที่มีการปราบปรามซ้ำอีกครั้งหนึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมในปีเดียวกัน
จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 10 เมษายน เสียอีก
เรื่องราวของผมต่อจากนั้นก็คือว่า
ในช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม
ผมก็เริ่มที่จะต้องไปเตรียมไปทำงานที่โรงพยาบาลสระบุรีตามภาระของการต้องไปใช้ทุนจากการเรียนแพทยศาสตร์บัณฑิต
ตอนนั้นผมก็ยังกังวลอยู่เลยว่าต้องออกไปเริ่มเตรียมปฐมนิเทศและเตรียมไปทำงานที่สระบุรี
ผมก็ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์
ซึ่งเหตุการณ์ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันว่ามีการปราบปรามอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ ผมเองก็ได้ติดตามข่าวด้วยความกังวลใจมาโดยตลอด
ผมยังจำได้เลยว่าตอนวันที่
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง เสียชีวิตจากการถูกลอบยิงจากตึกบริเวณรอบ ๆ
สวนลุมพินี ในตอนนั้นก็เกิดข่าวลือขึ้นมาว่าผมเป็นคนพาคนที่ลอบยิง คือ
พล.ต.ขัตติยะ ขึ้นไปซุ่มอยู่บนตึกในบริเวณแถวนั้น
ในตอนนั้นผมก็ยังคิดเลยว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมอยู่ที่สระบุรี
ผมก็ยังพูดกับเพื่อน
ซึ่งในตอนนั้นมีทัศนะทางการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงเลยว่าคุณต้องเป็นพยานให้ผมนะ
ผมอยู่สระบุรี แล้วผมจะพาคนไปลอบยิง เสธ.แดง ได้อย่างไร?
หลังจากนั้นสถานการณ์ก็เข้มข้นขึ้นทุกวัน
ๆ ผมก็เฝ้าดูด้วยความกังวล จนถึงเช้ามืดของวันที่ 19 พฤษภาคม
ผมยังจำได้เลยว่าในตอนนั้นการติดต่อทางโทรศัพท์ก็ติดต่ออย่างยากลำบาก
เครือข่ายมือถือปกติในตอนนั้นถูกตัดสัญญาณหมด
การที่ผมจะติดต่อกับคุณพ่อต้องโทรเข้าไปมือถือที่เป็นระบบพิเศษ
ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น CDMA ล่ะมั้งครับ
ซึ่งตอนนี้เครือข่ายนี้ไม่มีบริการในประเทศไทยแล้ว ตอนนั้นผมก็ได้คุยกับคุณพ่อผม
คุณพ่อได้เล่าให้ฟังว่าสถานการณ์เริ่มเลวร้าย มีการที่ทหารเริ่มขยับเข้ามา
มีการใช้ยานเกราะเข้ามาเตรียมปราบปรามประชาชนกันขนานใหญ่ ผมเองก็มีความกังวล
ในวันนั้นผมจำได้เลยว่าผมต้องเข้าเวรที่ห้องฉุกเฉิน
ผมก็เข้าเวรไปก็ดูข่าวสถานการณ์ในโทรทัศน์ไป สุดท้ายพอลงเวรตอนนั้นเป็นประมาณช่วง
4 โมงกว่า ก็รีบขับรถกลับกรุงเทพฯ
เพื่อที่จะเข้ามาพบกับคุณแม่ซึ่งในตอนนั้นอยู่คนเดียวกับคนดูแลบ้าน
ก็เป็นสถานการณ์ที่มีความหวาดหวั่นอย่างมาก
หลังจากนั้นก็ได้ไปเป็นเพื่อนคุณแม่ในการที่จะไปเยี่ยมคุณพ่อ
ซึ่งตอนนั้นถูกคุมขังที่ค่ายนเรศวรก่อน ในตอนนั้นชีวิตของผม
วันไหนที่เป็นวันเสาร์อาทิตย์ที่ว่างจากการปฏิบัติงาน
ก็จะต้องขับรถจากสระบุรีเข้ากรุงเทพฯ ก่อน หลังจากนั้นก็ขับจากกรุงเทพฯ ไปที่ค่ายนเรศวรที่หัวหิน
ซึ่งขับจากสระบุรีมากรุงเทพฯ ประมาณชั่วโมงครึ่ง จากกรุงเทพฯ ไปหัวหิน ก็ประมาณ
3-4 ชั่วโมงได้ แล้วก็ขับกลับ เสร็จแล้วก็ขับกลับไปทำงานอีก
เป็นอย่างนั้นจนกระทั่งคุณพ่อถูกนำมาขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ในตอนนั้นต้องยอมรับว่าด้วยภาระงานที่หนักในฐานะแพทย์ใช้ทุนเรียนแพทย์ปีแรก
กว่าจะได้ไปเยี่ยมคุณพ่อคือเป็นช่วงปลายปี แต่สุดท้ายคุณพ่อก็ได้รับการปล่อยตัว
ในช่วงถ้าจำไม่ผิดก็ช่วงต้นปี 54 ผมคิดว่ามันควรจะเป็นบทเรียนสำคัญของประชาชนไทยที่เราต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่าง
สงบ สันติ แต่ปรากฎว่ากลับถูกปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
หลายคนก็ยังบาดเจ็บและได้รับผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้เล่าแล้วข้ามไปก็ขออนุญาตย้อนกลับมาเล่าอีกนิดหนึ่ง
ก็คือว่าช่วงประมาณต้นพฤษภาคม ในช่วงที่ผมกำลังอยู่ในการปฐมนิเทศและเริ่มทำงาน
ปรากฏว่าทาง ศอฉ. ในเวลานั้นก็ได้ออกหมายเรียกผมเพื่อให้ไปรายงานตัว
ซึ่งในตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดวันที่ออกหมายให้ไปรายงานตัวคือเป็นวันจันทร์
ปรากฏว่าผมอยู่ที่สระบุรี ก็เลยไม่ได้ไปรายงานตัวในวันนั้น
หลังจากนั้นต้องมาเอาเอกสารที่บ้านอีกทีซึ่งเป็นหมายเรียกของทาง ศอฉ.
