“ชัชชาติ” ไม่คิดฟ้องปิดปากใคร ขอเดินหน้าสื่อสารนโยบายเพื่ออนาคตคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ตรวจสอบทุกข้อกล่าวหา หลังถูกโยงปม “ระบบอุปถัมภ์” ขอทุกฝ่ายยึดข้อเท็จจริง
วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่ศูนย์ฝึกอาชีพ เพื่อรับฟังประชาชนและนำเสนอแนวทางพัฒนาทักษะอาชีพ ก่อนตอบคำถามสื่อถึงประเด็นการเมือง กรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย และนายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เตรียมยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบบอุปถัมภ์”
นายชัชชาติกล่าวว่า หากมีหลักฐานก็ยินดีให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะคนทำงานสาธารณะต้องพร้อมรับการตรวจสอบ แต่ขอให้ทุกอย่างอยู่บนข้อเท็จจริง และไม่ถูกใช้เป็นประเด็นการเมืองช่วงใกล้เลือกตั้ง เนื่องจากอยากใช้เวลาสื่อสารนโยบายและทิศทางอนาคตของกรุงเทพฯ ให้มากขึ้น
“ยินดีเลยครับ ตรวจสอบให้เต็มที่ จริง ๆ แล้วยื่นได้ตลอด ไม่ต้องช่วงนี้ก็ได้ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการตรวจสอบ” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ตนพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว เป็นประชาชนธรรมดา จึงไม่มีข้อมูลราชการอยู่ในมือเหมือนช่วงดำรงตำแหน่ง แต่หากมีการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็พร้อมให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน
เมื่อถูกถามว่าจะกระทบสมาธิหรือคะแนนเสียงหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่เป็นไร และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ แต่ยอมรับว่าบางครั้งรู้สึกท้อ เพราะตั้งใจจะพูดเรื่องนโยบายและอนาคตของเมือง แต่กลับต้องมาชี้แจงประเด็นเดิม ๆ
“ที่ผ่านมา 4 ปีเราก็ไม่มีอะไรที่ด่างพร้อยเลย ถ้าคนมาว่าเรา เราก็ต้องพยายามตรวจสอบ แต่เราก็พยายามพูดเรื่องนโยบายให้เยอะขึ้น เพราะมันคือสิ่งสำคัญในอนาคต ว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร” นายชัชชาติกล่าว
กรณีที่มีฝ่ายการเมืองหลายกลุ่มตั้งคำถามหรือวิจารณ์มากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เคยทำงาน เพราะเมื่อมีผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก็ย่อมมีจุดให้ถูกตรวจสอบมากกว่าคนที่ยังไม่เคยทำงานบริหารเมือง
“ก็ไม่เป็นไรครับ อีกแค่ 20 วันก็รับได้หมด ไม่มีปัญหา จริง ๆ แล้วเราเป็นคนที่ทำงานมาก่อน คนทำงานมาก่อนก็อาจจะมีจุดที่เขาวิจารณ์ได้เยอะ แตกต่างจากคนที่ยังไม่เคยทำงาน ก็เลยไม่มีจุด ผมว่าก็ธรรมดาครับ” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติขอให้การตรวจสอบหรือวิจารณ์ทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ อยู่บนข้อเท็จจริง และมีหลักฐานรองรับ ไม่ควรนำเรื่องที่ไม่เป็นความจริงมาสร้างกระแส หวังผลทางคะแนนเสียง หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
“ต่อจากนี้ ขอให้ตรวจสอบด้วยเจตนาบริสุทธิ์ สิ่งที่ไม่เป็นจริง อย่าเอามาพูดเพื่อสร้างกระแส ทำให้ประชาชนสับสน ถ้าพูดต้องมีหลักฐานสนับสนุน อย่าพูดเพื่อเอาสนุก เอาคะแนนเสียง หรือว่าพูดเพื่อให้คนเข้าใจผิด”
นายชัชชาติยังยืนยันว่า ไม่มีระบบอุปถัมภ์ ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง และไม่มีการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่งในฝ่ายบริหาร หากมีใครแอบอ้างชื่อฝ่ายบริหารหรือทีมงานเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ ขอให้แจ้งข้อมูลทันที เพราะได้ย้ำเรื่องนี้ในที่ประชุมหน่วยงานราชการมาโดยตลอด
เมื่อถูกถามว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหาหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่อยากใช้วิธีฟ้องร้อง เพราะไม่ต้องการให้ถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก และในฐานะบุคคลสาธารณะก็ต้องพร้อมชี้แจงต่อสังคม ยกเว้นกรณีที่ร้ายแรงจนทำให้เกิดความเสื่อมเสียอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากเรื่องใดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือเข้าสู่การตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็ให้เป็นไปตามเนื้อผ้า
“ช่วงนี้เราก็ทำใจร่ม ๆ ผมไม่อยากให้รู้สึกว่าเหมือนเราไปฟ้องปิดปากเขา สุดท้ายให้ประชาชนตัดสินใจว่าเราอยู่ตรงนี้เป็นยังไง ผลงานที่ผ่านมา 4 ปีเป็นยังไง ทำไมถึงมารุมเราตอนนี้” นายชัชชาติกล่าว
สำหรับกรณีเรื่องการหาเสียงสร้างสรรค์นั้น นายชัชชาติ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะประชาชนควรได้รับฟังว่านโยบายของแต่ละฝ่ายคืออะไร และอนาคตจะทำอะไรต่อ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ฝุ่น น้ำท่วม ขยะ และปัญหาเมืองอื่น ๆ ที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง ซึ่งทีมชัชชาติได้เน้นหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ไม่โจมตีผู้อื่น และชี้แจงประชาชนด้วยข้อเท็จจริง หากมีคำถามก็ต้องตอบ ไม่ได้หลีกหนีการตรวจสอบ
เมื่อถูกถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าเป็นบุคคลที่ “แตะไม่ได้” เพราะมักมีผู้สนับสนุนเข้ามาตอบโต้แทน นายชัชชาติกล่าวติดตลกว่า ตนถูกวิจารณ์มาหลายครั้ง และยืนยันว่าไม่เคยจัดตั้ง IO หรือสั่งให้ใครไปถล่มฝ่ายตรงข้าม
“แตะได้นะ โห นี่แตะไม่ได้ยังไง ถล่มผมไม่รู้กี่รอบแล้ว เราไม่เคยมี IO ที่ไปถล่มใคร มันเป็นออร์แกนิก ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้เป็นใคร ก็ไม่รู้จะไปบังคับเขายังไง” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติยังฝากถึงผู้สนับสนุนว่า ไม่ควรไปทะเลาะหรือถล่มผู้อื่นในโลกออนไลน์ เพราะการเมืองควรพิสูจน์กันด้วยความจริง นโยบาย และผลงาน
ส่วนกรณีป้ายบิลบอร์ดหาเสียงที่มีข้อสงสัยว่าเอกชนเลือกปฏิบัติหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ได้ให้ทีมงานตรวจสอบแล้ว หากพบว่าเอกชนไม่ให้สิทธิผู้สมัครหรือพรรคอื่น แต่ให้ทีมของตน ก็พร้อมถอนป้ายออก เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ
ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” กล่าวเสริมว่า หลังตรวจสอบพบว่ามีบางพรรคได้สอบถามเรตการ์ดจากเอกชน แต่ไม่ได้มีการตกลงทำสัญญา ไม่ใช่ว่าเอกชนเลือกปฏิบัติ จึงถือว่าบริษัทเอกชนดำเนินการกับทุกฝ่ายที่ติดต่อเข้ามาอย่างเท่าเทียม
นายชัชชาติกล่าวสรุปว่า เมื่อทีมตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ จึงไม่มีความจำเป็นต้องถอนป้ายดังกล่าวออก
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม







