วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2567

“ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา” ไม่กังวล ป.ป.ช. เริ่มเรียก 44 สส. ให้ข้อมูล กรณีร่วมเสนอแก้ม. 112 ยันความบริสุทธิ์แต่ไม่ประมาท ไม่หวั่นพปชร.เป็นฝ่ายค้าน ส่วนปชป.ร่วมรัฐบาลพท. ยันพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้ดีที่สุด


“ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา” ไม่กังวล ป.ป.ช. เริ่มเรียก 44 สส. ให้ข้อมูล กรณีร่วมเสนอแก้ม. 112 ยันความบริสุทธิ์แต่ไม่ประมาท ไม่หวั่นพปชร.เป็นฝ่ายค้าน ส่วนปชป.ร่วมรัฐบาลพท. ยันพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้ดีที่สุด


วันที่ 30 สิงหาคม 2567 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ราชบุรี ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เริ่มมีการเชิญ 44 สส. ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปให้ข้อมูลนั้น นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ไม่มีความกังวลอะไร สิ่งที่ต้องรอตอนนี้คือความชัดเจนในการเริ่มไต่สวนของผู้ถูกกล่าวหา ที่ถือว่าเป็นสิทธิในการเข้าถึงหลักฐาน ซึ่งตนและเพื่อนสมาชิกยังไม่ได้เห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหลักฐานหรือพยานแวดล้อมอย่างไร เพราะฉะนั้น ความมั่นใจในการชี้แจง ก็ต้องดูว่า ป.ป.ช. มีหลักฐานอะไรบ้าง 


นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า มีการหารือภายในพรรคมาโดยตลอด ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ของตน พร้อมกล่าวต่อว่า ตั้งแต่พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน คิดว่าเราโดนมาหลายคดีและได้พิสูจน์ว่าเมื่อก้าวมาเป็นพรรคประชาชนก็ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ และประชาชนก็สนับสนุน จึงไม่มีความกังวลอะไร


ด้าน นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเช่นเดียวกันว่า ไม่มีความกังวลอะไร เนื่องจากมีการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงกระบวนการที่จะเกิดขึ้น ส่วนการต่อสู้น่าคิดว่าน่าจะเป็นรายบุคคล จึงไม่ได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียดมาก แต่ก็มีการทำความเข้าใจใน 44 สส. มาโดยตลอด และผลคดีจะเป็นอย่างไรก็ไม่ได้อยู่ในความกังวล เชื่อในความบริสุทธิ์ของเรา แต่ก็ไม่ได้ประมาท เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในกระบวนการยุติธรรมไทย จึงมีแต่การเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม และไม่คิดว่านี่จะเป็นการปิดเกมเร็ว เพราะน่าจะเป็นตามไทม์ไลน์ที่กฎหมายกำหนดไว้


เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะทำให้การทำงานของฝ่ายค้านอ่อนแอลงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตนเองคิดว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไร เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างโดดเด่นอันดับหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และการที่พรรคประชาธิปัตย์ไปจัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยว่าจะเลือกพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปแสดงความคิดเห็นในจุดนั้นได้


นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แต่สิ่งหนึ่งที่เราแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นอย่างไร เราก็ทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านได้อย่างดีที่สุด 

 

ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมรัฐบาล แล้วทำให้ได้พรรคพลังประชารัฐมาร่วมฝ่ายค้านแทน รู้สึกอย่างไรนั้น นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า เราก็ทำหน้าที่ของเราเต็มที่ ใครจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ก็เป็นหน้าที่ของพรรครัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจ เราก็เพียงทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้ดีที่สุด


เมื่อถามว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย มองว่าเป็นเรื่องการตัดขาฝ่ายค้านให้ประสิทธิภาพน้อยลงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาฯ ชุดนี้ การทำงานของฝ่ายค้านส่วนใหญ่เป็นของพรรคประชาชน ฉะนั้น ไม่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลออกมาหน้าตาแบบใด ก็ไม่กระทบต่อการทำงานของพรรคฝ่ายค้านแน่นอน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาชน
 

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2567

นายกฯ ลั่น น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ปริมาณน้ำไม่เยอะเหมือนปี 54 บอกน้ำเริ่มลดขอโฟกัสเรื่องเยียวยาชาวบ้าน หลังแถลงนโยบายต่อสภาแล้วคงทำอะไรได้มากขึ้น


นายกฯ ลั่น น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ปริมาณน้ำไม่เยอะเหมือนปี 54 บอกน้ำเริ่มลดขอโฟกัสเรื่องเยียวยาชาวบ้าน หลังแถลงนโยบายต่อสภาแล้วคงทำอะไรได้มากขึ้น


วันนี้ (30 สิงหาคม 2567) เวลา 13.45 น. ที่ จ.สุโขทัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ได้ประสบอุทกภัย ว่า จากการลงพื้นที่ตนได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนหลายคนก็ทราบถึงความลำบากในหลายวันที่ผ่านมา แต่ตอนนี้สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ น้ำก็เริ่มลดแล้ว แต่ตอนนี้อยากให้โฟกัสเรื่องของการเยียวยาพี่น้องประชาชนต่อไป เพราะน้ำท่วมแต่ละครั้งก็เกิดความศูนย์เสียและลำบากกันเยอะ


เมื่อถามถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่รายงานว่า มวลน้ำที่ไหลลงมาไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯใช่หรือไม่ น.ส แพทองธารกล่าวว่า  ตอนนี้เขื่อนด้านบน ทั้งเขื่อนสิริกิต์และเขื่อนภูมิพล สามารถรองรับน้ำได้เพียงพอแน่นอน ฉะนั้นในส่วนของพื้นที่ กรุงเทพฯ ไม่มีปัญหา และในส่วนของการคาดการณ์เรื่องพายุก็ไม่มีเข้ามา ดังนั้นพื้นที่กรุงเทพฯ จึงปลอดภัยแล้ว ในขณะที่ภาคเหนือตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น รวมถึงจากการที่ได้พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ได้ทราบว่า ตอนนี้ทางภาคเหนือเต็มที่ 7 วัน ทุกอย่างก็จะเริ่มเคลียคลาย หรือบางจังหวัดอาจจะแค่ 3-5 วัน


เมื่อถามว่าภาพรวมของสถานการณ์น้ำในปีนี้คงไม่เหมือนกับในปี 54 ใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ไม่น่ากลัวเหมือนปี 54 แน่นอน เพราะปี 54 เป็นปีที่น้ำเยอะและมีพายุเข้ามาในช่วงเดือน ต.ค. ปี 54 ถึง 5 ลูก แต่ตอนนี้มีการคาดการณ์ว่าพายุจะเข้ามาในประเทศ 2 ลูก หรืออาจจะไม่มีเลย


เมื่อถามว่าในเดือน ก.ย. ถึง ต.ค. อาจจะมีปริมาณฝนที่จะตกเพิ่มขึ้นได้มีการเตรียมการไว้อย่างไรบ้าง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ได้มีการเตรียมรับมือพอสมควร ในส่วนของฝั่งชลประทานก็ไม่ได้มีความกังวลใจเหมือนในปี 54 เพราะเคยได้รับมือมาแล้ว และปีนี้ปริมาณน้ำฝนก็ไม่เยอะเหมือนปี 54


น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หากมีการแถลงนโยบายต่อสภาเรียบร้อยแล้ว คงต้องมีการดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะจากการลงพื้นที่มาก็เห็นว่าประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วมอย่างจริงจัง อะไรที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ก็ขอให้ช่วยกันเพราะผลประโยชน์อยู่ที่ประชาชน นอกจากนี้ก็มีอีกหลายอย่างที่คิดไว้ หากขั้นตอนการตั้งคณะรัฐมนตรีเสร็จเรียบร้อยก็จะพยายามเริ่มลุยงาน


เมื่อถามว่าอยากแก้ไขปัญหานี้ในอนาคตอย่างไร น.ส.แพทองธาร กล่าวตอบทันทีว่า แน่นอน ซึ่งขณะนี้มีการรับทราบข้อมูลว่าเขื่อนไหนที่แตก และปัญหานี้ในอนาคต ถ้าถูกแก้ในระยะยาว ก็จะไม่ต้องมาคอยแก้ หรือเสียงบประมาณในช่วงสั้น ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่คือสิ่งที่เรามีความตั้งใจอยากทำในอนาคต


“ถ้าจะพูดถึงเรื่องความตั้งใจ มีแน่นอน เรามีความตั้งใจแน่นอนที่จะทำให้ตรงนี้สามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ เพื่อไม่อยากให้เสียงบประมาณที่เล็ก ๆ และบ่อย ๆ“ น.ส.แพทองธาร กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #แพทองธาร #น้ำท่วม67

“แพทองธาร” แจงจับมือ ปชป. เพื่อเสถียรภาพรัฐบาล หลังทิ้ง พปชร. ชี้เข้าใจเสื้อแดงดี ถึงเวลาประเทศเดินหน้า เมิน “เสรีพิศุทธ์” ขอโฟกัสเรื่องสำคัญ

 


“แพทองธาร” แจงจับมือ ปชป. เพื่อเสถียรภาพรัฐบาล หลังทิ้ง พปชร. ชี้เข้าใจเสื้อแดงดี ถึงเวลาประเทศเดินหน้า เมิน “เสรีพิศุทธ์” ขอโฟกัสเรื่องสำคัญ


วันนี้ (30 สิงหาคม 2567) เมื่อเวลา 13.45 น. ทึ่ จ.สุโขทัย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยว่า รัฐบาลที่ดี รัฐบาลที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ เสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่ได้เชิญพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วม การแก้กฎหมายต่าง ๆ ต้องมีเสียงมากพอ ไม่เช่นนั้นการแก้กฎหมายช่วยเหลือประชาชนอาจสะดุดได้ วันนี้ฝ่ายบริหารพรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนในหลายทศวรรษ การที่เราร่วมรัฐบาลกันไม่ได้แปลว่าพรรคเพื่อไทยยอมรับการกระทำของผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเยอะมาก เราต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ การได้เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ คือปัจจัยที่ทำให้เรามีเสียงมากพอ


เมื่อถามว่าคนเสื้อแดงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.แพทองธาร ชี้มือมาที่ตัวเอง แล้วพูดว่า “นี่คือคนเสื้อแดง” ก่อนกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าต้องแก้ไขปัญหาให้ประชาชนให้ได้ และผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สำเร็จ นี่คือความตั้งใจ เราทำนโยบายสำเร็จมาเยอะ ในเรื่องของการเมืองมีส่วนหนึ่งที่เราต้องทำให้มีเสถียรภาพให้ได้ ผ่านมาแล้ว 10-20 ปี หลายอย่างเปลี่ยนไป ผู้บริหารก็เปลี่ยนไป แม้ชื่อจะยังเป็นประชาธิปัตย์เหมือนเดิม แต่หลายอย่างในนั้นเปลี่ยนไปมาก คิดว่าเราต้องเดินหน้าต่อไป ถ้าเรามัวแต่คิดเรื่องการเมืองกันต่อไป ก็จะถ่วงหลังประเทศ และการฟ้องร้องอะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ มากมาย มันไม่ได้จำเป็นสำหรับการบริหารประเทศ


เมื่อถามว่าจะบอกคนเสื้อแดงอย่างไรที่เห็นต่าง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ในฐานะนายกฯ ตนสัญญาจะเป็นนายกฯ ของคนไทยทุกคน นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ตนมาอยู่ตรงนี้จะทำเพื่อประชาชนทุกคน ตนเข้าใจความรู้สึกของคนเสื้อแดงดี เรื่องเสื้อแดงจะพูดไม่ได้เลยว่าไม่เข้าใจ ตนเข้าใจ แต่วันนี้เราพร้อมหรือยังที่จะก้าวไปข้างหน้า เห็นประเทศชาติที่ดีขึ้นเตรียมไว้ให้ลูกหลาน วันนี้เราต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เราต้องพร้อมด้วย นี่คือสิ่งสำคัญ


