วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

2 เวที "อุดร-หนองคาย" แห่ฟังแน่น! "อาจารย์เชน" นั่งซาเล้งหาเสียง ลั่นคืนอำนาจ-กระจายงบลงท้องถิ่น "เต้น" เผยความในใจ "ทักษิณ" แม้ตัวติดคุกแต่ใจยังสู้ร่วมกับพี่น้องเสมอ

 


2 เวที "อุดร-หนองคาย" แห่ฟังแน่น! "อาจารย์เชน" นั่งซาเล้งหาเสียง ลั่นคืนอำนาจ-กระจายงบลงท้องถิ่น "เต้น" เผยความในใจ "ทักษิณ" แม้ตัวติดคุกแต่ใจยังสู้ร่วมกับพี่น้องเสมอ


วันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่วัดโพนงาม อำเภอสระใคร จ.หนองคาย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย พร้อมคณะลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อช่วยนายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดหนองคาย เขต 1 เบอร์ 3 หาเสียง โดยทันทีที่เดินทางมาถึง ศ.ดร.ยศชนัน ได้นั่งรถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง จากบริเวณด้านหน้าพื้นที่ปราศรัยเข้ามายังบริเวณเวที เนื่องจากมีประชาชนมาฟังการปราศรัยจำนวนมากทำให้การจราจรติดขัด และได้เดินทักทายพี่น้องประชาชนที่มารอให้การตอนรับอย่างอบอุ่น โดยประชาชนได้มอบดอกไม้ พวงมาลัยดอกดาวเรือง แหนม หมูยอ และแคปหมู 


จากนั้นในเวลา 15.15 น. ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินทางต่อไปยังเวทีปราศรัยที่ วัดศรีนคราราม อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เพื่อช่วยนายธีระชัย แสนแก้ว ผู้สมัคร สส.อุดรธานี เขต 7 เบอร์ 6 หาเสียง บรรยากาศของเวทีนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก แม้จะเป็นช่วงที่แดดจัด แต่ประชาชนก็ยังคงปักหลักรอฟังการปราศรัยหาเสียงของพรรคเพื่อไทยอย่างหนาแน่นนับพันคน โดยในที่เวทีปราศรัยนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้พวงมาลัยน้ำตาลโตนด จากชาวกุมภวาปีซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่


ซึ่ง 2 เวทีช่วงบ่ายวันนี้ เป็นหนึ่งในทัวร์อีสานของ ศ.ดร.ยศชนัน ที่เริ่มตั้งแต่ตลาดโพธิ์ชัย อ.เมืองจ.หนองคาย , ทุ่งศรีเมืองบ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี , วัดโพนงาม อ.สระใคร จ.หนองคาย , วัดศรีนคราราม อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และปิดท้ายที่ทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี 


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า วันนี้ชื่นใจจริงๆ เมื่อเช้าแวะไปที่ตลาดได้กล้วยฉาบมา แล้วทำเป็นคอนเทนท์ไปเรียบร้อย ตอนนี้ขายดิบขายดี ได้หมูยอเขียนว่า "อาจารย์เชน สู้สู้" 


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า ตนประกาศให้จำง่าย ๆ ชื่อยศชนัน นั้น ยศ คือ ยศฐาบรรดาศักดิ์ อนัน คือ มากมาย แต่ไม่มีประโยชน์ถ้าวันนี้ไม่ส่งมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับพี่น้องประชาชน เพราะยศฐาบรรดาศักดิ์เป็นของพี่น้องประชาชน ให้คืนอำนาจแก่พี่น้องประชาชนเข้าสู่การเลือกตั้ง และเราจะกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ลดอำนาจรัฐบาล ผ่านการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่น รวมถึงพร้อมประกาศสงครามกับยาเสพติดในทุกรูปแบบ 


ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำเจตนารมณ์จากการลงพื้นที่ด้วยนโยบายเกษตร "ประกันกำไร 30%" สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและอ้อย โดยพร้อมเข้าไปจัดการกลไกราคาที่ซับซ้อนในฐานะนายกฯ และให้พรรคเพื่อไทยสนับสนุนเครื่องจักรทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ในด้านเศรษฐกิจ ยืนยันเดินหน้านโยบาย "ล้างหนี้และพักชำระหนี้" พร้อมกับดูแลหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาและหนี้ครู เราก็จะหาทางดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อปลดภาระให้ประชาชนมีกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้อุดมการณ์ยึดถือ "หัวใจคือประชาชน" อย่างมั่นคง นอกจากนี้จะเร่งพัฒนาอุดรธานีและ "ทะเลบัวแดง" ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแม่เหล็กระดับนานาชาติที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก


ด้านนายณัฐวุฒิ ได้กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ตลอดการเดินทางพบปะประชาชน ของ ศ.ดร.ยศชนัน ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น เต็มไปด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม ไม่ทะเลาะกับใคร ไม่หาเรื่องใคร และมุ่งมั่นสื่อสารแต่นโยบายโดยตรงต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งเดิมทีในวันนี้มีกำหนดการจะมาปราศรัยหาเสียงร่วมกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่ท่านไม่สามารถมาร่วมได้เนื่องจากถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีที่มองว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการตั้งคู่ขัดแย้งทางการเมืองที่เคยขับไล่ท่าน มาเป็นผู้ตรวจสอบหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 โดยนายณัฐวุฒิเปรียบเทียบว่า ความไม่ยุติธรรมนี้เห็นได้ชัดเจนประหนึ่งการให้ตนไปทำหน้าที่ตรวจสอบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ


อย่างไรก็ตาม แม้ในวันนี้ ดร.ทักษิณ จะไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเอง แต่ได้ฝากความคิดถึงมายังพี่น้องประชาชน โดยยืนยันว่าหัวใจยังคงสู้เหมือนเดิม ทั้งนี้ เมื่อนายณัฐวุฒิกล่าวถึง ดร.ทักษิณ ประชาชนที่มารับฟังต่างส่งเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม เนื่องจากชาวอุดรธานียังคงประทับใจเมื่อครั้งที่ ดร.ทักษิณ เคยลงพื้นที่ช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งนายก อบจ. อุดรธานี ก่อนหน้านี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569 #อุดร #หนองคาย



















กกต. แจง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลดลง ทำให้ลดจำนวนบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติ กว่า 4 แสนฉบับ ประหยัดงบฯ

 


กกต. แจง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลดลง ทำให้ลดจำนวนบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติ กว่า 4 แสนฉบับ ประหยัดงบฯ   


วันนี้ (22 มกราคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. และบัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ ประเภทละ 56,100,000 บัตร โดยคำนวณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ประมาณ 53,400,000 คน บวกจำนวนสำรองประมาณร้อยละ 5 ของจำนวนผู้มีสิทธิฯ ดังกล่าว เพื่อใช้ในการจัดสรรบัตร เพื่อใช้ในการออกเสียงลงคะแนน จำนวน 3 รอบ     


เนื่องจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้ประมวลผลข้อมูลเพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (วันที่ 14 มกราคม 2569) สำหรับการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 52,922,923 คน และบวกสำรองร้อยละ 5 แล้ว จะได้จำนวนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ ที่จัดพิมพ์ประเภทละ 55,650,000 ฉบับ ซึ่งลดลงจากเดิมประเภทละ 450,000 ฉบับ เพื่อประหยัดงบประมาณ เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 #ประชามติ2569

ธนาธร ลุยหาดใหญ่ ชูนโยบายสร้างหัวเมืองใหม่ 15 แห่ง ขอโอกาสพ่อแม่พี่น้องกาส้ม 2 ใบถล่มทลาย ตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกัน

 


ธนาธร ลุยหาดใหญ่ ชูนโยบายสร้างหัวเมืองใหม่ 15 แห่ง ขอโอกาสพ่อแม่พี่น้องกาส้ม 2 ใบถล่มทลาย ตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกัน 


วันที่ 22 มกราคม 2569 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชนได้เดินทางมาที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาพร้อมกับ รอมฎอน ปันจอร์ เพื่อช่วยช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครในจังหวัดสงขลา และแลกเปลี่ยนความเห็นต่างๆ กับภาคส่วนในพื้นที่


โดยในช่วงเช้าธนาธรได้มาแลกเปลี่ยนความเห็นกับกลุ่มประกอบการในพื้นที่ถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการฟื้นฟูพื้นที่หาดใหญ่หลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งธนาธรได้หารือถึงแนวทางการจัดการน้ำในพื้นที่รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อให้ผู้ประกอบการกลับมาลงทุนในหาดใหญ่ และเสนอให้การฟื้นฟูหาดใหญ่ทำควบคู่ไปกับการออกแบบเมืองหาดใหญ่ใหม่


