‘สหัสวัต’ จี้รัฐแก้กฎหมายคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ รับลูกอนุสัญญาฯ ฉบับใหม่ของ ILO
วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียถึงผลการประชุมแรงงานระหว่างประเทศ ที่รองรับสิทธิของแรงงานแพลตฟอร์ม ขณะที่ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุน ‘อนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม’ ยังไม่มีความชัดเจนด้านกฎหมาย ว่าแรงงานแพลตฟอร์มมีสิทธิด้านแรงงานต่างๆ ตามสถานะ ‘ลูกจ้าง’ เหมือนอาชีพอื่นๆ หรือไม่
สหัสวัตกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference) สมัยที่ 114 ของ 187 ประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม หรือ Decent Work in the Platform Economy Convention 2026
การประชุมครั้งนี้นับเป็นรูปธรรมแรกของประชาคมโลกในการกำหนดมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศสำหรับคนทำงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งอาหาร คนขับรถรับส่ง คนส่งพัสดุ ฟรีแลนซ์ออนไลน์ หรือแรงงานรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลในอนาคต
โดยสาระสำคัญของอนุสัญญาฉบับนี้เริ่มด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า โลกของการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากกฎหมายแรงงานในอดีตถูกออกแบบบนความสัมพันธ์แบบ ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ในโรงงานหรือออฟฟิศ แต่ปัจจุบัน เนื่องจากมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ลักษณะนี้เปลี่ยนไป เพราะคนหันมาทำงานผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น แต่ความเป็นจริงคือ คนทำงานเหล่านี้ไม่ถูกนับเป็น ‘ลูกจ้าง’ แม้จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และการควบคุมของแพลตฟอร์มอย่างเข้มข้นก็ตาม
อนุสัญญาฉบับนี้พยายามจะแก้ปัญหาข้างต้น โดยยืนยันว่าแรงงานแพลตฟอร์มคือแรงงานที่ต้องได้รับการรับรองและคุ้มครองภายใต้มาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศในหลายประเด็นด้วยกัน ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. ด้านสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน อนุสัญญาดังกล่าวระบุว่า ประเทศสมาชิกต้องรับรองเสรีภาพในการรวมตัว สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม การขจัดแรงงานบังคับและแรงงานเด็ก การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในสภาพการทำงานที่ปลอดภัย หลักการนี้ยืนยันว่า แรงงานแพลตฟอร์มไม่ใช่เพียง ‘ผู้ใช้งานแอปฯ’ แต่เป็นคนทำงานที่มีสิทธิและศักดิ์ศรีไม่ต่างจากแรงงานกลุ่มอื่น ๆ
2. ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ระบุว่า รัฐต้องมีมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ โรคจากการทำงาน และความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับงานแพลตฟอร์ม พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของทุกฝ่ายอย่างชัดเจน โดยอีกสาระสำคัญคือ อนุสัญญานี้รับรองสิทธิในการปฏิเสธงานที่มีอันตรายร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพคนทำงานได้ โดยจะต้องไม่ถูกลงโทษจากแพลตฟอร์ม
3. การรับรองสถานะการจ้างงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำงานในระบบแพลตฟอร์มปัจจุบัน เพราะปัญหาใหญ่ในปัจจุบันของแรงงานแพลตฟอร์มไม่ใช่การไม่มีงานทำ แต่คือการที่บริษัทแพลตฟอร์มปฏิเสธสถานะ ‘ลูกจ้าง’ โดยวิธีเลี่ยงไปใช้คำว่า ‘พาร์ทเนอร์’ ‘ผู้รับจ้างอิสระ’ หรือ ‘ผู้ให้บริการ’ เพื่อปฏิเสธความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ส่งผลให้คนทำงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานได้ เพราะไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง
ประเด็นแรงงานแพลตฟอร์มเป็นที่ถกเถียงในแวดวงเศรษฐศาสตร์แรงงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะปัญหาหลักๆ คือ คนทำงานไม่มีสิทธิ์กำหนดค่าตอบแทน เงื่อนไขการรับงาน ระบบประเมินผล หรือหลักเกณฑ์การจัดอันดับด้วยตนเองได้ เพราะการกำหนดรายได้ โอกาสในการทำงาน ใครจะได้รับหรือไม่ได้รับงาน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มทั้งหมด
อัลกอริทึมเป็นตัวแจกงาน กำหนดแรงจูงใจ สามารถลดหรือเพิ่มรายได้ ไปจนถึงระงับบัญชี และตัดสินชะตาการทำงานของแรงงานในแพลตฟอร์มของตัวเอง โดยที่คนทำงานแทบไม่มีอำนาจต่อรองหรือแม้แต่รับรู้หลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินได้เลย หรือพูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ บริษัทเป็นคนตัดสินใจกำหนดราคา วิธีทำงาน ระบบประเมินผล และบทลงโทษทั้งหมด
ดังนั้น การอ้างว่าแรงงานเหล่านี้เป็น ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ จึงถึงเวลาที่ต้องถูกทบทวนใหม่
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการกำหนดหลักการสำคัญว่า การพิจารณาสถานะลูกจ้างต้องยึดข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในการทำงาน ไม่ใช่ชื่อเรียกในสัญญา เป็นการยืนยันว่า ‘ข้อเท็จจริงต้องอยู่เหนือสัญญา’ และสิทธิแรงงานไม่ควรถูกลบเลือนด้วยถ้อยคำทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
4. ด้านค่าตอบแทนและการประกันสังคม มีหลักการว่าแรงงานแพลตฟอร์มต้องได้รับค่าตอบแทนอย่างครบถ้วน ตรงเวลา และได้รับข้อมูลที่โปร่งใสเกี่ยวกับรายได้และการหักเงิน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบจ้างงาน (ที่เข้าหลักเกณฑ์ข้อก่อนหน้า) ต้องได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และได้รับการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ค่าน้ำมัน ค่าความเสี่ยงต่างๆ ตามกฎหมายแต่ละประเทศ
นอกจากนี้ รัฐยังต้องรับประกันการเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคมและการประกันสังคม ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าแรงงานประเภทอื่นที่มีสถานะการจ้างงานแบบเดียวกัน หมายความว่า ถ้าแรงงานแพลตฟอร์มเป็น ‘ลูกจ้าง’ ตามกฎหมาย แรงงานเหล่านี้ก็ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไม่ต่างจากแรงงานอื่น ๆ
5. การกำกับดูแลอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งถือว่าเป็นข้อที่มีความก้าวหน้า โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยการใช้ระบบอัตโนมัติที่มีผลต่อการทำงาน และแจ้งให้แรงงานทราบว่าระบบดังกล่าวส่งผลต่อการเข้าถึงงาน รายได้ และสภาพการทำงานอย่างไร และหากมีการตัดสินใจสำคัญผ่านระบบอัตโนมัติ เช่น การไม่จ่ายค่าตอบแทน การระงับหรือปิดบัญชี หรือการยุติความสัมพันธ์ในการทำงาน แรงงานต้องได้รับคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร และมีสิทธิให้มนุษย์ทบทวนคำตัดสินดังกล่าวแทน AI
อธิบายให้ง่ายคือ บริษัทแพลตฟอร์มจะต้องเปิดเผยว่า การที่บางคนได้งานหรือไม่ได้งาน หรือการคำนวณรายได้ในแต่ละช่วงเวลานั้นคิดแบบไหนคิดอย่างไร ระบบแจกจ่ายงานอย่างไร KPI ในเรื่องรายได้และการได้งานคืออะไร และถ้าเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นไม่จ่ายเงินหรือปิดบัญชี ต้องผ่านการพิจารณาด้วยมนุษย์อีกรอบหนึ่ง ไม่ใช่อนุญาตให้ AI ตัดสินใจเอง
นอกจากนี้ยังคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รับรองสิทธิในการเข้าถึง แก้ไข และลบข้อมูล รวมถึงกำหนดให้รัฐป้องกันการเลือกปฏิบัติ การปิดบัญชีโดยมิชอบ และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย
สำหรับประเทศไทย อนุสัญญาฉบับนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า กฎหมายแรงงานไม่อาจยึดติดกับรูปแบบการจ้างงานของศตวรรษที่ผ่านมาได้อีกต่อไป หากต้องการก้าวทันเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยจำเป็นต้องปรับกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้รองรับแรงงานแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน รับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ปฏิรูประบบประกันสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานทุกกลุ่ม และกำหนดมาตรฐานความโปร่งใสของอัลกอริทึมที่มีผลต่อชีวิตและรายได้ของประชาชน และในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โหวตสนับสนุนอนุสัญญาฉบับนี้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะแก้ไขกฎหมายของเราให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับดังกล่าว โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานที่ต้องเร่งจัดการ
ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีทำให้เราสะดวกสบายขึ้น เข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น หรือการทำงานนั้นยืดหยุ่นมากขึ้นหรือไม่ แต่คือการยืนยันว่า คนทำงานทุกคนย่อมมีสิทธิ ศักดิ์ศรี และสมควรได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน
อนุสัญญาฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับกฎหมายให้ทันเทคโนโลยี หากเป็นการยืนยันว่า สิทธิแรงงานต้องก้าวทันอำนาจรูปแบบใหม่ที่ซ่อนอยู่หลังแพลตฟอร์มดิจิทัล และไม่มีนวัตกรรมใดอยู่เหนือหลักการคุ้มครองคนทำงาน