เมื่อถามว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า มันเหมือนประเทศที่เป็นเผด็จการมา เราไม่ทำการซื้อขายด้วย แต่วันหนึ่งเมื่อเขาเปลี่ยน เป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เราก็ซื้อขายกับเขาต่อ เป็นการมองไปข้างหน้า มองไปที่อนาคต ลักษณะจะเป็นเช่นนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญตรงจุดนั้น อยากขอให้สื่อให้กำลังใจและผลักดันประเทศไปพร้อมกัน อย่าไปให้ความสำคัญอะไรอะไรที่ไม่สำคัญ อย่าให้ความสำคัญกับการฟ้องที่ไม่สำคัญ หรือประเด็นอะไรที่ไม่สำคัญ ขอให้ช่วยกันเพราะหน้าที่ตรงนี้หนักและไม่ง่าย ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย


เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐเตรียมยื่นฟ้องนายกฯ ต่อองค์กรอิสระ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เราคงไปห้ามเขาไม่ได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพรรคพลังประชารัฐ ก็ให้เป็นปัญหาของเขา และตนไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจ


เมื่อถามว่าเหตุผลที่ไม่เอาพรรคพลังประชารัฐเป็นเพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า มีเหตุผลหลายอย่างที่ไม่สามารถร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐได้


เมื่อถามว่าได้คุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะบิดาบ้างหรือไม่ กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาระบุว่าได้ไปเยี่ยมนายทักษิณที่โรงพยาบาลตำรวจถึงสองครั้ง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อยากให้โฟกัสที่เรื่องสำคัญค่ะ


เมื่อถามต่อว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์น้อยใจที่ไม่ได้ตำแหน่ง เลยออกมาแฉว่านายทักษิณครอบงำพรรคร่วมรัฐบาล โดยเรียกพรรคร่วมรัฐบาลไปประชุมที่บ้านจันทร์สองหล้า น.ส.แพทองธาร กล่าวติดตลกว่า “อาจจะเป็นตนมากกว่าที่ครอบงำนายทักษิณ ข้อเท็จจริง คือนายทักษิณไม่ได้ครอบงำ การปรึกษากันคือเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากจะหาเรื่องกันเช่นนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น แต่ความจริงไม่มีการครอบงำอะไร ทุกคนมีตัวตน มีความคิดเป็นของตัวเอง มีคำปรึกษาจากทุกคนที่สามารถช่วยกัน ทำงานให้ประเทศต่อ ก็แค่นั้นเอง“


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #แพทองธาร #ประชาธิปัตย์ #คนเสื้อแดง #ทักษิณ

ธิดา ถาวรเศรษฐ : เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ จับมือ/ก้าวข้ามความขัดแย้งจริงหรือ???


ธิดา ถาวรเศรษฐ : เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ จับมือ/ก้าวข้ามความขัดแย้งจริงหรือ???


ถอดการสนทนาจากรายการ ExclusiveTalk คุยข้ามช็อต

ออกอากาศทาง PPTV HD36

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567

(ลิ้งค์ยูทูป : https://www.youtube.com/watch?v=JcLyGiwKyAE&t=1s)


จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ มาจับมือกัน มองแบบนักสังเกตการณ์ทางการเมือง อ.ธิดา รู้สึกอย่างไร?


ไม่แปลกใจ!!! เพราะว่าปรากฏการณ์ตอนที่ข้ามขั้วเป็นปรากฏการณ์หลัก (ตอนเพื่อไทยไปจับมือกับพรรคลุง) ส่วนเหตุการณ์ที่มีการรวมพรรคประชาธิปัตย์เข้ามา มันเป็นการเสริมให้สมบูรณ์แข็งแรงในการก้าวข้ามขั้ว ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรครัฐบาลเดิม ปรากฏการณ์ตัวนั้นมันเป็นตัวตัดสินใจหลัก ถ้าตัดสินใจหลักแล้ว การตัดสินใจที่ตามมาทีหลังล้วนแต่เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด ไม่แปลกใจ แต่ว่าคนเสื้อแดงจำนวนมากอาจจะเสียใจ เพราะระยะเวลาที่มีความขัดแย้ง มีการด่าทอกันมันยาวนานมากจนกระทั่งถูกซึมซับเข้าไปในภาคประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดง มีการเสริมให้เกลียดชังซึ่งกันและกัน ตอนก้าวข้ามนั่นก็รอบหนึ่ง แต่พอมาถึงตอนนี้ก็จะมีคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะมีคน 2 ก้อน


ก้อนแรกของคนเสื้อแดงตัดสินใจเป็นโหวตเตอร์ของพรรคที่ตั้งขึ้นใหม่ เพราะใกล้กับเขามากกว่า เขารู้สึกเชื่อมั่นมากกว่า


ก้อนที่สองก็คือส่วนที่ยังโหวตให้พรรคเพื่อไทยอยู่ ก็ยังถือว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน แม้นอาจจะไม่ได้ถูกใจ 100% แต่ว่าสัมพันธ์กันมา


ดังนั้น ถ้าจะมีผลก็มีผลกับคนก้อนที่สอง ก้อนแรกนั้นไปแล้วไปเลย ก้อนที่สองที่ยังอยู่อาจจะมีความรู้สึกสะเทือนใจจากเหตุการณ์ แต่สำหรับตัวอาจารย์ก็เฉย ๆ เพราะว่าคิดอยู่แล้วว่า ตอนรอบแรกเขาเกือบจะเอาประชาธิปัตย์มาร่วมด้วยแล้ว ซึ่งมันไม่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นธรรมดาสำหรับพรรคการเมือง




ให้อาจารย์อ่านใจความรู้สึกของมวลชนคนเสื้อแดงที่เคยต่อสู้กันมา ตอนนี้เขาจะรู้สึกยังไง?


เขาก็เจ็บปวด ถึงแม้นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในฐานะแกนนำของฝ่ายอนุรักษ์นิยมต่อไปแล้ว ถ้ามองในแง่อุดมการณ์และฐานะที่เป็นแกนนำ มันล่มสลายไปแล้ว

ส่วนพรรคเพื่อไทย อาจจะยังมีบทบาทอยู่ แต่ว่าได้เปลี่ยนสถานะจากแกนนำฝ่ายประชาธิปไตยมาอยู่เป็นแกนนำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพราะฉะนั้น คนเสื้อแดงจะเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นเรื่องของประชาธิปัตย์เข้ามาร่วม ก็เป็นเรื่องซ้ำเติม แต่รากเหง้ามันมาตั้งแต่ตอนข้ามขั้ว


แต่กลุ่มคนเสื้อแดงรุ่นใหม่เขาบอกว่าเขาเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยนะ


ก็คือคนเสื้อแดงก็จะมีจำนวนหนึ่งที่เป็น FC แต่สำหรับดิฉันพูดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ คือเราดูคะแนนโหวตเตอร์ อย่างที่บอกเลยว่า หลังจากถูกปราบปรามปี 2553 พอการเลือกตั้งปี 2554 คะแนนของคุณยิ่งลักษณ์ 15 ล้านกว่า (ตอนนั้นใช้บัตร 2 ใบ) เราไม่นับ 19 ล้าน ของพรรคเพื่อไทยตอนเลือกตั้งรอบก่อนโน้น พอมาตอนนี้ก็ไม่นับ 2562 เหมือนกัน นับการเลือกตั้งปี 2566 เลย ก็เหลือ 10 ล้าน นี่ยังไม่ได้ว่าตัวเลขจริง ๆ คนมันมากขึ้นนะ แต่ตัวเลขมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่สามารถประเมินได้ว่า คนที่หายไปแล้วจะไปเพิ่มที่ไหน แล้วพรรคอื่น ๆ คะแนนก็ประมาณเดิม จะเป็นภูมิใจไทย พลังประชารัฐ อันนั้นก็อาจจะเติมมาจากประชาธิปัตย์ รอบแรกเลย แต่รอบหลังเขาก็แยกตัวไปจำนวนหนึ่ง


ตัวเลขเป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นว่า “คนเสื้อแดง” ที่เขาไม่ได้ออกมาพูด แต่ว่าเขาเป็นโหวตเตอร์เงียบ ๆ ก็คือที่เหลือ 10 ล้านเสียง แปลว่าก้อนแรกได้หายไปแล้ว 5 ล้าน ใน 10 ล้าน ก็ยังถือว่าเป็นการเลือกแบบยุทธศาสตร์ คือว่าบางที่ให้ก้าวไกล อีกใบให้เพื่อไทย คือถ้าดูว่าพื้นที่ไหนใครจะชนะ ถ้าเลือกแบบยุทธศาสตร์เขาก็เลือกพรรคนั้น แปลว่ายังถือว่าสองพรรคอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่พอเพื่อไทยย้ายฝั่งมาแล้ว โอกาสที่เพื่อไทยจะต้องสูญเสียคนที่เลือกแบบยุทธศาสตร์ จะมีเป็นจำนวนมาก! เขาสูญเสียแน่นอน แต่ว่าพรรคเพื่อไทยเขาอาจจะเชื่อมั่นในโมเดลเดิมแบบไทยรักไทยว่า ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้คะแนนนิยมจะได้กลับมา แต่อาจารย์ว่าคนเปลี่ยนไปเยอะ


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนเสื้อแดง” ไม่เคยออกมาต่อสู้เพื่อเศรษฐกิจ ไม่เคยออกมาต่อสู้ให้ค่าแรงเพิ่ม หรือขอค่าน้ำค่าไฟ “คนเสื้อแดง” ออกมาต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียว ยามที่ให้ลงประชามติ อย่างน้อยจำนวน 10 ล้านแล้วที่ไม่เอา แปลว่าพวกนี้หัวเด็ดตีนขาดไม่เอาผลิตผลการรัฐประหาร ถือว่าเป็นคนเสื้อแดงพันธุ์แท้ ไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน ซึ่งพวกนี้ก็จะมีบทบาททางการเมือง


ดังนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับประชาชน ทุกคนชอบ แต่ว่ามันมีชอบมากกว่า ก็คือความก้าวหน้าทางการเมือง priority ของเขานั้น “การเมือง”มากกว่า “เศรษฐกิจ” นี่อาจารย์พูดถึงคนเสื้อแดง เพราะว่าระยะการต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2550 จนมาถึงบัดนี้ เราเปิดเวทีมากมาย เรามีโรงเรียนการเมืองนปช. ซึ่งคนเข้าครั้งละเป็นพัน ๆ คน แล้วก็ถ่ายทอดตลอด เราถือว่าสิ่งที่เราทำโดยเฉพาะตัวอาจารย์เองถือว่าการทำให้เป็น Active Citizen เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ทางการเมืองเป็นภารกิจสำคัญ ตัวดิฉันมองว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน  ความคิดคนสำคัญที่สุด ถ้าทำให้ความคิดก้าวหน้าได้ อย่างอื่นเขาตัดสินใจด้วยตัวเองได้ จะมีองค์กรนปช. หรือไม่มี เขาก็ตัดสินใจเองได้ แล้วเขาเลือกมาสนับสนุนเยาวชน เขาก็มาด้วยตัวเอง ตอนนั้นองค์กรนปช.ก็ไม่ได้ดำรงอยู่แล้ว


ทุกวันนี้ “คนเสื้อแดง” และอุดมการณ์ในการต่อต้านรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ อาจารย์เชื่อว่ายังดำรงอยู่เข้มข้น แต่ถามว่ามี FC พรรคมั้ย์? ก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง เขาก็มีสิทธิ์




ถ้าคนเสื้อแดงพันธุ์แท้จริง ๆ ก็รู้สึกใจสลายเหมือนกัน กับการจับมือกันครั้งนี้กับประชาธิปัตย์


ถ้าเป็นก้อนแรกเขาก็อาจจะไม่สนใจแล้ว ก้อนที่สองที่เลือกมา 10 ล้านนี่ซิ อาจจะสนใจ สะเทือนใจ แต่ถ้าเป็นก้อนแรกนะ เขาทิ้งแล้ว เขาไปแล้วไปเลย แต่พวกที่เลือกรอบสองก็คงจะเจ็บปวด แต่ตัวอาจารย์ก็เข้าใจในฐานะที่เรามีประสบการณ์การต่อสู้มานาน เราก็เข้าใจความเป็นจริงของพรรคการเมือง เราไม่สามารถที่จะให้พรรคการเมืองมาเป็นพรรคของนักต่อสู้ได้ ดังนั้นเขาก็ต้องทำเพื่อเป็นรัฐบาล