โดยธนาธรนำเสนอนโยบายสร้างหัวเมืองใหม่ 15 เมืองเพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs อย่าง สินเชื่อสร้างตัว หวยใบเสร็จ และตลาดเปิดดิจิทัล (OCN หรือ Open Commerce Network แพลตฟอร์มระบบเปิด) ที่จะช่วยอุดหนุน SMEs ไทยด้วยระบบการค้าเสรี เป็นต้น


ในช่วงบ่ายธนาธรได้เดินทางมาในงาน “ปลุกพลังสงขลาเมืองสีส้ม” เพื่อพูดคุยกับสมาชิกพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งในครังนี้ โดยธนาธรได้พูดถึงสถิติการเลือกตั้งที่ผ่านมา ในจังหวัดสงขลาที่ในครั้งก่อนถึงแม้จะแพ้ สส.เขต แต่คะแนนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกลมาเป็นอันดับ 1 ในหลายเขต ซึ่งตนหวังว่าในการเลือกตั้งนี้จะเปลี่ยนใจชาวหาดใหญ่ให้กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบได้


ธนาธรกล่าวว่าปัจจุบันสังคมต้องเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันเรามีความเหลื่อมล้ำที่สูง การศึกษาเข้าขั้นวิกฤติ ตามเพื่อนบ้านไม่ทัน ด้านสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินเวลามา กระบวนการยุติธรรมล้มเหลวทั้งหมด 20 ปีที่ผ่านมา มีนายกฯ 10 คน รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ โมฆะเลือกตั้ง 2 ครั้ง เศรษฐกิจ 10 ปีที่ผ่านมา GDP เติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 1% 


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นได้อีกครั้ง โดยจะจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ โดย ธนาธรกล่าวว่าที่มั่นใจ เป็นเพราะประชาชนเห็นถึงความตั้งใจของพรรคประชาชน อย่างเรื่องของประกันสังคมก้าวหน้า ที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้าไปจัดการพอร์ตการลงทุนใหม่ ปี 2568 ผลตอบแทนการลงทุนขึ้นมาที่ 5.8% จากปกติที่ได้เพียง 3% มาตลอด 10 ปี นอกจากนี้ยังมีเรื่องของค่าไฟแพงที่มี วรภพ วิริยะโรจน์ และศุภโชติ ไชยสัจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนทั้งสองท่าน ที่ต่อสู้จนถูกฟ้องจากกลุ่มทุนพลังงานแต่ก็ไม่หวั่นไหว


เหตุผลต่อมาคือความพร้อมในทีมของบริหารรัฐบาลประขาชนที่ได้รับการยอมรับจากแวดวงต่างๆและพร้อมเข้ามาทำงานให้กับพี่น้องประชาชน


เหตุผลสุดท้ายคือเรื่องการเมือง ที่รอบในนี้ไม่มี สว.มาร่วมโหวตนายกแล้วโดยครั้งสุดท้ายที่เสียงของประชาชนมีความหมาย คือ 15 ปีที่แล้ว ที่ผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหากจะให้ผลเลือกตั้งกำหนดโฉมหน้ารัฐบาลได้จริง พรรคประชาชนจะต้องชนะพรรคอันดับ 2 อย่างขาดลอย การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีอนาคตไทยเป็นเดิมพัน หากเลือกพรรคการเมืองอื่นจะได้ภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่หากประชาชนไม่อยากได้นายกคนเดิม ทางออกคือเลือกพรรคประชาชน


ธนาธรกล่าวปิดท้าย ขอพลังจากทุกคนช่วยเป็นปากเป็นเสียง เดินทางไปพร้อมกับพรรค คำสัญญาที่พรรคให้ประชาชนทุกคนได้ในวันนี้ คือหากเป็นรัฐบาลจะไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่น และหากประชาชนเชื่อว่าต้องการส่งต่อสังคมที่ดีกว่านี้ให้กับลูกหลาน ก็ขอให้เดินทางไปพร้อมกับพรรคประชาชน


จากนั้น ธนาธรได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระแสการตอบรับจากพี่น้องประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้ก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกลจะไม่ได้ชนะ สส. เขต แต่สำหรับ สส. ปาร์ตี้ลิสต์ ก็มีหลายเขตที่พรรคก้าวไกลได้รับเลือกเป็นอันดับ 1 ดังนั้นก็็ขอโอกาสจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน กาให้พรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ให้พวกเขาได้เข้าไปรับใช้ ดูแลพ่อแม่พี่น้องประชาชน ไปเป็นปาก เป็นเสียงให้คนหาดใหญ่ ให้คนสงขลา เพื่อไปโหวตให้ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี


สำหรับหาดใหญ่ สงขลานั้น ในระยะแรก ระยะ 2-3 เดือนนี้ ตนเห็นว่าประเด็นฟื้นฟูหาดใหญ่หลังน้ำท่วมยังเป็นประเด็นสำคัญ รัฐบาลต้องจัดให้มีการช่วยเหลือเยียวยาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายรายเห็นตรงกันว่า เรื่องเยียวยาและมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ยังไม่ถึงมือประชาชน อยากส่งข้อความนี้ถึงรัฐบาลด้วย แม้ว่าพรรคประชาชนจะอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน แต่ก็อยากใช้โอกาสนี้แม้รัฐบาลอยู่ในฐานะรักษาการอยู่ ใช้โอกาสนี้เร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ให้ถึงมือประชาชนโดยด่วน อยากให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยผลักดันโครงการที่จะดูแล ฟื้นฟูหาดใหญ่ ไม่อย่างนั้นแล้วผู้ประกอบการจะล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ในที่สุดจะนำไปสู่การเลิกกิจการ และจะมีการเลิกจ้างตามมา


ขณะที่ระยะกลางนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟื้นฟูความมั่นใจว่า ฤดูฝนที่จะมาถึงรอบนี้ น้ำจะไม่ท่วมอีก มาตรการการติดตามน้ำ การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมั่นใจมากขึ้น


สำหรับสงขลา มีทั้งหมด 9 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกเขต ดังนี้ 


สักกพันธุ์ อนันต์พงค์ เขต 1 (เบอร์ 1) 

สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เขต 2 (เบอร์ 5)

นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ เขต 3 (เบอร์ 1)

ชัยวัฒน์ อินศรีไกร เขต 4 (เบอร์ 5)

สุวรรณ อ่อนรักษ์ เขต 5 (เบอร์ 5)

สมพร แซ่ลิ่ม เขต 6 (เบอร์ 1) 

ดัยลามี เบ็ญบาเห็ม เขต 7 (เบอร์ 6)

กรธัช พัชณี เขต 8 (เบอร์ 6)

ธนทร แก้วอนุรักษ์ เขต 9 (เบอร์ 1)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน #สงขลา #หาดใหญ่












“รักชนก-เซีย” รณรงค์โหวตคว่ำระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ ชี้เป็นการรัฐประหารดึงบอร์ดเดิมกลับทำมาหากินต่อมา ลดทอนเสียงผู้ประกันตน ลั่น ถ้าคว่ำไม่สำเร็จ ภายใน 2 ปีมีตึกสกายไนน์ใหม่-ปฏิทิน-โครงการแปลกๆ เกิดขึ้นอีกแน่ ย้ำถ้าเป็นรัฐบาลประชาชนพร้อมล้างบางให้เรียบ-เอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการแน่นอน

 


รักชนก-เซีย” รณรงค์โหวตคว่ำระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ ชี้เป็นการรัฐประหารดึงบอร์ดเดิมกลับทำมาหากินต่อมา ลดทอนเสียงผู้ประกันตน ลั่น ถ้าคว่ำไม่สำเร็จ ภายใน 2 ปีมีตึกสกายไนน์ใหม่-ปฏิทิน-โครงการแปลกๆ เกิดขึ้นอีกแน่ ย้ำถ้าเป็นรัฐบาลประชาชนพร้อมล้างบางให้เรียบ-เอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการแน่นอน

 

วันที่ 22 มกราคม 2569 เซีย จำปาทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 1 เบอร์ 5 พรรคประชาชน ร่วมรณรงค์เชิญชวนประชาชนร่วมโหวตไม่เห็นด้วยในการประชาพิจารณ์ของสำนักงานประกันสังคม กรณีการแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่มีสาระสำคัญเป็นการเปลี่ยนสัดส่วนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ


โดยกิจกรรมการรณรงค์ในวันนี้ เริ่มต้นที่สถานีรถไฟฟ้าบางหว้า คณะรณรงค์ได้ร่วมกันขึ้นขบวนรถ พร้อมชูป้ายรณรงค์และแจกแผ่นพับให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา ก่อนที่จะลงจากขบวนรถที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง พร้อมกับเดินรณรงค์จากสถานีรถไฟฟ้าไปจนถึงซอยละลายทรัพย์ ตลอดกิจกรรมในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนที่สัญจรไปมา รับเอกสารไปอ่าน และเข้าพูดคุยถึงความสำคัญของการร่วมประชาพิจารณ์ในครั้งนี้


โดยรักชนกได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่ร่วมติดตามกิจกรรมในวันนี้ โดยระบุว่าการคว่ำร่างระเบียบเลือกตั้งใหม่นี้สำคัญมาก สาระสำคัญคือการรัฐประหารบอร์ดประกันสังคมผ่านระเบียบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะบอกว่าถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายทุกประการก็ได้ แต่สาระสำคัญคือคนที่เคยอยู่ในบอร์ด ทำมาหากินในประกันสังคมมาอย่างยาวนาน วันหนึ่งเมื่อเลือกตั้งแล้วแพ้ ไม่สามารถที่จะกลับมาเข้าสู่บอร์ดประกันสังคมได้ จึงพยายามทำทุกวิถีทาง ตั้งแต่พยายามล้มการเลือกตั้ง เมื่อไม่สำเร็จก็พยายามเปลี่ยนเป็นแบบเลือก สว. พอถูกต่อต้านก็เปลี่ยนมาเป็นแบบ 1 เลือก 1 ซึ่งสาระสำคัญคือการทำลายความเป็นเอกภาพของผู้ประกันตน จาก 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 21


ถ้าระเบียบเลือกตั้งนี้ผ่าน คนที่จะได้กลับเข้าไปจะเป็นคนเดิมๆ ที่เคยเวียนว่ายตายเกิดในบอร์ดประกันสังคม ตนรับรองได้เลยว่าไม่เกิน 2 ปีจะมีตึกออกมาอีก 4-5 ตึกแน่นอน ได้กลับมาทำปฏิทินประกันสังคมแบบเดิม ได้เป็นเจ้าของโรงอาหารครบทุกกระทรวงแน่นอน


รักชนกกล่าวต่อไปว่าสำหรับคนที่อยู่ในบอร์ดประกันสังคมมาหลายสิบปี ออกมาแสดงความกังวลกับการที่ตนเปิดเผยรายชื่อ ตนถามว่าจะอายทำไม ถ้าทำประโยชน์ให้ผู้ประกันตนและนายจ้าง ถ้าทำประโยชน์ก็ไม่ต้องอาย ออกมาโฆษณาเลยว่าวันที่มีการผลักดันซื้อตึกสกายไนน์ พวกตัวเองได้ทำอะไรบ้างเพื่อขัดขวางกระบวนการซื้อตึก เอาบันทึกการประชุมออกมาบอกเลยว่าพวกตัวเองนี่แหละที่เป็นคนขวางตึกสกายไนน์ ทุกการกระทำถูกบันทึกเอาไว้ในบันทึกการประชุมหมด


นอกจากนี้ยังมีความพยายามบอกว่าอย่าเอาการเมืองมายุ่งกับบอร์ดประกันสังคม แต่ตนขอถามกลับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทุกยุคทุกสมัยก็มาจากพรรคการเมืองหมดไม่ใช่หรือ พรรคการเมืองแต่งตั้งรัฐมนตรีไปนั่ง แล้วรัฐมนตรีสามารถควบคุมเสียงบอร์ดได้ 1 ใน 3 แถมยังแต่งตั้งที่ปรึกษาได้อีก 7 คน ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาตลอด 30 ปีตั้งแต่มีประกันสังคมคือการเมืองทั้งนั้น


ที่ผ่านมาที่ผลักดันตึกสกายไนน์ออกมา ผลักดันปฏิทินประกันสังคมออกมาหลาย 10 ปีได้ ก็เพราะการเมืองไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เกลียดกลัวนักการเมือง แต่ต้องเติมน้ำใสเข้าไปไล่น้ำเสีย การเปลี่ยนสิ่งดีให้เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ สร้างสรรค์สังคมและประเทศนี้ ทำให้ประกันสังคมโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรมกับผู้ประกันตน ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องมาจากการเมืองที่ดี ไม่ใช่บอกว่าอย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง


คนที่พูดว่าอย่าเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับประกันสังคม เอาตรรกะอะไรมาใช้ ในเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็มาจากพรรคการเมือง และที่สำคัญมันก็ไม่ใช่กลุ่มองค์กรการเมืองหรือที่เข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคม แล้วผลักดันตึกสกายไนน์ ปฏิทิน และโครงการแปลกประหลาดออกมา สิ่งนี้ไม่ใช่การเมืองหรือ” รักชนกกล่าว


รักชนกยังกล่าวต่อไปว่าสิ่งที่พรรคประชาชนพยายามทำคือการเติมน้ำใสเข้าไปไล่น้ำเสีย แต่จะเติมไม่สำเร็จถ้าประชาชนและผู้ประกันตนไม่ตื่นตัว ตลอดการทำงาน 2 ปีของพรรคประชาชนที่ผ่านมา ทุกคนคงเห็นแล้วว่ามีตั้งแต่การจัดกิจกรรมแฮ็กงบประมาณประกันสังคม พยายามที่จะเปิดเผยในสิ่งที่ผู้ประกันตนควรรู้มาตลอด ไม่ใช่อยากให้ยกเลิกประกันสังคม ตนยืนยันว่าอยากให้ทุกคนส่งประกันสังคม เพราะนี่คือประกันที่คุ้มที่สุดที่จะมีได้ เป็นหลังพิงสุดท้ายในวันที่เจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ มีลูก หรือต้องหยุดงาน นี่จะเป็นหลังพิงสุดท้ายในวันที่ท่านทำงานไม่ไหวแล้ว


แต่ส่งแล้วทำอย่างไรให้คุ้มค่าสำหรับทุกคน ให้เงินของทุกคนปลอดภัยจากการทุจริต ในอีก 25 ปีข้างหน้าส่งไปแล้วต้องได้ใช้ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ จากการปราบปรามการทุจริตที่เกิดขึ้นในสำนักงานประกันสังคม เพราะทุก 1 ล้านบาทที่สามารถประหยัดได้ ผ่านไปอีก 30 ปีลงทุนให้ได้ 5% ทุกปี จะงอกจาก 1 ล้านเป็น 4.32 ล้านบาท ขอให้ช่วยกันทำประชาพิจารณ์ให้ถล่มทลาย อย่างน้อยที่สุดต้องได้ 90-95% เพื่อเป็นฉันทามติของประเทศนี้ ว่าไม่เอาระเบียบเลือกตั้งแบบนี้ เพราะถ้าไม่ทำให้ถล่มทลายก็จะขวางสิ่งนี้ไม่สำเร็จ และเมื่อใกล้ๆ ปิดการประชาพิจารณ์ จะมีการใช้บ็อทมายิงเหมือนกับตอนที่ทำกับบำนาญสูตร CARE แน่นอน


รักชนกกล่าวต่อไปว่าไม่ว่าทุกคนจะเลือกพรรคประชาชนหรือไม่ นี่คือเงินที่ทุกคนต้องจ่ายทุกเดือน เวลาเห็นบิลใบเสร็จเงินเดือนมันตัดไป 750-875 บาท ทุกคนหวังว่านี่จะเป็นหลังพิงสุดท้ายในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่เงยหน้าขึ้นมาเจอตึกสกายไนน์ เจอปฏิทิน เจอโรงอาหารที่กระทรวงแรงงาน เจอเว็บแอป 850 ล้านบาท ที่ทุกวันนี้ใช้งานไม่ได้ โอนเงินให้คนว่างงานไม่ได้


สุกท้ายตนขอฝากไปถึง ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าสูตร CARE ทำไมถึงไม่เอาเข้าคณะรัฐมนตรีเสียที มีคนที่รอใช้เงินอยู่ และฝากไปถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่องตึกสกายไนน์ ข้อเท็จจริงชัดเจนจนทิ่มตาจะบอด ทั้งประเทศรู้หมดแล้วว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เมื่อไหร่จะตั้งคณะกรรมการสอบแล้วลากคอคนผิดมาลงโทษ หรือตอนนี้จะรวมกันหมดแล้ว หรือกลัวว่าถ้ารื้อไปแล้วจะเจอคนรู้จักหรือไม่


รักชนกยังกล่าวว่าในรัฐบาลพรรคประชาชนจะไม่มีใครสามารถเป็นเห็บหมัดกัดกินสำนักงานประกันสังคมได้อีก ถ้าพรรคประชาชนได้เข้าไปบริหาร สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนต้องได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผลตอบแทนการลงทุนจะต้องได้มากกว่า 10 ปีเฉลี่ยที่ผ่านมา การเอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการพรรคประชาชนทำแน่ รวมทั้งการปราบปรามการทุจริตและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น และสิ่งที่ทำไปแล้วอย่าหวังว่าในอนาคตจะรอด สิบปีที่ผ่านมาลอยหน้าลอยตาอยู่ไม่มีใครจับได้ แต่ในรัฐบาลพรรคประชาชน ถ้ามีรัฐมนตรีที่มาจากพรรคประชาชน อย่าหวังว่าจะเสวยสุขอยู่ต่อไปได้ง่าย ๆ อีก

