วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ปชน.ปราศรัยใหญ่พัทยา ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำ พัทยาเปลี่ยนได้หากคนออกมาเลือกเกิน 70% ‘อิทธิวัฒน์’ ประกาศสู้ระบบเก่า เปลี่ยนพัทยาได้ งบต้องถึงมือประชาชน ไม่เอื้อกลุ่มทุน

 


ปชน.ปราศรัยใหญ่พัทยา ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำ พัทยาเปลี่ยนได้หากคนออกมาเลือกเกิน 70% ‘อิทธิวัฒน์’ ประกาศสู้ระบบเก่า เปลี่ยนพัทยาได้ งบต้องถึงมือประชาชน ไม่เอื้อกลุ่มทุน


วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พรรคประชาชน จัดเวทีปราศรัยใหญ่การเลือกตั้งนายกและผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) โดยมีแกนนำและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชนร่วมการปราศรัยอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, เบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และ ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน


เบญจาปราศรัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งเมืองพัทยาในวันที่ 28 มิถุนายน ว่าไม่ใช่แค่การเลือกผู้บริหารพื้นที่ปกครองพิเศษที่มีงบประมาณมหาศาลหลักหมื่นล้านบาท แต่คือโอกาสที่ชาวพัทยาจะได้กำหนดอนาคตของเมืองร่วมกัน พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังที่ถูกละเลยมานาน ทั้งเรื่องอาชญากรรม รถติด น้ำท่วม ปัญหาน้ำประปาขาดแคลนและมีราคาแพงที่กระทบต่อการท่องเที่ยว ไปจนถึงการที่ธุรกิจท้องถิ่นถูกแย่งชิงโดยกลุ่มทุนข้ามชาติและทุนสีเทา นอกจากนี้ยังตอกย้ำว่าการพัฒนาและผลประโยชน์ในปัจจุบันตกอยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่มตระกูล โดยทอดทิ้งชุมชนดั้งเดิมอย่างนาเกลือ รวมถึงกลุ่มคนทำงานรากหญ้าและคนทำงานกลางคืนที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองพัทยามาโดยตลอด


“เราเห็นแต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เพียงแค่ไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ที่ได้งบประมาณในการจัดสรร ในการจัดงานอีเวนต์ จัดงานดนตรี จัดงานเทศกาลกระจายทั่วพัทยา แต่คนที่ทำงานบริการภาคกลางคืน ทำงานค้าขายริมชายหาด ทำงานค้าขายอยู่ในตลาดพัทยา มีโอกาสจะได้เข้าไปจับจอง มีโอกาสจะได้ไปจัดงานอีเวนต์ใหญ่ๆ โตๆ ระดับโลกกับเขาบ้างไหม? และนี่คือพัทยาในวันนี้ที่คนอื่นมองเข้ามาแล้วก็เห็นแค่กลุ่มทุนแค่ไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ที่มีโอกาสเติบโตสร้างผลกำไรกอบโกยรายได้จากคนพัทยา แต่กลับไม่เห็นหัวคนพัทยาเลย”


ปดิพัทธ์ อดีตรองประธานสภา สะท้อนภาพพัทยาของจริงที่ซ่อนอยู่หลังฉากเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งชาวบ้านท้องถิ่นยังคงต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรัง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้มาตรฐาน ถนนที่ขุดเจาะไม่เคยเสร็จ ปัญหาขยะหมักหมม ค่าครองชีพที่พุ่งสูง ตลอดจนปัญหามาเฟียข้ามชาติ โดยย้ำว่าเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่จำนวนโรงแรมหรือสถานบันเทิง แต่วัดกันที่ความน่าอยู่ ระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมเป็นธรรม และการจัดการปัญหาของเมืองได้อย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพ


“เราจะให้อิทธิวัฒน์ และ ส.ม. ทุกคน เดินหน้าเข้าสู่อำนาจที่พวกท่านมอบให้อย่างเต็มภาคภูมิ และทำภารกิจปกป้องคนพัทยาให้ปลอดภัย และมีชีวิตที่มั่นคง เปิดโอกาสให้ทุกคนมีงานทำ มีโอกาสในชีวิต ไม่ว่าท่านจะเกิดเป็นใครก็ตาม แต่ท่านคือคนพัทยา และนี่คือหน้าตาของพัทยาเพื่อทุกคน”


ในส่วนของณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน คนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงไม่ใช่ใคร แต่คือประชาชนคนไทยทุกคน การทำงานการเมืองที่บอกว่าตรงไปตรงมา ประชาชนอยู่ข้างบน พรรคอยู่ข้างล่าง ทำแบบนี้ได้เพราะไม่มีบุญคุณที่ต้องไปตอบแทนใคร และในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ หากทุกคนอยากได้พัทยาที่ดีกว่าเดิม งบประมาณที่โปร่งใส ให้ ส.ม. ที่เป็นลูกหลานของทุกคนไปดูแลถึงหน้าบ้าน ผ่านงบประมาณ 4 ปี 10,000 ล้านบาทให้โปร่งใส นายกดูแลทุกคนด้วยความจริงใจ แต่ไม่กลับมาเลือกตั้ง ก็จะเปลี่ยนพัทยาไม่ได้จริง ๆ


ดังนั้น ใครที่มีญาติพี่น้องลูกหลานและเพื่อนที่มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในเมืองพัทยา แต่มีเหตุผลความจำเป็นที่ต้องไปทำงานที่อื่น ตนอยากให้ชวนกลับมาเลือกตั้ง ถ้าสัดส่วนผู้ออกมาเลือกตั้งได้มากกว่า 70% พัทยาเปลี่ยนแน่นอน แต่นอกจากกลับมาเลือกตั้งแล้วก็ต้องกาให้ถูกเบอร์ด้วย


ณัฐพงษ์ย้ำถึงเหตุผลที่ต้องกาเบอร์ 1 เพราะที่ผ่านมาพรรคส้มมักถูกค่อนขอดว่าไม่เคยบริหาร ดีแต่พูด ทำไม่ได้ แต่ที่ผ่านมา คนที่เห็นหัวอกผู้ใช้แรงงานในภาคบริการ ผ่านกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพิ่มวันลาคลอดบุตรให้เป็น 120 วัน ก็คือพรรคประชาชน คนที่สู้กับค่าไฟที่แพงอยู่กับกลุ่มทุนผูกขาด เรียกร้องค่าไฟที่ถูกและเป็นธรรมกับประชาชนทุกคน จน สส. โดนฟ้อง ก็คือพรรคประชาชน คนที่ใส่ใจในอนาคตของลูกหลานให้ไม่ต้องถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ทำให้กองทัพทันสมัย พรรคประชาชนก็คือคนที่เรียกร้องเช่นกัน


“คนที่มองคนเท่ากัน เรียกร้องเรื่องคนเท่ากันมาโดยตลอด แม้เป็นฝ่ายค้าน ไม่มีเสียงข้างมากในสภา แต่ก็พูดแล้วพูดอีก จนทางสังคมเอาด้วย จนผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมได้ เป็นไม่กี่ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ก็คือพรรคประชาชน ใครที่เรียกร้องให้ประกันสังคมโปร่งใส บริหารด้วยมืออาชีพ ให้เงินของผู้ประกันตนทุกคนถูกนำไปใช้เพื่อสวัสดิการที่ดีของทุกคน ก็คือพรรคประชาชนไม่ใช่หรือ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้น การทำงานการเมืองไม่ได้หมายถึงตำแหน่งเพื่อให้เข้าสู่อำนาจ แต่คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น และถ้าทุกคนมอบความไว้วางใจให้กับ ส.ม. และอิทธิวัฒน์ ก็กล้ารับประกันว่า 4 ปีต่อจากนี้ การบริหารเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ปัญหาต่างๆ จะถูกแก้ไขมากกว่านี้ เช่น น้ำท่วม การจราจร การศึกษา น้ำประปาบนเกาะล้านจะต้องราคาถูกและเป็นธรรม การจัดการขยะต้องดีขึ้น


“วันนี้อิทธิวัฒน์อาสามาเป็นนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ปัญหาหลายอย่างในเมืองพัทยาแก้ได้ แต่ปัญหาหลายอย่างต้องกล้าชน ไหนจะปัญหาสีเทาหลายเรื่อง การทุจริตที่ซุกอยู่ใต้พรม เชื่อว่าอิทธิวัฒน์เป็นคนหนึ่งที่มีความกล้าหาญในการเข้าทำงานการเมือง เหลือเวลา 5 วันสุดท้าย อยากให้ทุกคนได้พิจารณานโยบาย วิสัยทัศน์ เจตจำนงและความตั้งใจของคนที่จะมาเป็นนายกเมืองพัทยาคนต่อไป” ณัฐพงษ์กล่าว


ทางด้าน อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน เบอร์ 1 ระบุว่า 1 เดือนเต็มที่หาเสียงมา เรามีความตั้งใจที่อยากจะนำนโยบายของเราไปสู่มือทุกคนด้วยตัวเอง เรานำ 37 นโยบายที่จะแก้ปัญหาเมืองพัทยาไปสู่ประชาชนที่อยู่ในซอย ริมหาด ชุมชน หรือถนนที่รถเข้าไม่ถึง เราได้นั่งฟังชาวพัทยาว่าอยากเห็นเมืองพัทยาเป็นอย่างไร แต่ละคนมีทั้งความสุขและปัญหาที่ต่างกันไป


“เราเดินไปเจอคุณลุงที่ปลูกบ้านอยู่ท้ายซอยมา 25 ปี ต้องยกของหนีน้ำท่วม 28 ครั้ง แต่ไม่เคยมีใครเข้าไปดูแล ไปเจอพนักงานโรงแรมที่เพิ่งเลิกงาน เหนื่อยล้าแค่ไหน แต่เมืองพัทยาก็ไม่เคยดูแล ไปเจอแม่ค้าที่ออกไปค้าขายต้องกระเตงลูกออกไปด้วย เพราะไม่รู้จะเอาลูกไปฝากให้ใครเลี้ยง ได้เจอคนเกาะล้านนั่งคุยให้ฟังว่าน้ำประปามาบ้างไม่มาบ้าง ต้องซื้อน้ำในราคาที่แพง ได้เห็นนักเรียนที่ต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นเพราะต้องไปเรียนไกลกว่าบ้านคนอื่น 30-40 กิโลเมตร” 


อิทธิวัฒน์กล่าวว่า ทุกคนมีหน้าตาที่ต่างกัน อาชีพที่ต่างกัน เกิดคนละมุมเมืองกัน แต่แววตาที่เห็นบ่งบอกเหมือนกันว่าเมืองนี้ไม่ได้ดูแลพวกเขาเลย โดยอิทธิวัฒน์เมื่อครั้งยังเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยา เคยรับฟังปัญหาแล้วนำปัญหาเหล่านั้นไปสะท้อนในสภาให้ฝ่ายบริหารนำมาเป็นนโยบาย แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการแก้ไข จนวันนี้ปัญหาก็ยังสะสมอยู่ หากงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ถูกลงทุนเพื่อการแก้ปัญหาให้ชาวพัทยา แต่ปัญหากลับไม่ได้รับการแก้ไข เงินก็เหมือนละลายไปในอากาศ 


“ปัญหาของมันคือระบบแบบเดิมที่เอื้อกับคนกลุ่มเดียว ช่วยคนอื่นตลอดเวลา ไม่มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ถ้าวันนี้ระบบดี ปัญหาทุกอย่างคงหมดไปแล้ว ระบบแบบนี้คือสิ่งที่สร้างปัญหาให้ชาวเมืองพัทยามาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ทุกคนต้องนั่งชินเมื่อเวลาฝนตกและน้ำท่วมอยู่จุดเดิม ชินกับเวลาออกจากบ้านแล้วต้องเจอรถติด มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับผม ที่ทุกท่านต้องเจอปัญหาเหล่านี้” 


เมืองพัทยาสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล ดูแลนักท่องเที่ยวได้ดี แต่กลับไม่สามารถดูแลคนพัทยาได้ คนพัทยาต้องทนกับปัญหามานาน อิทธิวัฒน์ย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องหาคนที่มีเจตจำนง กล้าที่จะสู้กับระบบที่ทำให้เกิดปัญหากับคนพัทยา ต้องเป็นคนที่รู้ปัญหา เกิดที่นี่ และมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ และตนเองคือคนที่อาสาจะมาสู้กับระบบเหล่านี้เพื่อชาวพัทยา 


อิทธิวัฒน์กล่าวถึงการทำงานของนายกเมืองพัทยาว่า จะต้องยกให้ชาวพัทยาเป็นหลักในการบริหาร ต้องพัฒนาและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประชาชน ให้บริการชาวพัทยาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องมีส่วยหรือการเรียกรับ ทุกคนต้องมีรายได้ตลอดทั้งปี ต้องเป็นเมืองที่ไม่เอื้อให้กลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง งบประมาณปีละ 2,400 ล้านบาท จะต้องถึงมือชาวพัทยาให้ได้มากที่สุด


“ผมเชื่อว่าทั้งหมดนี้ผมทำได้ เพราะผมมาโดยไม่ได้เป็นหนี้ใคร ไม่ต้องใช้หนี้บุญคุณใคร ไม่ต้องเอางบประมาณมาทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่เพื่อมาตอบแทนบุญคุณให้กับชาวเมืองพัทยาทุกคน และเราเปลี่ยนเมืองพัทยาไปด้วยกันได้ เมืองเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ ถ้ามันจะเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนได้เพราะชาวเมืองพัทยา” 


และอิทธิวัฒน์ย้ำทิ้งท้ายว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เสียงของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ยากดีมีจนแค่ไหน หนึ่งเสียงของทุกคนจะดังเท่ากัน หากคิดว่าพัทยาดีกว่านี้ได้ วันที่ 28 มิถุนายนนี้ เราจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพัทยาไปด้วยกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นายกเมืองพัทยา