เพื่อที่จะไปยื่นขอลาไปให้ปากคำกับทาง ศอฉ. ในตอนนั้นเขาใช้คำว่าไปรายงานตัวกับ
ศอฉ.
การลาในตอนนั้นก็ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ
เพราะว่า 1) แพทย์ใช้ทุนปีที่ 1 การลาไปทำกิจกรรมอะไรต่าง ๆ ยากมาก
เพราะว่าต้องบอกว่ามีตารางงานที่หนักมาก เช่น ผมทำงานในแผนกอายุรกรรม
เช้าผมก็ต้องไปดูคนไข้ ช่วยแพทย์ประจำดูคนไข้ในหอผู้ป่วย วัน ๆ
ก็ต้องไปออกตรวจผู้ป่วยนอก เย็นก็ต้องมาดูคนไข้รอบเย็นอีกรอบหนึ่ง
ซึ่งกว่าจะเลิกก็ 5-6 โมง บางทีก็ต้องอยู่เวรตั้งแต่ 5-6
โมงเย็นไปจนถึงเช้าอีกวันหนึ่ง แล้วก็ทำงานต่อกันเลย
บางวันต้องไปอยู่เวรห้องฉุกเฉินอีก
นอกจากนั้นในทางราชการ
เขามีระเบียบว่าข้าราชการใหม่ห้ามลา 6 เดือน
ซึ่งในตอนนั้นผมก็คิดอยู่ว่าหมายเรียกขอ ศอฉ. จะทำให้ผมลาได้หรือเปล่า?
ปรากฎว่าผมก็เอาไปยื่นให้กับทางโรงพยาบาลสระบุรีดู
จำได้เลยว่าเจ้าหน้าที่ทางโรงพยาบาลก็อึ้ง และแนบหมายของ ศอฉ. ไปในใบลาของผมด้วยว่าผมต้องลาไปให้ปากคำกับทาง
ศอฉ. ซึ่งกว่าจะได้มาก็เป็นวันศุกร์
ตอนวันแรกที่ไปให้ปากคำกับ
ศอฉ. ก็จะมีเจ้าพนักงานสอบสวนว่าผมเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? เหมือนให้ปากคำกับตำรวจ
เกี่ยวข้องยังไงหรือเปล่า? แล้วก็เป็นสมาชิก นปช. หรือเปล่า? ในตอนนั้นยังจำได้เลย
ผมก็ถามกลับว่า “ความหมายของคำว่าสมาชิก นปช. คืออะไร?” เจ้าพนักงานที่มาสอบปากคำก็บอกว่า
ก็คือคนที่มาบัตรสมาชิก ก็บอกว่าถ้ามีบัตรสมาชิกนปช. แล้วเป็นแนวร่วมนปช.
ผมไม่ได้มีบัตรสมาชิกนปช.
เสร็จแล้วก็จะมีอีกขั้นตอนก็คือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาของทางกองทัพที่มาพูดคุยกับผม
ซึ่งในตอนนั้นเขาก็มีการพูดคุยกับผมในทำนองว่า จะมาเคลื่อนไหวเพื่อยุบสภาแก้รัฐธรรมนูญทำไม
แล้วเขาก็ถามว่าทำไมไม่ปฏิบัติตามกฎกติกา รอเลือกตั้ง
ในตอนนั้นผมยังจำคำอธิบายของผมได้เลยว่า
ถ้าเกิดกฎกติกาอะไรต่าง ๆ มันมีความไม่เหมาะสม
เรามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องในการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ยกตัวอย่างเช่น
ผมทำงานอยู่ที่สระบุรี แต่บ้านพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
เพราะฉะนั้นผมขับรถไปตามเส้นทางถนนพหลโยธินจากกรุงเทพฯ เพื่อที่จะไปสระบุรีบ่อยมาก
ระหว่างทางผมก็เห็นตลอดว่าปัจจุบันนี้มีการปรับปรุงให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นแล้ว
แต่ว่ากฎหมายไทยในตอนนั้นก็ยังบังคับว่าคุณจะต้องขับรถในความเร็วที่ไม่เกิน 90
กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมันไม่ได้สอดคล้องกับสภาวะของถนนซึ่งได้มีการปรับปรุงให้สามารถที่จะใช้ความเร็วได้มากกว่า
90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้มากขึ้น
สิ่งที่เราควรทำก็คือ
เราควรจะปรับกฎหมายให้มันสอดคล้องกับสภาวะที่เป็นจริง
ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องได้
ในตอนนั้นเขาก็ไม่สามารถที่จะเถียงกับผมในประเด็นนี้ต่อได้
สุดท้ายเขาก็ปล่อยตัวผมออกมา ก็ไม่ได้โดนกักขังอะไร
อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ปี
53 ที่นำมาแบ่งปันกันครับ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คนเสื้อแดง #นปช #สลักธรรมโตจิราการ #เมษาพฤษภา53