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน #บอร์ดประกันสังคม















ปิยบุตรลุยหาเสียง 3 เวที จ.เลย ยกเหตุการณ์ปี 62-66 ขอเลือกพรรคประชาชนให้เกิน 20 ล้านเสียง ป้องกันมหกรรมรุมกินโต๊ะสกัดพรรคประชาชนไม่ให้เป็นรัฐบาล - ถ้าเราได้ใบอนุญาตจากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผู้ทรงอำนาจสูงสุดมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ไม่ต้องมีใบอนุญาตที่สองที่สามที่สี่อีกแล้ว

 


ปิยบุตรลุยหาเสียง 3 เวที จ.เลย ยกเหตุการณ์ปี 62-66 ขอเลือกพรรคประชาชนให้เกิน 20 ล้านเสียง ป้องกันมหกรรมรุมกินโต๊ะสกัดพรรคประชาชนไม่ให้เป็นรัฐบาล - ถ้าเราได้ใบอนุญาตจากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผู้ทรงอำนาจสูงสุดมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ไม่ต้องมีใบอนุญาตที่สองที่สามที่สี่อีกแล้ว


วันพุธที่ 21 มกราคม 2569 ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ปราศรัยหาเสียง 3 จุดในพื้นที่ จ.เลย ได้แก่ จุดแรกที่ศาลาประชาคม บ้านหนองน้ำใส อ.เอราวัณ จ.เลย จุดที่สองที่ลานวัฒนธรรม อ. เชียงคาน จ.เลย และสุดท้ายที่ลานพญานาคกัณหาโคตมะ อ. เมืองเลย จ.เลย

 

สำหรับจังหวัดเลย พรรคประชาชนส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรครบทั้ง 4 เขต ได้แก่

เขต 1 วิทยา บุญมีวิเศษ เบอร์ 6

เขต 2 สมศักดิ์ คำมงคล เบอร์ 3

เขต 3 เอกรินทร์ สีหาบุตร เบอร์ 4

เขต 4 ศวิตา สำลีพันธ์ เบอร์ 3


โดยในตอนหนึ่ง ปิยบุตรกล่าวปราศรัยว่าขอโอกาสพี่น้องประชาชนคนเลยไม่ต้องแบ่งให้ใครแล้วได้ไหม โดยเลือกทั้งบัตรสีเขียวและสีชมพู คราวที่แล้วพ่อแม่รักพี่เสียดายน้อง รักทั้งสองพรรค เอาไปคนละครึ่งคนละใบ แต่ครั้งนี้จะใช้การคนละครึ่งคนละใบไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เพราะเราโลภ แต่มันสำคัญต่อการเปลี่ยนรัฐบาล


ปิยบุตรกล่าวขยายความต่อว่า อย่างที่พี่น้องทราบกันดี หากย้อนประวัติศาสตร์ไป ในการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา พรรคการเมืองไหนชนะเลือกตั้งก็จะได้หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีและได้เป็นรัฐบาลต่อมา เช่น ปี 2535 พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง คุณชวน หลีกภัย ก็เป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เป็นรัฐบาล ปี 2538 พรรคชาติไทยชนะเลือกตั้งคุณบรรหาร ศิลปอาชา ก็ได้เป็นนายกฯ พรรคชาติไทยก็ได้เป็นรัฐบาล ปี 2539 พรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เขาชนะเลือกตั้งเขาก็ได้เป็นนายกฯ เป็นรัฐบาล ปี 2544 พรรคไทยรักไทยของท่านทักษิณ ชินวัตร ชนะเลือกตั้ง ท่านทักษิณก็เป็นนายกฯ พรรคไทยรักไทยก็ได้เป็นรัฐบาล ปี 2548 ก็เช่นเดียวกัน ปี 2550 พรรคพลังประชาชนของลุงสมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้ง แกก็เป็นนายกฯ พรรคพลังประชาชนก็เป็นรัฐบาล ปี 2554 ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทยก็เป็นเช่นเดียวกัน


มันก็เป็นแบบนี้มาทุกครั้ง คือพรรคที่ชนะอันดับหนึ่งได้เป็นเป็นรัฐบาล หัวหน้าพรรคเขาก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มันมาผิดมาเพี้ยนเอาตอนเลือกตั้งปี 2562 นี่แหละครับ พรรคที่ได้อันดับหนึ่งเขาไม่ได้เป็นรัฐบาล ต้องมาเป็นฝ่ายค้าน ปี 2566 ก็อีกครั้ง พรรคก้าวไกลได้ที่หนึ่งแต่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกลต้องเป็นฝ่ายค้าน แถมด้วยการถูกยุบพรรคตัดสิทธิ์ด้วย