หลายคนมองว่า อ.ธิดา “ก้าวข้าม” มันไม่ได้หรือ “ความขัดแย้ง” เมื่อเคลื่อนไหวมันเหมือนดึงเอาความขัดแย้งเก่า ๆ มา แล้วประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้


ความขัดแย้งในสังคมไทยยังดำรงอยู่ คุณจะมาบอกว่าก้าวข้ามความขัดแย้งแล้วสลายความขัดแย้ง เป็นไปไม่ได้ ความขัดแย้งนั้นปัญหาคือความขัดแย้งหลักของสังคมก็คือ ความขัดแย้งของ “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ถูกปกครอง” ปัญหาคือผู้ปกครองคืออะไร คือความขัดแย้งของระบอบ ถ้ามันเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสากล นั่นก็คืออำนาจเป็นของประชาชน แต่เมืองไทยมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ยังมีโอกาสมีรัฐประหาร ยังมีคนในระดับบนซึ่งกุมอำนาจ ไม่ว่าจะในองค์กรอิสระ ในศาล ในกองทัพ ไม่ได้มีอะไรยึดโยงกับประชาชนเลย มันยังเป็นเครือข่ายของชนชั้นนำที่ในเชิงโครงสร้างยังขัดแย้งกับประชาชน นี่เราพูดในระบอบเลยนะ


ในทัศนะของอาจารย์ ขณะนี้เราไม่ใชระบอบประชาธิปไตยแบบสากล ถ้าพูดแบบภาษาตั้งแต่สมัยอาจารย์ปรีดี ก็ถือว่าเป็น constitutional monarchy หรือ ราชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญ (ภาษาสมัยคณะราษฎร) อำนาจยังไม่ได้เป็นของประชาชนจริง แล้วยังมีความขัดแย้งยังดำรงอยู่มายาวนาน ดังนั้น ผ่านการปกครอง 2475 ไปเป็น 2575 ถึง 100 อาจารย์ก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ประชาธิปไตยจริง ๆ หรือเปล่า


ดังนั้น ลักษณะของประเทศไทยเป็นลักษณะที่มองเห็นเลยว่า โครงสร้างและอุดมการณ์ทางการเมือง สำหรับดิฉันถือเป็นโครงสร้างชั้นบนกับรากฐานเศรษฐกิจมันก็ขัดแย้ง ในขณะที่เศรษฐกิจเป็นทุนนิยม แต่โครงสร้างของเราชั้นบนเป็นโครงสร้างที่ล้าหลัง ถามว่ามันขัดแย้งไหม? มันขัดแย้งแม้กระทั่งในระบอบ แล้วขัดแย้งในระหว่าง “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ถูกปกครอง” ดังนั้นความขัดแย้งจึงดำรงอยู่ เราจะมองไม่เห็นความขัดแย้งไม่ได้ มิฉะนั้นมันจะเกิดปัญหาเรื่องของการเรียกร้องความยุติธรรมมั้ย?


ที่เรียกร้องความยุติธรรม เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตยจริง ปัญหาที่มาทวงความยุติธรรม มาเรียกร้องความยุติธรรมก็ยังไม่ได้เกิด เหมือนอย่างคนเสื้อแดง พอมีรัฐประหาร คดีความที่กำลังจะไล่ขึ้นไป ถูกฟรีซหมดเลย แล้วก็กลายเป็นว่ามาสร้างเหตุการณ์ สร้าง “ชายชุดดำ” ให้มาแต่งตัวแล้วผูกโบว์ผูกอะไร แล้วสอนให้ถือปืน เรื่องโกหกทั้งนั้น สร้างเรื่องขึ้นมาทั้งนั้น ถามว่าอย่างนี้จะเรียกว่าไม่มีความขัดแย้งหรือ?


คนเสื้อแดงเองก็คาดหวังความยุติธรรมหลังจากพรรคเพื่อไทยได้มาเป็นรัฐบาล


ถูก!!! ในทัศนะของอาจารย์ตอนนี้นะ คนเสื้อแดงจริง ๆ ที่เขาเข้าใจ เขารู้ว่าเขาไม่ได้หรอก เพราะโครงสร้างของการเมืองมันยังไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยจริง มันเห็นชัดที่กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้น คุณทวงความยุติธรรม แต่ถ้าความยุติธรรมนั้นไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบสากลจริง คุณไม่มีทางได้เลย ดังนั้นความขัดแย้งต้องดำรงอยู่ คือ ทำอย่างไรให้สมกับชื่อ ไม่ใช่ประชาธิปไตยปลอม ๆ ต้องเป็นประชาธิปไตยจริง


ดังนั้น ขบวนการต่อสู้ของประชาชนยังดำรงอยู่และต้องเดินต่อไป จนกว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชนจริง ถ้าเป็นประชาธิปไตยแบบสากลจริงนะ คุณจะเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ขวาจัดสุด ขวาน้อย ๆ ขวากลาง ๆ ซ้ายสุด คือคุณบอกไปเลยว่าพรรคคุณเป็นสังคมประชาธิปไตย เป็นสังคมนิยม เป็นอนุรักษ์นิยม แล้วให้ประชาชนเลือก โอเคเลย อย่างนี้นะปัญหามันไม่มี มันเหมือนของที่ให้เลือกได้ แต่ไม่ใช่ถูกบังคับให้เลือก


แต่ทุกวันนี้ พรรคการเมืองไม่เคยประกาศอุดมการณ์ของตัวเองชัดเจน ก็เหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่าการปฏิบัติใช้กระแสทั่วไป หรือว่าใช้กระสุน หรือเป็นแบบบ้านใหญ่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นแกนนำฝ่ายอนุรักษ์นิยม ตอนนี้หมดบทบาทนั้นแล้ว พรรคเพื่อไทยก็เคยเป็นแกนนำที่บอกว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ตอนนี้ก็ถูกพรรคอื่นชิงบทบาทนำไป


ดังนั้น พรรคการเมืองที่อิงกับระบอบเก่าก็มารวมกันอยู่ตอนนี้ จะเป็นอย่างที่เราเห็น ดิฉันก็ถือว่าความขัดแย้งมันมีอยู่ แล้วจะทำเป็นมองไม่เห็นมันไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ประชาชนตื่นตัวแล้ว เขาต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างที่อาจารย์พูด มัน 70% แล้ว เขาต้องการที่จะมีโครงสร้างการเมืองทีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เสรีนิยมและประชาธิปไตยแบบสากล ไม่ใช่แบบไทย ๆ ถ้าตราบใดยังไม่ได้ ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ หน้าที่ประชาชนในการทวงความยุติธรรมกับทวงอำนาจประชาชนคืนมา มันก็จะต้องมีอยู่ตลอด




คุณทักษิณไม่ได้คุมเกม ไม่ได้อยู่เหนือกว่าอีกฝั่งหนึ่ง อาจารย์ธิดามองแบบนั้นมั้ยครับ?


ในฝั่งอนุรักษ์นิยมและกลุ่มที่สืบทอดอำนาจรัฐประหาร รวมทั้งฝั่งจารีตนิยมทั้งหมด คุณทักษิณอาจจะมีดีลกับใครหรืออะไรก็ตาม แต่ว่าฝั่งอนุรักษ์นิยมในทัศนะของดิฉันไม่เป็นเอกภาพ แล้วมีความเกลียดชังและกลัวคุณทักษิณมาตั้งแต่ต้นจำนวนไม่ใช่น้อย ถ้ามายอมรับตอนนี้ มันก็เหมือนกับว่าสิ่งที่เคยด่าเอาไว้คือไม่ถูก ประมาณนั้น ที่จริงเขาคิดผิดนะ ก็คือว่าในฝ่ายอนุรักษ์นิยมเองที่หัวใสจำนวนหนึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ดึงคุณทักษิณเข้ามา เพื่อเขาจะได้รักษาอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ จะได้จัดการสีส้ม ประมาณนั้น เขาก็บอกชัดเจน คำหนึ่งก็บอกว่าไม่ให้แก้ 112 สองคำก็บอกไม่ให้แก้ 112 ทุกพรรคพูดเหมือนกันหมดเลย เหมือนท่องมนต์คาภา


แปลว่าเขาเกลียดและกลัว “พรรคประชาชน” หรือ “พรรคก้าวไกล” มากกว่า ดังนั้น มันเป็นการแยกสลาย คือถ้ารวมกัน (เพื่อไทย+ก้าวไกล) มัน 70% แล้วนะเสียงโหวตเตอร์ เพราะฉะนั้น เครือข่ายต่าง ๆ ที่ยังเหลืออยู่ก็ต้องจัดการ สามารถแยกสลาย ความคิดนี้ต้องถือว่าเป็นยุทธวิธีที่ไม่คาดคิดเลย คือมาเหนือเมฆเลย แล้วก็ถือว่าต้องกันกับทางพรรคเพื่อไทย ที่คุณทักษิณก็อยากกลับบ้านและอยากเป็นรัฐบาล


การอยากเป็นรัฐบาลมันเป็นเรื่องธรรมดาของพรรคการเมือง จริง ๆ ฝ่ายประชาธิปัตย์ที่โวยวาย ไม่ต้องโวยวายเลย ก็มาเป็นพวกเดียวกัน ก็เหมือน ๆ กันหมดแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของบ้านใหญ่ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วยังรักษาโครงสร้างเดิม รักษาเครือข่ายเดิมของชนชั้นนำไม่ให้กระทบกระเทือน แต่ตัวเองก็สามารถได้ผลประโยชน์ไปด้วยในขณะนั้น อันนี้เป็นแนวเดียวกันหมดเลย คือสามารถอิงชนชั้นนำเดิม แล้วยังได้ผลประโยชน์ เพราะว่าฝั่งที่ประชาชนสนับสนุนมากจนได้เสียงเป็นที่ 1 มันน่ากลัว! แต่ว่าความไม่เป็นเอกภาพของฝั่งอนุรักษ์นิยมจะทำให้คุณทักษิณอยู่ลำบาก


อาจารย์มองว่า คุณทักษิณ-แพทองธาร-พรรคเพื่อไทย มีอะไรต้องกังวลหลังจากนี้


โอววววว เยอะเลย พูดตรง ๆ ว่า ในทัศนะอาจารย์นะ คือเขาเหนือชั้น หมายถึงว่าผู้คนในเครือข่ายระบอบเก่าที่เป็นชนชั้นนำเก่าที่มีอำนาจ แล้วก็เป็นกลุ่มจารีต อาจารย์ใช้คำว่า “จารีต” เพราะมันยิ่งกว่าอนุรักษ์ คือเป็นสุดโต่งเลย คนเหล่านี้อยู่ในสถานะที่ควบคุมรัฐ/องค์กรรัฐจำนวนมาก ดังนั้น คนหนึ่งคนใดก็จัดการได้ ถ้าคุณทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยทำอะไรที่สุ่มเสี่ยง เขาก็เคาะ


แปลว่านี่ไม่ใช่ชัยชนะของคุณทักษิณ


ในทัศนะดิฉัน ไม่ใช่ชัยชนะคุณทักษิณ แต่มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับวิธีคิดของคุณทักษิณ แต่ไม่ใช่วิธีคิดของประชาชนนะ


สำหรับฝ่ายชนชั้นนำ การได้คุณทักษิณมา คุณทักษิณแทนที่จะเป็นตัวแทนหรือแกนของพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตย แต่กลับมาเป็นแกนของฝั่งอนุรักษ์นิยม ดังนั้น ก็ต้องทำไปตามที่ไม่ทำให้อนุรักษ์นิยมเสียหาย ถ้าคุณทักษิณจะไปทำอะไรก็ตามที่ดูจะไม่น่ายินดี คุณก็ต้องโดนเคาะกะโหลกหรือถูกจัดการ ก็ดูซิที่คุณทักษิณกลับมา เขาคิดหรือว่าเขาจะเจอ 112 หรือเขาคิดหรือว่าคุณเศรษฐาจะต้องไปภายใน 1 ปี


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณ #เพื่อไทย #คนเสื้อแดง #ประชาธิปัตย์

“ภูมิธรรม” เผย โผ ครม. แพทองธาร ใกล้เสร็จแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ-ปรับวางตัวบุคคลให้เหมาะสม หวังลดปัญหาให้มากที่สุด

 


“ภูมิธรรม” เผย โผ ครม. แพทองธาร ใกล้เสร็จแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ-ปรับวางตัวบุคคลให้เหมาะสม หวังลดปัญหาให้มากที่สุด


วันนี้ (30 สิงหาคม 2567) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ


โดยนายภูมิธรรม กล่าวว่า ขั้นตอนจากนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อบางส่วน และพิจารณาปรับวางตัวบุคคลเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และลดปัญหาให้มากที่สุด


นายภูมิธรรม กล่าวต่อด้วยว่า ซึ่งรายชื่อคณะรัฐมนตรีทั้งหมดใกล้เสร็จเรียบร้อย รอให้มีการดำเนินการให้ครบขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมาย และเมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ก็จะเป็นกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลตามขั้นตอนของกฎหมายครบถ้วน ครม.ชุดใหม่ก็จะสามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ครมแพทองธาร

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งแล้ว #ไม่ให้ประกัน “อาย” กันต์ฤทัย คดี112 หลังคุมขังระหว่างรอคำสั่ง เข้าวันที่ 3 เหตุอัตราโทษสูง เกรงหลบหนี

 


ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งแล้ว #ไม่ให้ประกัน “อาย” กันต์ฤทัย คดี112 หลังคุมขังระหว่างรอคำสั่ง เข้าวันที่ 3 เหตุอัตราโทษสูง เกรงหลบหนี


ตามที่ วันที่ 27 สิงหาคม 2567 ศาลอาญาพิพากษา “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ชุมนุมทางการเมืองวัย 33 ปี จำเลยมีความผิดตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ตามที่โจทก์ฟ้อง จำคุกกรรมละ 3 ปี รวม 8 กรรม จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกรรมละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 8 ปี 48 เดือน หรือราว 12 ปี ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ


จากนั้น ทนายความได้ยื่นประกันกันต์ฤทัยระหว่างอุทธรณ์ด้วยหลักทรัพย์ 600,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ โดยศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณา ซึ่งคาดว่าใช้เวลา 2-3 วัน ระหว่างนี้กันต์ฤทัยจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางเพื่อรอฟังคำสั่ง


ล่าสุดวันนี้(29 ส.ค. 67) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า หลัง “อาย” กันต์ฤทัย ถูกขังเข้าวันที่ 3 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งแล้ว โดยสั่ง #ไม่ให้ประกัน ระหว่างอุทธรณ์ โดยให้เหตุผลดังนี้


"พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 8 ปี 48 เดือน มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเจ็บป่วย (โรคซึมเศร้า) นั้น กรมราชทัณฑ์สามารถดูแลจัดการให้ได้ ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง"


จากคำสั่งนี้ทำให้กันต์ฤทัยจะต้องถูกคุมขังในคดี #ม112 กรณีถูกฟ้องว่าโพสต์เฟซบุ๊ก 8 ข้อความต่อไปที่ทัณฑสถานหญิงกลางจนกว่าศาลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นอย่างอื่น


ทั้งนี้ กันต์ฤทัยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเกือบ 5 ปีแล้ว ปัจจุบันต้องทานยาวันละ 1 ครั้ง ครั้งละกว่า 12 เม็ด และต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์เป็นประจำ รวมถึงต้องดูแลลูกชายวัย 11 ขวบเศษด้วย


ศูนย์ทนายฯ รายงานเพิ่มเติมว่า ส่งผลให้ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย เป็นอย่างน้อย 43 ราย ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 เกินครึ่ง คือ 29 ราย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัว

“ไพบูลย์” ชี้ “อิ๊งค์” เริ่มต้นไม่รักษาคำมั่นที่ให้ไว้ต่อสาธารณะ ยกข้อกฏหมาย ส่อไม่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ลั่น ไม่ต้องห่วง พปชร.ห่วง นายกฯ ดีกว่า แจงไม่ขับ “กลุ่มธรรมนัส” ชี้ เป็นครอบครัวเดียวกัน


ไพบูลย์” ชี้ “อิ๊งค์” เริ่มต้นไม่รักษาคำมั่นที่ให้ไว้ต่อสาธารณะ ยกข้อกฎหมาย ส่อไม่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ลั่น ไม่ต้องห่วง พปชร.ห่วง นายกฯ ดีกว่า แจงไม่ขับ “กลุ่มธรรมนัส” ชี้ เป็นครอบครัวเดียวกัน


วันที่ 29 สิงหาคม 2567 นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพนมประชารัฐ เปิดเผยว่า วันนี้ ตนเองได้แจ้งในที่ประชุมทราบว่ามีปรากฏตามข่าวว่ากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มีมติไม่ให้พรรคพลังประชารัฐร่วมรัฐบาล ส่วนตัวแจ้งเพิ่มเติมว่าเรื่องของพรรคพลังประชารัฐไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย แต่เกี่ยวโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรี เคยมีสัญญาประชาคมหรือเรียกว่าข้อตกลง เสมือนเป็นคำมั่นกับพรรคพลังประชารัฐที่แสดงออกต่อสาธารณะว่าจะให้พรรคพลังประชารัฐลงมติเห็นชอบให้ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะให้ พลังประชารัฐ มีที่นั่งในคณะรัฐมนตรีด้วยตามสัดส่วนเดิม ซึ่งพรรคได้ให้ สส. ไปลงมติสนับสนุนให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง 39 คมีเพียง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ติดภารกิจไม่สามารถไปร่วมออกเสียงได้ แสดงว่าพรรคได้ทำตามคำมั่นแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงควรต้องทำตามคำมั่นที่ให้ไว้เช่นกัน


โดยนายไพบูลย์ ยกกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 362 บัญญัติว่าบุคคลออกโฆษณาให้คำมั่น ว่าให้รางวัลแก่ผู้ ซึ่งกระทำการอันใดก็จำต้องให้รางวัลใดใดผู้ได้กระทำการอันนั้นแม้ถึงไม่ใช่ว่าผู้นั้นจะกระทำการโดยเห็นแก่รางวัล ยืนยันว่านี่ไม่ใช่การกดดัน แต่เป็นเพียงการพูดข้อกฎหมายเท่านั้น กรณีของนายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นกับพรรคพลังประชารัฐ และในครั้งหลังสุดนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกมายืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จึงถือว่าครบสมบูรณ์ตามหลักการของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


ยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐ สบายมาก พลเอกประวิตร หัวหน้าพรรคมีความสุข เข้มแข็ง และแน่วแน่ ที่จะดูแลพรรคในฐานะหัวหน้าพรรคไปจนกว่าจะไม่ไหว ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นหากเป็นไปตามนั้นก็ถือว่าเฉย ๆ ที่ประชุมไม่มีการพิจารณาในเรื่องนี้ เพราะไม่ถือว่าต้องเป็นห่วง แต่คนที่ควรเป็นห่วงคือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมากกว่า เพราะการที่ให้คำมั่นสัญญาครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำมั่น วิญญูชนโดยทั่วไปก็จะว่าได้ว่านายกรัฐมนตรี ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่


ดังนั้น ควรเป็นห่วงนายกรัฐมนตรีมากกว่า เพราะหลักการมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ถือมีมีความสำคัญ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 บอกว่าการพิจารณาเจตนารมย์ของศาลรัฐธรรมนูญตามคำปรารภที่รัฐธรรมนูญวางไว้กลไกป้องกันตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ


การที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 รู้หรือ ควรรู้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติการณ์ต่าง ๆ ของผู้ถูกร้องที่สอง แต่ยังเสนอแต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีคนแล้ว ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 วงเล็บ 4 และศาลรัฐธรรมนูญยังพิจารณาต่อไปว่าเมื่อขาดคุณสมบัติ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมในหมวดหนึ่งข้อแปดที่บัญญัติว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ดังนั้น ศาลจึงเสียงข้างมากวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องที่หนึ่งนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เนื่องจากไม่มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ตนตามหลักวิชาการเท่านั้น “


ทั้งนี้ นายไพบูลย์ ยืนยันว่า แม้ในอนาคตจะไม่ได้ร่วมรัฐบาลและต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน ก็จะไม่มีการยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี เพราะ พลังประชารัฐ เป็นพรรคผู้ใหญ่ ไม่ไปทำอะไรอย่างนั้น เพียงแค่ต้องการบอกว่าเป็นเรื่องของคำมั่น ซึ่งไม่ต้องมีสัญญาหรือลงลายมือชื่อ เพราะเป็นเรื่องของการแสดงเจตนาจึงอยากถามกับนายกรัฐมนตรี ว่ามีคำมั่นแล้วไม่ปฏิบัติตามก็จะกลายเป็นข้อครหา ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจน ซึ่ง พลังประชารัฐ ไม่ได้หวังจะให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เมื่อทำแล้วก็ทำต่อไปให้มันจบ ในส่วน พลังประชารัฐ มีความมั่นคง และพร้อมทำทุกหน้าที่ที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และขอฝากไปถึงพรรคเพื่อไทยว่า “เราไม่ได้ไปเกี่ยวอะไรกับพรรค ไม่ต้องมามีมติเรื่องอะไรกับเรา“


ส่วนที่มีกระข่าวว่าคนบ้านป่ามีคลิปวิดีโอของคนบ้านจันทร์ส่องหล้าเรียกรัฐมนตรีหารือในวันที่นายเศรษฐา ทวีสิน หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวไม่ทราบ แล้วต่อให้รู้ก็ไม่รู้จะพูดทำไม


หากมีคลิปจริงจะเป็นไม้เด็ดในเรื่องของครอบงำพรรคหรือไม่ ว่า เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เท่าที่ดูจากสื่อมวลชน แต่วันนี้ที่ให้สัมภาษณ์ยังต้องการจะบอกว่าให้สื่อมวลชนไปห่วงนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องห่วงพรรคพลังประชารัฐ เราสบายมาก หัวหน้าพรรคอารมณ์ดีมาก ในระยะนี้ไม่รู้เพราะอะไร สิ่งที่ตนเองเป็นห่วงคือสถานะของรัฐบาล หากเริ่มต้นอย่างนี้จะอยู่ไปได้นานเพียงใด ตอนนี้ไม่สำคัญแล้วว่าจะมีชื่อร่วมรัฐบาลหรือไม่ ยิ่งไม่มีชื่อ จะกลายเป็นเรื่องดี แสดงให้เห็นว่าไม่ทำตามคำมั่น และสส.ก็จะมีความสุข ทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่มีข้อจำกัดอะไร ส่วนที่ถามว่าต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ก็เป็นเพียงระเบียบของสภาฯ ที่กำหนดว่าเมื่อไม่มีนายกรัฐมนตรีอยู่ก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน แต่ในการทำงานจริง ๆ ก็เป็นพลังประชารัฐ ที่ทำงานตามอุดมการณ์ของตนเองเหมือนเดิม


หากไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ไปเป็นฝ่ายค้านไม่เห็นเป็นไร เป็นฝ่ายค้านเสียหายตรงไหน เพราะพรรคร่วมรัฐบาลตอนนี้ก็เป็นอดีตฝ่ายค้าน ส่วนตัวมองว่าเป็นประโยชน์ หากต้องไปเป็นร่วมกับนายกมนตรี ที่ยังไม่ทันไรก็ ปฏิบัติตามคำมั่นไม่ได้หากต้องอยู่ด้วยก็เสียชื่อพรรค ประชาชนอาจมองเราในด้านไม่ดี ลองไปสำรวจความเห็นที่มีต่อนายกรัฐมนตรีดูว่าเป็นอย่างไรส่วนตัวไม่อยากวิจารณ์ ส่วนตัวก็ดีใจที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวอะไรกัน


ทั้งนี้ นายไพบูลย์ ย้ำว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวพลังประชารัฐ คนอื่นไม่อยากให้มาเกี่ยว ยืนยันว่าพรรคจะไม่มีมติขับ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากพรรคแน่นอน เพราะเป็นคนในครอบครัว ใครจะขับคนในครอบครัวตัวเอง เรามีความสุขที่จะอยู่ด้วยกัน สส.พรรคพลังประชารัฐ ยังกินข้าวด้วยกันมีความสุขปกติเป็นหนึ่งเดียวกันหมด ไม่รู้ทำไมคนนอกชอบมองประสงค์ร้ายกับเราหรือไม่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พปชร #รัฐบาลแพทองธาร #นายกอิ๊งค์