ดังนั้นความผิดปกติในปี 2562 และปี 2566 เนี่ย ดูท่าเดี๋ยวจะเอามาใช้กันในปี 2569 อีกหรือเปล่า ดังนั้นการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นอันดับที่หนึ่งก็ยังไม่แน่เสมอไปว่าจะได้ตั้งรัฐบาลไหม พี่น้องกังวลว่าเลือกไปแล้วจะได้เป็นรัฐบาลหรือเปล่า พี่น้องรู้อยู่ในใจว่าเอาน่าเลือกน่า แต่เดี๋ยวบ้านเมืองนี้มันก็เป็นแบบนี้ เดี๋ยวพวกน้อง ๆ หลาน ๆ ทั้งหลายก็คงตั้งรัฐบาลไม่ได้อีก พวกเขาก็ไปรวมตัวกันตั้งอีก ที่เรามีสมมติฐานแบบนี้เพราะเรามีประสบการณ์ในอดีตตอนปี 2562 และ 2566 เพราะเรารู้กันดีว่าพรรคต่างๆ ที่แข่งขันกันเลือกตั้งนั้น เขาพร้อมจะรวมตัวกันออกมหกรรมรุมกินโต๊ะสกัดไม่ให้พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เพราะเรามีประวัติศาสตร์ในปี 2562 และ 2566 แบบนี้ เราจึงเชื่อไปก่อนแล้วว่าพรรคประชาชนได้ที่หนึ่งแต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล


ในเมื่อปี 2562 และปี 2566 เป็นแบบนี้ วิธีแก้ง่ายๆ นิดเดียว คือช่วยกันเลือกพรรคประชาชนให้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งไม่พอ ต้องทิ้งห่างอันดับสองไปถึง 50 ที่นั่ง พรรคอันดับสองจะต้องเกิดยางอาย นั่งเฉยๆ ไม่กล้าชิงตั้งรัฐบาล พรรคที่สองสามสี่ จะต้องเกิดยางอายนั่งเฉยๆ รอดูให้พรรคประชาชนเขาตัดสินใจว่าจะเอาใครมาเป็นรัฐบาลด้วยกัน มีแต่ทางนี้ทางเดียว ดังนั้นการเป็นที่หนึ่งอาจจะไม่พอ แต่ต้องมีผู้แทนราษฎรให้มากที่สุด

 

เราลองคิดกันดูไหมว่าถ้าปี 2562 มี 6.3 ล้านเสียง มี สส. 81 คน ก็แล้ว เขาก็ไม่ให้เป็นรัฐบาล มาถึงปี 2566 เอ้าเฮกันไปให้ถึง 14.4 ล้านเสียง มี สส. 151 คนแล้ว เขาก็ไม่ให้เป็นรัฐบาล แล้วยังยุบพรรคตัดสิทธิ์อีก ดังนั้น 8 กุมภาพันธ์ 2569 ลองกันดูอีกสักครั้งไหมครับ เลือกพรรคประชาชนให้ถล่มทลาย ให้ สส. เกิน 200 คน ไปให้ถึง 250 คน เลือกให้คะแนนรวมทั้งประเทศเกิน 20 ล้านเสียง คราวนี้ไม่มีใครขวางการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้อีกแล้วครับ


มีแต่วิธีการนี้วิธีการเดียวที่เราจะสู้กับพวกเขาได้ พวกเขามีอำนาจ พวกเขามีเครือข่าย พวกเขาเติบโตมาเป็นนักการเมืองแบบเดียวกันเผ่าพันธุ์เดียวกัน พวกเขาขยิบตากันรู้เรื่อง แต่พวกเรา ในสายตาของพวกเขาคือตัวประหลาดในทางการเมือง ดังนั้นจะสู้กับพวกเขาทำได้อย่างเดียว คือเอาเสียงประชาชน เอามติมหาชน เอาเสียงสวรรค์จากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศไปบอกเขาว่าประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดินนี้ ออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาล แล้วถ้าเราได้ใบอนุญาตจากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผู้ทรงอำนาจสูงสุดมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ไม่ต้องมีใบอนุญาตที่สองที่สามที่สี่อีกแล้วครับ ใบเดียวพอเป็นรัฐบาล”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน