แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

บทความ : กลุ่มคนและชนชั้นในสังคมไทย (อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ)


เนื่องจากมีคนไม่น้อยที่คิดว่าสังคมไทยบัดนี้มีความเท่าเทียมกัน ไม่มีชนชั้นสูง, ชนชั้นล่าง  จึงอยากให้ข้อมูลประกอบความคิดเห็น :

กลุ่มคนและชนชั้นในสังคมไทย  สั้น ๆ ง่าย ๆ คือ
1.      สังคมไทยและสังคมโลกยังมีชนชั้นอยู่
2.      สังคมชนชั้นที่สำคัญคือชนชั้นทางเศรษฐกิจ 
3.      กลุ่มชนชั้นส่วนล่างหรือมวลชนพื้นฐาน มวลชนรากหญ้า     ปัจจุบัน 40% ของสังคมไทยมีรายได้ต่ำกว่า 5,344 บาทต่อคน  ต่อเดือน  แต่ที่เป็นคนจนใต้เส้นยากจน 2,644บาท  และเกือบ  จนคือสูงกว่า  2,644 บาทประมาณ 3,173 บาทต่อคนต่อเดือน  มีเกือบ 20% ของคนทั้งประเทศ 
ตัวเลขโดยประมาณ  
เราจึงมีคนชั้นกลางล่างและคนยากจน  40% ของประเทศ 
คนชั้นกลางทั่วไปอีกประมาณ 30%
มีคนชั้นกลางบนอีกประมาณ 20%
และชนชั้นสูงหรือชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ, การเมือง อีก 10%
ที่เป็นชนชั้นนำจริง ๆ มีเพียง 1% ที่มีฐานะเศรษฐกิจ, รายได้, ทรัพย์สินสูงสุด
              ภาวะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจึงถูกหยิบฉวยมาเป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งในสังคมไทยโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมจำนวนหนึ่ง  และภาวะชนชั้นที่พูดกันก็มักหมายถึงฐานะทางเศรษฐกิจเป็นหลักนั่นเอง
              คนรวยที่สุด 10% มีรายได้มากกว่าเป็น 35 เท่าของ คนจนที่สุด 10% และเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ

กลุ่มคนและชนชั้นกับการต่อสู้ทางการเมือง
1.  กลุ่มคนชั้นนำและชนชั้นกลางบนจึงเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยมทางการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ, สังคม และฐานะผู้ปกครองทางการเมืองของตน
2.  ความเข็มแข็งของชนชั้นนำและชนชั้นสูงฝ่ายอนุรักษ์นิยมทางการเมืองและสังคมได้ร่วมกับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ทุนนิยม เป็นเครือข่ายที่สนับสนุนและอุปถัมภ์กลุ่มอนุรักษ์นิยมทางการเมือง  และร่วมกับชนชั้นกลางบน ปัญญาชน ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน  และเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคตไม่ให้ถูกบั่นทอนหรือแย่งชิงให้กับกลุ่มชนชั้นอื่น อันได้แก่ มวลชนรากหญ้า, ชนชั้นกลางล่าง และผู้ประกอบการรายใหม่ที่กำลังเติบโต
3.  ฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้สถาปนาระบบเครือข่าย มีรัฐข้าราชการ (Government Sector), นายทุนใหญ่, ภาคเอกชน (Private Sector), NGO และมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยม  เพื่อสถาปนาอำนาจรัฐข้าราชการอนุรักษ์นิยมให้ยืนนานเหนืออำนาจประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบสากล

การต่อสู้ของฝ่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนแท้จริงและให้ได้ความเท่าเทียมกัน  จึงมีความจำเป็นต้องผนึกกำลังกลุ่มคนทุกชนชั้น ทุกชนชาติ  ทุกศาสนา  ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐี, ปัญญาชน, คนยากจน ให้อำนาจเป็นของประชาชน  และได้มาตรฐานของสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง และสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสหประชาชาติ

ตามหลักการมวลชนพื้นฐานคนยากคนจนจึงเป็นด้านหลักของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเท่าเทียม  คนชั้นกลางก็เป็นกำลังหลักในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและระบอบประชาธิปไตย  ชนชั้นนำและชนชั้นสูงทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมก็ร่วมส่วนเป็นแนวหน้าของการต่อสู้ประชาชนได้  และอาจมีบทบาทแถวหน้าการต่อสู้ได้ถ้าได้รับการยอมรับนับถือในบทบาทนำทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม  แต่อาจมีความจำกัดทางชนชั้น (ตามทฤษฎี)  ในการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม  เราจึงไม่อาจเรียกร้องคนทุกคน ทุกชนชั้น ทุกกลุ่มความเชื่อ ให้เป็นผู้อยู่แนวหน้าในทุกเรื่อง  เขาอาจทำได้ดีในบางเรื่อง
          การต่อสู้ของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจในความจำกัดของแต่ละกลุ่มคน แต่ละชนชั้น  ที่เคยมีวิถีชีวิตแบบไหนในสังคมไทย
          ให้โอกาสแก่ผู้ร่วมชะตากรรมฝ่ายที่ถูกกระทำเมื่อสังคมยังไม่มีประชาธิปไตยและไม่มีความเท่าเทียมจริง  จึงเรียกร้องความสามัคคีของประชาชนทุกชนชั้นทุกฝ่ายที่มีเป้าหมายร่วมกันให้ประเทศนี้ได้ประชาธิปไตยแท้จริง...ไม่ใช่จอมปลอม!  และได้หลักนิติธรรมพร้อมธรรมาภิบาลทางการเมืองการปกครอง

ธิดา ถาวรเศรษฐ
8 ก.ย. 60


วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ต้องยืนหยัดอำนาจของประชาชน : ธิดา ถาวรเศรษฐ ใน โลกวันนี้วันสุข 21 พ.ค. 59


"ธิดา ถาวรเศรษฐ"ประธานที่ปรึกษากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วิพากษ์การเมืองไทยท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอำมาตยาธิปไตย กับฝ่ายประชาธิปไตย เตือนหากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่โปร่งใส รัฐบาลและ คสช. จะถูกมองว่าไม่มีความชอบธรรม

สถานการณ์การเมืองขณะนี้

สถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในสถานะซึ่งขั้วที่มีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนกับฝ่ายที่ไม่สนับสนุนคณะรัฐประหารมีลักษณะที่ขึงตึงมาก การไม่สนับสนุนหรือสนับสนุนคณะรัฐประหารทับซ้อนกับความขัดแย้งเดิมๆ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างฝั่งที่ต้องการประชาธิปไตยที่ถือว่าอำนาจที่ต้องการประชาธิปไตยที่ถือว่าอำนาจเป็นของประชาชน กับฝ่ายที่บอกว่าให้รอก่อน อำนาจยังไม่ควรเป็นของประชาชน ควรเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งเป็นความขัดแย้งเดิม คือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมหรือสายที่เราเรียกว่า อำมาตยาธิปไตย 
นี่แหละ ขัดแย้งกับสายที่ต้องการประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน การทำรัฐประหารทำให้เกิดความขัดแย้งทับซ้อน คือ ในฝ่ายอำมาตยาธิปไตยในขณะนี้ก็มีความขัดแย้งกันระดับหนึ่ง แปลว่าความขัดแย้งหลักกับความขัดแย้งรองปะทุขึ้นมาในลักษณะที่สูงมาก

ฝั่งที่เป็นเอกภาพคือฝั่งที่เป็นแนวทางประชาธิปไตยแบบอำนาจประชาชน แต่ฝั่งอำนาจที่ไม่ใช่ฝั่งประชาชนนั้นมีความขัดแย้งที่ไม่ เป็นเอกภาพสักเท่าไร ซึ่งสะท้อนว่าไม่ว่าจะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญหรือการดำเนินนโยบายต่างๆ เราจะพบว่ามีความขัดแย้งกันอยู่ ไม่ลงตัว

ดังนั้น ภาวะขณะนี้เป็นภาวะที่มีความขัดแย้งหลักและความขัดแย้งรองสูงมาก ในฝ่ายประชาธิปไตยมีความเอกภาพที่ว่า เมื่อมาถึงขั้นมีประชามติก็ต้องการให้ทำ ไม่ต้องการให้เลิก แล้วก็ต้องการให้คนออกมาใช้สิทธิเต็มที่ แต่ฝ่ายประชาธิปไตยที่มีเอกภาพก็ ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ส่วนจะมากหรือ น้อย จะชนะหรือแพ้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มีความเป็นเอกภาพ

ส่วนฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะพบว่าบางพวกก็ไม่ต้องการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่ออายุ มีอำนาจอยู่นานขึ้น พูดตรงๆว่า เป็นความขัดแย้งกันเอง คือเขาคิดว่า คสช. ควรลงจากอำนาจ แล้วให้ คณะอื่นหรือฝ่ายพลเรือน หรือกระทั่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องการจะเข้า พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องการจะเข้า มาบริหารประเทศเช่นกัน

เพราะฉะนั้นปัญหานี้ถือเป็นความขัดแย้งภายในในฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีอยู่สูงเหมือนกัน แต่ฝ่ายประชาธิปไตยจะนั่งรอให้พวกนี้ทะเลาะกันไม่ได้ เพราะในที่สุดเขาจะประนีประนอมกันระดับหนึ่งและมีความร่วมมือกัน เพราะเขามองว่าปฏิปักษ์คือ "ทุนสามานย์" นั่นแหละ มองเป็นศัตรูตัวร้าย พูดง่ายๆว่าถึง จะไม่ชอบกัน แต่มีศัตรูร่วมกัน

ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยที่เดินหน้ามาจนถึงขั้นนี้ก็ถือว่ามีแนวทางค่อนข้างเป็นเอกภาพ มีความแข็งแรงพอสมควร มีความสุขุมพอสมควร เพราะสิ่งที่ไม่ชอบคือปฏิเสธการทำรัฐประหาร ปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอนุรักษ์นิยม แต่จังหวะก้าวที่จะเดินเป็นอย่างไรอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ จะไม่ให้ไปในทิศทางที่ยอมจำนนหรือในทิศทางที่สุ่มเสี่ยงเสียหาย  อันนี้ต้องประเมินประชาชนให้ชัดเจน

ในส่วนของ คสช. นั้น ดิฉันมองว่าเขาพยายามยึดความได้เปรียบให้มากที่สุด นั่นคือเรื่องรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประโยชน์กับอำนาจทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและ คสช. รวมทั้งนโยบาย เช่น เรื่องการจัดสรรผู้นำท้องถิ่น คือเขากล้าทำในสิ่งที่น่ากลัวมาก เช่น ให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ให้วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด เป็นความกล้าหาญมาก พูดง่ายๆว่าเปิดหน้าหมดเลยว่าต้องการอะไร แม้กระทั่งปัญหาผู้นำท้องถิ่น อะไร แม้กระทั่งปัญหาผู้นำท้องถิ่น ซึ่งปรกติต้องมีการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าจะมีการสรรหา โดยอ้างว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งหรืออะไรก็ตาม คือต้องให้อำนาจอยู่ในมืออย่างน้อย 5 ปี ซึ่งอาจยาว 8 ปี 10 ปี 20 ปี แต่กระแสต่อต้านจากสังคมโลกก็สูงมาก จะเห็นว่าประเทศยักษ์ใหญ่บางประเทศเริ่มถอยห่างจาก คสช. ซึ่งมีเหตุผลของมัน บางอย่างเราก็ยังไม่อยากจะพูดตอนนี้ สถานการณ์ในต่างประเทศ ประเทศยักษ์ใหญ่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยเขารังเกียจแน่นอน

แม้กระทั่งฝ่ายที่ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยก็มีท่าทีไม่เหมือนเดิม เรียกว่าไม่มีเวลาที่หวานชื่นสำหรับ คสช. พูดง่ายๆคือ ต้องการรวบรัดอำนาจในการใช้กฎหมายโดยผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะถึงเวลาที่ทหารต้องวางมือ แต่ยังสามารถใช้รัฐธรรมนูญมารักษาอำนาจต่อจากปืนได้ คือปืนใช้นานมากไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างกฎหมายในรัฐธรรมนูญให้รักษาอำนาจต่อไป เรียกว่าเปิดหน้าเต็มที่

ขณะนี้เรียกว่าเป็นความขัดแย้ง ที่เปิดหน้าเต็มที่เลย โดย คสช. ก็ไม่ รู้สึกกระดาก ไม่รู้สึกเหนียมอายที่จะ ต้องทำแบบหลบๆซ่อนๆ เอากันตรงๆเลย ขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยเท่า ที่ดูตอนนี้ก็ถือว่ายังเหมาะสมถูก ต้อง การทำประชามติก็ยืนยันชัดเจนว่าเราจำเป็นจะต้องเรียกร้องปัญหาสิทธิเสรีภาพควบคู่กันไป ทั้งต่อสังคมโลกและสังคมไทยในขอบเขตที่ เหมาะสม  แต่ไม่ใช่ในลักษณะการ ยอมจำนน ในขณะนี้อย่างน้อยที่สุด การพยายามพูดถึงเหตุผลและหลักการก็เป็นอาวุธสำคัญคือ 1.ช่วยทำให้ไม่ผิดกฎหมาย และเป็นกฎหมาย ของเขา 2.สามารถดึงคนที่ยังมีความ ไม่ชัดเจนหรืออยู่ตรงกลางให้ยอม รับได้ในท่วงทำนองที่อาจไม่แข็งกร้าว จนเกินไป ซึ่งมีข้อดีที่ว่า เราดึงคนกลางๆ แม้กระทั่งฝั่งเขาเองให้มาอยู่กับเราได้จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่ต้องมาเป็นคนเสื้อแดง แต่อย่างน้อยที่สุดทำให้เขาเป็นฝ่ายรักประชาธิปไตยและไม่สนับสนุนการใช้อาวุธหรือการทำรัฐประหาร

เรียกว่าเป็นยุทธวิธีการใช้หลักการ เหตุผล และความสุขุมให้เป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่ลักษณะการยอมจำนน คือต้องต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ล้มเลิกการต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องให้กำลังใจฝ่ายพวกเราให้ยืนหยัดตรงนี้ เพราะว่าล้มเลิกประชามติไม่ได้ แต่ จะจัดการอย่างไรให้เหมาะสม ปี 2560 เขาก็บอกแล้วว่าต้องมีการเลือกตั้ง เพราะหมดเวลาที่จะยืดเวลาของคณะรัฐประหารออกไปแล้ว เขาไปสัญญากับประเทศต่างๆ

การกดดันจากประเทศต่างๆและยูเอ็นถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายแล้ว ในปี 2560 ดิฉันคิดว่า คสช. ยังไงก็ต้องรักษาคำพูดเรื่องให้มีการเลือกตั้งแน่ แต่ปัญหาคือจะชิงความได้เปรียบ ถ้าไม่ผ่านประชามติจะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร ในทัศนคติของดิฉันคิดว่า การไม่ผ่านรัฐธรรมนูญนี้มีความหมายต่อความชอบธรรมของ คสช. อย่างมาก ไม่ได้หมายความเฉพาะ ตัวรัฐธรรมนูญอย่างเดียว คสช. จึงไม่ให้คนออกมาแสดงความคิดเห็น อ้างตัวเองเป็นคนกลาง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ประชามติผ่านหรือไม่ผ่าน ความชอบธรรมของ คสช. ก็ไม่มี

คสช. ตั้งความหวังรัฐธรรมนูญสูงมาก

เขาพยายามใช้ทุกยุทธวิธี แม้กระทั่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยิ่งน่าเกลียดมาก เพราะคุณเป็นคนร่าง ถ้าคุณเชื่อว่าดี ทำไมต้องไปอาศัยกลไกรัฐทั้งหลายเพื่อทำให้ร่างของคุณผ่าน ถ้าคิดว่าคุณเป็นเบอร์หนึ่งแล้วจะไปกลัวอะไรกับคนอื่น คุณต้องเปิดให้คนอื่นสามารถแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่คุณยัง ต้องไปแอบข้างหลัง คสช. ต้องไปยืมกลไกกระทรวงมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องให้พวกนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) หรือพวกอาสาสมัคร (อสม.) (รด.) หรือพวกอาสาสมัคร (อสม.) คือใช้กลไกรัฐทั้งหลายมาเพื่อเชียร์ ไม่อายเลยหรือ

ถ้าเก่งขนาดนี้ ถ้าแน่จริง ทำไมไม่ชกตัวต่อตัวในฐานะนักวิชาการต่อนักวิชาการ คุณไม่ยอมให้อีกข้างหนึ่งขึ้นเวที ให้อยู่ข้างล่าง แล้วรอบตัว คุณมีอาวุธเต็มไปหมด ตัวเองเป็น ผู้เขียน เป็นทั้งคู่ต่อสู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นในความคิดของดิฉันคือ กรธ. ได้เปิดเผยตัวตนตัวเองว่า นอกจาก ทำตามคำสั่งและทำตามร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว ยังไม่มีจิตวิญญาณของนักวิชาการหรือนักกฎหมายแม้แต่น้อย จึงต้องแอบอยู่ข้างหลัง เสร็จแล้วให้คนอื่นป้องกันและสู้แทน รวมทั้งไม่ยอมให้คนอื่นมาสู้กับตัวเอง ไม่ยอมให้ขึ้นเวทีด้วย เรียกว่าไม่ยอมดวลกับคนอื่นเลย

ในทรรศนะของดิฉันคิดว่าบ้านเมืองเราในขณะนี้มันวิปลาส ไม่ได้หมายความว่าชนชั้นนำอนุรักษ์จะเป็นขุนศึกขุนนางอย่างเดียว แต่นักวิชาการก็เป็นนักวิชาการขุนนางที่แอบอยู่หลังขุนศึกด้วย จึงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เสียหาย ไม่มีความเป็นปัญญาชนที่แท้จริง

ห่วงความโปร่งใสการทำประชามติ

เป็นห่วงแน่นอน สิ่งที่เราต้องพิจารณาอย่างหนึ่งคือ เขาใช้คำว่า "ปราบโกง" เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ใช้คำขวัญนี้โฆษณา ตามความหมายนี้คุณผิดแล้ว คุณบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ปราบจริงหรือไม่ แล้วโกง มีกี่แบบ คนที่โกงหมายถึงเป็นรัฐบาลมาใช้นโยบาย รัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้งใช้นโยบายเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน โกงหมายถึงการเอาอำนาจเงินเข้ามาจัดการ แต่ขอโทษ โกงนี่ ไม่ได้หมายถึงอำนาจเงินอย่างเดียว การใช้กลไกอำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองก็ถือว่าโกงเหมือนกัน

ความหมายว่าการทำประชามติรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่เรากำลังจะพูดถึงการโกงประชามติโดยใช้กลไกอำนาจรัฐ เป็นการโกงที่เลวร้าย ซึ่งประชาชนต้องช่วยกันสอดส่องการใช้กลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือคำพูด ถ้าพูดว่ารับเถอะจะได้มีการเลือกตั้งเร็วๆหรืออะไรก็ตาม คำพูด การกระทำ และตัวอักษรที่บ่งชี้ว่าต้องการให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนต้องตรวจสอบ เพราะคือการโกงในการทำประชามติแบบหนึ่ง

แบบที่ 2 คือการโกงประชามติโดยการเปลี่ยนหีบเลย โยนหีบทิ้งหรือเปลี่ยนหีบใหม่ หรือกลเม็ดกลยุทธ์ให้ประชามติผ่านให้ได้ เพราะต้องการให้ผ่าน ถ้าผ่านแล้วใครได้ประโยชน์ ให้ประชาชนยอมรับในสิ่งที่ คสช. ยึดอำนาจ ซึ่งประชาชนก็ได้รัฐธรรมนูญประมาณอย่างนั้น หรืออาจมีการใช้กลไกอำนาจรัฐอื่นๆ เช่น ขู่จะย้ายข้าราชการถ้าจังหวัดไหนไม่ได้ผลตามเป้า หรือมีการขู่ลอยๆ อะไรอย่างนี้

แม้กระทั่งการจัดสรรสมาชิกท้องถิ่นใหม่ ตรงนี้ก็ส่อว่ามีความผิดปรกติแล้ว คุณทำไปทำไม มีเหตุผลอะไร เกี่ยวข้องกับปัญหาประชามติและการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่

การโกงอย่าไปหมายความเพียงนักการเมืองโกง กลไกรัฐของกลุ่มอำมาตย์หรือสายอนุรักษ์นิยม หรือสายการทำรัฐประหารทั้งหลายที่เข้ามาควบคุม ไม่มีผลประโยชน์จริง หรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้าจะปราบต้อง ปราบทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างเดียว ประชาชนต้องช่วยกัน

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า คสช. จะต้องพยายามผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุณมีชัยผ่านให้ได้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และแสดงความชอบ ธรรมต่อชาวโลกว่าประชาชนชอบผม ชอบร่างรัฐธรรมนูญของผม ซึ่งการตอบชอบร่างรัฐธรรมนูญของผม ซึ่งการตอบรับก็ทำให้อ้างว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไป อาจจะเป็น 10 ปี โดยที่คนอื่นไม่กล้าโต้แย้ง ถามว่านี่ใช่ผลประโยชน์หรือไม่

ฝากอะไรผู้รักประชาธิปไตย

ขอให้ประชาชนผู้มีใจรักประชาธิปไตยยืนหยัดจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ตรวจสอบรัฐธรรมนูญว่าเป็นของประชาชนหรือเปล่า ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจึงจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ถ้าอำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของประชาชนก็ต้องไม่เห็นด้วย เพราะประชาชนพร้อมแล้วสำหรับ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ความมุ่งมั่นต้องมีอยู่ แม้เราอาจมีปัญหากันบ้างในระหว่างการเดินทาง แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ล้มเลิกไม่ได้ คือต้องเดินหน้าต่อไป และต้องให้ คนมาร่วมทางกับเราให้มากที่สุด เราต้องระมัดระวังพวกลัทธิยอมจำนน หรือพวกสุ่มเสี่ยงจนไม่มีสติ การ โดดเดี่ยวตัวเองแล้วไม่คำนึงถึงคน ส่วนมากจะทำให้เราไม่ประสบผลสำเร็จ

ต้องต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง
ไม่ล้มเลิกการต่อสู้
ในสิ่งที่ถูกต้อง ตรงนี้สำคัญมาก
ที่ต้องให้กำลังใจฝ่ายประชาธิปไตย
ให้ยืนหยัดตรงนี้ ล้มเลิกประชามติไม่ได้




วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

ความเห็นต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่องรัฐธรรมนูญมีชัย โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ

คำปรารภรัฐธรรมนูญนี้  นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ กล่าวว่า “ถูกใจมาก” 

ประการแรก นายสุเทพพูดว่า  เจตนารมณ์คนไทยทั้งประเทศที่ยืนยันให้ประเทศปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย  ซึ่งหลายประเทศอาจไม่เข้าใจ  พร้อมทั้งได้ข้อมูลไม่ถูกต้องว่า  คนไทยไม่ชอบระบอบประชาธิปไตย  และเฉพาะคิดว่าเป็น กปปส.

ความหมายของนายสุเทพจะสื่ออะไร?  คือจะสื่อว่ารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแบบของนายสุเทพต้องเป็นแบบนี้คือแบบรัฐธรรมนูญมีชัย  และอยากจะแก้ตัวให้กับกลุ่มตัวเองว่าต่างประเทศไม่เข้าใจกลุ่มตน  คิดว่าไม่ต้องการประชาธิปไตยหรืออย่างไร?

ดิฉันอย่างจะบอกว่า  ระบอบประชาธิปไตยมีทางออกของมันยามมีปัญหา  ไม่ใช่วิถีทางล้มการเลือกตั้ง  ขัดขวางการเลือกตั้งตามแบบกปปส.  แม้กระนั้นก็ยังมีคนมาใช้สิทธิโดยที่ยอมเสี่ยงภัยถึง 20 ล้านคน  อย่างนี้จะให้ต่างชาติเข้าใจผู้ขัดขวางการเลือกตั้งว่าเป็นผู้รักประชาธิปไตยเช่นนั้นหรือ

การอ้างประการที่สองของคำปรารภที่อ้างปัญหาว่า  
“คนไม่เคารพกติกา  บิดเบือนการใช้อำนาจ  ไม่เอาแก่นแท้ไปประพฤติปฏิบัติ”  พูดง่าย ๆ ว่าสนับสนุนการอ้างโจทย์ปัญหาของประเทศตามร่างรัฐธรรมนูญ  และโจมตีรัฐบาลที่ผ่านมาที่ไม่ลาออกจนประเทศถึงทางตัน  ทั้ง  ๆ ที่ปัญหาคือมีผู้ก่อความไม่สงบ  ขัดขวางวิถีทางออกจากปัญหาในระบอบประชาธิปไตยที่ใช้การยุบสภา  รัฐบาลรักษาการณ์  แล้วมีการเลือกตั้ง  เพื่อให้ได้ส.ส.ชุดใหม่  รัฐบาลชุดใหม่   และนี่คือทางออกปกติตามรัฐธรรมนูญ 50  และเป็นทางออกตามกระบวนการประชาธิปไตย  แต่การที่มีผู้ก่อความไม่สงบป่วนการเลือกตั้ง  แล้วกลไกรัฐสำคัญไม่ขึ้นต่อรัฐบาลรัฐบาลรักษาการ  และไม่ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย

ดังนั้น  การแก้วิกฤตโดยการทำรัฐประหาร  นายสุเทพและพวกก็สนับสนุนเต็มที่จนมีการเลี้ยงฉลองความสำเร็จโดยแต่งตัวเลียนแบบทหาร  อีกทั้งออกมาสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่ร่างภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญชั่วคราวและคำสั่งคสช.  ก็เท่ากับมาตอกย้ำถึงการสนับสนุนการทำรัฐประหารและรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารว่าเป็นการแก้วิกฤตประเทศ

จึงสนับสนุนการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีองค์กรแก้วิกฤตที่ให้ประธานศาลและองค์กรอิสระเป็นเสียงส่วนใหญ่แก้ปัญหาวิกฤตประเทศ  นี่ก็เท่ากับว่านายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ผู้บอกว่าตัวเองรักประชาธิปไตย  แต่สนับสนุนการทำรัฐประหารเพื่อแก้วิกฤตหรือใช้องค์กรที่ไม่ยึดโยงกับประชาธิปไตยมาแก้วิกฤต  โดยขัดขวางการแก้วิกฤตตามระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง

ประการที่สามของนายสุเทพ  พูดเรื่องที่ได้เขียนการปฏิรูปในรัฐธรรมนูญนี้ว่าสอดคล้องกับแนวคิดกปปส. ที่เคยเสนอให้ปฏิรูปประเทศไว้ 5 ด้าน  ทั้งเรื่องการเมือง,  การปราบปรามทุจริต  และการปฏิรูปตำรวจ ฯลฯ  เพราะการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งในคำปรารภได้เขียนไว้หมด  เมื่อคสช.ยึดอำนาจ  มวลมหาประชาชนตั้งความหวังว่าจะมีการปฏิรูปเกิดขึ้น

การพูดแบบนี้ของนายสุเทพเท่ากับว่าคสช.และกรธ.รับมรดกเรื่องที่กปปส.เคยนำเสนอไว้ในช่วงก่อนทำรับประหาร  และชมเชยที่รัฐธรรมนูญเขียนชัดว่าต้องปฏิรูปในหนึ่งปีนับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้  

คสช.และกรธ.ก็ต้องทำความกระจ่างกับสังคมว่า  รับเรื่องนี้มาจากกปปส.เพราะเห็นชอบด้วยกันเป็นความคิดแบบเดียวกัน  หรือเป็นเรื่องที่นายสุเทพบอกให้ทำจึงต้องทำตาม  แถมยังชื่นชมเรื่องปฏิรูปการศึกษาที่เปลี่ยนการให้เรียนฟรีม.ปลายเป็นก่อนประถมศึกษาที่คนเขาไม่เห็นด้วยกันมากมาย  แต่นายสุเทพก็เห็นดีเห็นงามเช่นกัน  รวมทั้งประเด็นวุฒิสภาที่มาทั้งจากการเลือกไขว้และการแต่งตั้งตามบทเฉพาะกาล

สรุปว่าเห็นด้วยทุกประการทั้งตัวรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลหรือคำถามพ่วง  แม้แต่พระราชบัญญัติประชามติ มาตรา 61  

ก็ถือว่านายสุเทพแสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า  รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นแบบที่กรธ.ร่างและบทเฉพาะกาลรวมคำถามพ่วงของคสช.นั่นเอง  นอกเหนือจากที่เคยสนับสนุนคสช.ในการทำรัฐประหารเพื่อหาทางออกให้ประเทศตามความปรารถนาของนายสุเทพ

แต่จะขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่?  นาทีนี้นายสุเทพคงไม่สนแล้วล่ะ  เพราะยังไง ๆ ก็ลงเลือกตั้งไม่ได้อยู่แล้ว  ก็จะเป็นนักการเมืองแบบนักเคลื่อนไหวของฝ่ายอนุรักษ์นิยมผสมอำนาจนิยมแท้ ๆ  

ตรวจแถวด้วยนะว่ามีคนหนุนอยู่เท่าไหร่? ถ้าเทียบกำลังกับนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  เพราะดูว่าแกนนำกปปส.ทั้งหมดต้องการกลับไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์.

ธิดา  ถาวรเศรษฐ
26 เมษายน 2559

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

ร่างรัฐธรรมนูญ คสช. เพื่อทำประชามติ : อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ


ร่างรัฐธรรมนูญ คสช. เพื่อทำประชามติ

1.   ปัญหาของตัวรัฐธรรมนูญที่เป็นอำมาตยาธิปไตยและรัฐข้าราชการ  ควบคุมและกำจัดพรรคการเมือง  นักการเมือง ที่เป็นคู่แข่งของอนุรักษ์นิยม

2.   ปัญหาของบทเฉพาะกาลที่เป็นการสืบทอดอำนาจของคณะผู้ปกครองจากการทำรัฐประหาร  ผ่าน ส.ว.แต่งตั้ง,  คณะกรรมการยุทธศาสตร์  และการปฏิรูป,  นายกฯ คนนอก

3.   ปัญหาคำถามพ่วงที่จะเป็นประเด็นว่าให้ ส.ว.แต่งตั้งโหวตรับรองนายกรัฐมนตรี

แต่โดยรวมก็เป็นรัฐธรรมนูญที่มีแอกอำนาจขุนนางและแอกอำนาจขุนศึกอยู่บนรัฐข้าราชการ

ประเด็นที่ต้องการตั้งคำถามพ่วง  ก็เพื่อให้แน่นอนว่าจะได้นายกรัฐมนตรีตนนอก (พรรคการเมือง)  เพื่อมาควบคุมอำนาจบริหารให้ได้นั่นเอง  จึงต้องการให้อำนาจ ส.ว.แต่งตั้งของ คสช. เพื่อโหวดนายกฯ คนนอกด้วย

ธิดา  ถาวรเศรษฐ

5 เมษายน 2559

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ประชาชนได้ผลประโยชน์โดยไม่ต้องเป็นใหญ่ จริงหรือ? : ธิดา ถาวรเศรษฐ

รัฐธรรมนูญที่อ้างว่าเขียนเพื่อผลประโยชน์ประชาชน  แต่ประชาชนไม่ได้เป็นใหญ่ (ไม่มีอำนาจจริง) เป็นเช่นนั้น จริงหรือ?


มีการอ้างถึงคำท่านพุทธทาสเพื่อมารับรองความชอบธรรมการเขียนรัฐธรรมนูญโดยคณะบุคคลที่ถูกแต่งตั้งโดย คสช.  นั่นแสดงถึงความรับรู้ของคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่รู้ว่าที่มาของตนเองไม่ถูกต้อง  จึงต้องอ้างท่านพุทธทาส  ซ้ำเป็นการอ้างที่โมเมผิด ๆ 

ง่าย ๆ เลยถ้าคุณมีชัยเชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญนี้ดีจริง ๆ  เป็นประโยชน์กับประชาชนตรงไหน?  และโต้ความคิดเห็นต่างอย่างเป็นเหตุผลเป็นรูปธรรมโดยเอาผลประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน  ถ้าจริงก็อธิบายไปสิ  ไม่ต้องโหนจีวรท่านพุทธทาสให้ลูกศิษย์ลูกหาต้องออกมาปฏิเสธวุ่นวายไปหมด

คำว่า “ธัมมิกสังคมนิยม” และ “เผด็จการโดยธรรม” นั่นล้ำลึกเกินกว่าที่จะเอาที่มาของเผด็จการทหารกับผลประโยชน์ของคนชั้นนำอนุรักษ์นิยมในสังคมมารวมกัน  แล้วอ้างว่า ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยที่ประชาชนไม่เป็นใหญ่ ได้นั้น

“หัวร่อไม่ออก  ร้องไห้ไม่ไหว  อุทานแบบไหน...ก็ไม่พอ”

วาทะที่กล่าวว่า “ชนชั้นใด (กลุ่มคนใด) เขียนกฎหมายแล้วไซร์ ย่อมเป็นไปเพื่อ (ผลประโยชน์) ชนชั้น (กลุ่มคน) นั้น”  วาทะนี้ได้ผ่านการรับรองที่เป็นจริงทั่วโลก  และเป็นหลายศตวรรษแล้ว 

ส่วนวาทกรรมของคุณมีชัยนั้น  พูดเอาเองคนเดียว  จะมีคนเชื่อหรือไม่?

เอาแค่ตรรกะธรรมดา  ถ้าชนชั้นนำหรือกลุ่มคนที่ลงมาสู้รบตบมือกับประชาชนบอกว่ายังไม่พร้อมที่จะให้อำนาจประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบสากลทั่วโลกนั้น  จะเขียนรัฐธรรมนูญให้ผลประโยชน์ประชาชนมากกว่าผลประโยชน์กลุ่มตนได้อย่างไร?

ชัดเจนว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามกรอบรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 ของ คสช.  ร่างตามคำขอของ คสช. หลายรอบกระทั่งรอบสุดท้าย  เป็นที่มาของบทเฉพาะกาลที่ต้องการให้ คสช. ได้ครองอำนาจและสืบทอดอำนาจต่อโดย ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน  มีแม่ทัพนายกองสูงสุดที่เป็นข้าราชการประจำร่วมเป็น ส.ว. ด้วยอย่างน้อย 5 ปี  พร้อมอำนาจและคณะผู้ทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามรัฐธรรมนูญนี้  แถมด้วยการเป็นนายกฯ คนนอกถ้าพรรคการเมืองตกลงกันไม่ได้

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่ารัฐธรรมนูญนี้มีแอก 2 ชั้น (แอกขุนศึกและแอกขุนนาง) 

แอกขุนนางก็เขียนให้เป็นรับข้าราชการ  การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงทั้งทหาร พลเรือน ตำรวจ  ก็เขียนให้เป็นอิสระไม่ขึ้นกับฝ่ายการเมืองที่เป็นรัฐมนตรี  ซ้ำยังรักษาการเป็นรัฐมนตรีได้ด้วย

องค์กรอิสระ  ศาลรัฐธรรมนูญ  และศาลอื่น ๆ  ล้วนมีบทบาทในการควบคุม ลงโทษ จัดการกับนักการเมือง พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจนทำให้ 3 อำนาจ (นิติบัญญัติ, บริหาร, ตุลาการ) ล้วนไม่เป็นจริงในฐานะประชาชนเป็นใหญ่อีกต่อไป  รัฐธรรมนูญนี้ถูกทำให้แก้ไขไม่ได้

ดังนั้น  การเขียนรัฐธรรมนูญนี้ที่อ้างว่าปราบโกง  แท้ ๆ คือ  รัฐธรรมนูญปราบนักการเมืองไม่ให้มีอำนาจในฐานะตัวแทนประชาชน  เท่ากับยอมรับว่าประชาชนไม่เป็นใหญ่  แต่อย่าตกใจ  พวกผมคนดีมีคุณธรรมจะเขียนรัฐธรรมนูญให้ผลประโยชน์ประชาชนเอง

ถามว่าใครจะเชื่อ?  เป็นตรรกะพิสดารที่สุด  เพราะเป็นไปไม่ได้


น่าจะเป็นอะไรที่  “คนและควายเมิน”  เหมือนภาพที่ควายไม่ยอมกินหญ้าที่ท่านผู้นำป้อนให้นั่นแหละ!!!

ธิดา  ถาวรเศรษฐ
31 มีนาคม 2559

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยุคสมัยการสืบทอดอำนาจทหารไทย : อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

ยุคสมัยการสืบทอดอำนาจทหารไทย

ยุคที่ 1
                 จาก พ.ศ. 2475 เริ่มต้นจากพลเอกพระยาพหล พลพยุหเสนา  ผู้ก่อการสายทหารของคณะราษฎรส่งทอดให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม  แม้จะมีการทำรัฐประหารในปี 2490 แล้วทำให้เกิดรัฐธรรมนูญล้าหลัง  นำประเทศสู่อนุรักษ์นิยมจนเป็นเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ  ส่งต่อมายังการทำรัฐประหารครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2500  ได้จอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ เป็นเผด็จการทหารสำคัญของประเทศ  แล้วก็ส่งต่อมายังจอมพล ถนอม  กิตติขจร จนถึงปี พ.ศ. 2516

การสืบทอดเผด็จการทหารจึงสิ้นสุดยุคแรกของการสืบทอดอำนาจของผู้บัญชาการทหารบก  แม้จะมีนายกรัฐมนตรีพลเรือนบ้างก็เป็นเวลาสั้น ๆ  แต่อำนาจการปกครองยังอยู่ในมือทหารเป็นลำดับมา  นับเวลาได้ประมาณ 40 ปี

ยุคที่ 2
                 เริ่มจากการทำรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519  โดย พลเรือเอก สงัด  ชลออยู่ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่อำนาจยังอยู่ที่กองทัพบก  มีพลเอก เกรียงศักดิ์  ชมะนันทน์ และพลเอก เปรม  ติณสูลานนท์ สืบทอดอำนาจจาก 2519 ถึง 2531  นับเป็นเวลาประมาณ 12 ปี ที่เปลี่ยนจากเผด็จการทหารเต็มรูปแบบมาเป็นการสืบทอดอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีทหารที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)  เรียกกันว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ

ยุคที่ 3
                 เป็นยุคสั้น ๆ  มีการทำรัฐประหารในปี พ.ศ. 2534  แต่ผู้ทำรัฐประหารไม่เป็นนายกรัฐมนตรีเอง  อย่างไรก็ตามหลังการได้รัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารฉบับปี 2534  เมื่อมีความพยายามจะสืบทอดอำนาจแบบเดิม  ก็ถูกประชาชนเดินขบวนขับไล่จนเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญก้าวหน้าในปี 2540  เพื่อเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ  ไม่มีนายกฯ ทหาร  ไม่มี ส.ว.แต่งตั้ง  เป็นระบอบประชาธิปไตยเกือบเต็มใบที่ยังมีอำนาจรัฐอนุรักษ์นิยมและทหารอำนาจนิยมซ้อนทับอยู่

ยุคที่ 4  ยุคสุดท้าย!
                 การทำรัฐประหารในปี 2549 เพื่อกำจัดพรรคการเมืองและนักการเมืองของทุนใหม่โดยเฉพาะ คือ ดร.ทักษิณ  ชินวัตร  ที่ได้รับการสนับสนุนชนะการเลือกตั้งถล่มทลายเป็นประวัติการณ์ของประเทศ  โดยอาศัยข้อดีของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มุ่งสร้างพรรคการเมืองมีมาตรฐานขนาดใหญ่  เพื่อควบคุมนักการเมืองท้องถิ่นและอิสระที่มุ่งซื้อขายตำแหน่งและผลประโยชน์แบบเดิมที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลเข้มแข็งเพื่อบริหารประเทศแบบเดียวกับประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย 

แต่ชัยชนะของพรรคการเมืองนายทุนใหม่เช่นนี้เป็นการปะทะอำนาจนำของชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมเดิม  อดีตข้าราชการระดับสูงทั้งทหารและพลเรือน  รวมทั้งอำนาจรัฐข้าราชการไทย  การทำรัฐประหารปี 2549 กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกลุ่มอนุรักษ์นิยมทางเดียวที่เหลืออยู่  นอกไปจากใช้อำนาจตุลาการและองค์กรอิสระที่ไม่ควรจะมีการทำรัฐประหารในประเทศไทยอีก  เมื่อคำนึงถึงพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ไม่ใช่ประเทศยากจนอีกแล้ว  เมื่อคำนึงถึงรายได้เฉลี่ยและ GDP ของประเทศในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์  และแม้จะมีการทำรัฐประหาร 2549 โดยผู้บัญชาการทหารบกชื่อ พลเอก สนธิ  บุญยรัตนกลิน และการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับอนุรักษ์นิยม 2550 แทนที่รัฐธรรมนูญก้าวหน้าในปี 2540  ก็ยับยั้งความนิยมของประชาชนไม่ได้อยู่ดีสำหรับพรรคการเมืองของ ดร.ทักษิณ  ชินวัตร  ที่ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

                 การทำรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 โดย พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง  เพราะพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมไม่สามารถเอาชนะพรรคนายทุนใหม่ที่ไม่ใช่พวกอนุรักษ์นิยมในวิถีทางรัฐสภาและระบอบประชาธิปไตย  การทำรัฐประหารครั้งใหม่ล่าสุดในปี 2557  คณะรัฐประหาร คสช. ได้ใช้ยุทธศาสตร์ใหม่และกลยุทธ์ใหม่  ไม่ทำแบบสองครั้งก่อนหน้านี้ที่ส่งมอบอำนาจให้กลุ่มขุนนางพลเรือนอนุรักษ์นิยมขึ้นครองอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี  แต่จงใจสืบทอดอำนาจและครองอำนาจเสียเอง  โดยเลื่อน ROAD MAP การคืนอำนาจให้ประชาธิปไตยไปเรื่อย ๆ  และการเขียนรัฐธรรมนูญด้วยการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2 คนแล้ว  ท่ามกลางการถกเถียงถึงความล้าหลังของรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. และการเขียนบทเฉพาะกาลเพื่อครองอำนาจอีกยาวนาน

                 รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้พรรคการเมืองขนาดกลาง ขนาดเล็ก โดยทำให้พรรคใหญ่ถูกทอนกำลัง  และควบคุมอำนาจพรรคการเมือง-นักการเมืองที่ถูกเลือกตั้ง  โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมพลเรือนออกแบบรัฐธรรมนูญให้อำนาจองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ  มีอำนาจควบคุมอำนาจจากประชาชนจนไม่สามารถทำการบริหารประเทศ  ออกกฎหมาย  รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  แต่อนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยมฝ่ายทหารต้องการออกแบบให้ได้ ส.ว.แต่งตั้งและมีนายกรัฐมนตรีจากคนภายนอก (หมายถึงฝ่ายอนุรักษ์นิยมทหารหรือพลเรือนที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบทเฉพาะกาลที่ คสช.และคณะสามารถสืบทอดอำนาจได้ยาวนาน  โดยเทียบเคียงกับคณะรัฐประหารก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น จอมพล ป. พิบูลสงคราม, จอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ และพลเอก เปรม  ติณสูลานนท์

                 นั่นก็หมายความว่า  ระยะเวลาสืบทอดอำนาจของคณะ คสช. ต้องการเวลายาวนานอาจนับสิบปี  โดยเรียกมันว่าเป็นระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นก่อนจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสากล  ก็คือเป็นประชาธิปไตยแบบ (ทหาร) ไทยมากกว่า 

นี่อาจเป็นคู่แข่งสำคัญกับระบอบทหารของประเทศพม่าทีเดียว!

ธิดา  ถาวรเศรษฐ
24 มีนาคม 2559

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

เราจะเชื่อท่านผู้นำได้หรือไม่? : อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

เราจะเชื่อคำพูดท่านผู้นำหรือไม่?

ก่อนนี้ท่านผู้นำเคยบอกว่า “จะไม่ทำรัฐประหาร”  แล้วเป็นจริงหรือไม่?

ข้อเสนอของท่านผู้นำบอกว่า  ให้ร่างรัฐธรรมนูญแบบสากล  แล้วค่อยมีบทเฉพาะกาลสำหรับระยะเปลี่ยนผ่าน

ความจริงก็คือไม่เป็นไปตามนั้น  ร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยที่ยับยั้งขัดขวางควบคุมอำนาจประชาชนในระบอบประชาธิปไตย  ตรวจสอบลงโทษโดยกลไกของระบอบอำมาตยาธิปไตย  ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ  ศาลรัฐธรรมนูญ  วุฒิสมาชิก  ระบบเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายบัญญัติขึ้นใหม่  ตลอดจนข้อกฎหมายของตัวรัฐธรรมนูญเอง

ซ้ำเติมด้วยบทเฉพาะกาลของท่านผู้นำ  พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา, พลเอก ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  ที่เพิ่มจำนวน ส.ว. เป็น 250 ที่นั่ง  กึ่งหนึ่งของ ส.ส. และอำนาจหน้าที่เดิมของ ส.ว. มีครบถ้วน  แถมเพิ่มให้ลงมติไม่ไว้วางใจ  ทำให้รัฐธรรมนูญนี้ไม่มีทางเป็นสากลตลอดกาล  เพราะหมดบทเฉพาะกาลก็ยังไม่หมดเวลาเปลี่ยนผ่านไปจน 20 ปี

ที่ท่านบอกว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ท่านนั้น  คุณวิษณุอ้างคำพูดเลื่อนลอยเรื่อยเจื้อยพาไปของพลเอกประวิตรหรือเปล่า?  หรือคุณวิษณุอยากวางยาเอาไว้ช่วยให้คุณมีชัยแก้รัฐธรรมนูญง่ายขึ้น  โดยอ้างว่า 2 ท่านนี้ไม่สืบทอดอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี

ดิฉันไม่เชื่อว่าท่านใดท่านหนึ่งไม่ประสงค์จะเป็นนายกรัฐมนตรี  กลัวจะขอผลัดกันอยู่ 20 ปีมากกว่า

ที่บอกว่าจะเขียนส่งไป กรธ. จนกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญนี้ตามประสงค์  ก็คงจะเป็นลีลาท่านเช่นกัน  ความจริงนี่คือใบสั่งอย่างเป็นทางการแล้ว  แต่บอกให้ กรธ. และสังคมรู้ว่า คสช. ต้องการอย่างนี้  จะแก้รัฐธรรมนูญตามใบสั่งไหม?  มิฉะนั้นก็จะใช้อำนาจ คสช. ให้มีรัฐธรรมนูญแบบที่ คสช. ประสงค์นั่นแหละ

กรธ. อาจเล่นแง่เล่นงอน  กระบิดกระบวนเล็กน้อย  สุดท้ายก็ต้องยอมทำตาม

นี่เป็นการขู่ประชาชนให้ยอมรับรัฐธรรมนูญ คสช. ใช่หรือไม่?

ธิดา  ถาวรเศรษฐ
18 มีนาคม 59

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แอกสองชั้นในรัฐธรรมนูญของ คสช. : อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

แอกสองชั้นในรัฐธรรมนูญของ คสช.

การถอยหลังของรัฐธรรมนูญนี้เพื่อฟื้นฟูรักษาอำนาจการเมืองการปกครองของอนุรักษ์นิยมไทย

ให้ได้อำนาจคนส่วนน้อยชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมไทยเหนือคนส่วนใหญ่  ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ไปยาวนาน  จึงร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้แก้ไขไม่ได้

การใส่บทเฉพาะกาลและมีการสืบทอดอำนาจโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์  การปฏิรูป  และอ้างความมั่นคงประเทศ  จึงจำเป็นต้องสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร คสช.

ประชาชนจึงได้แอกสองชั้น  


แอกที่หนึ่ง  เครือข่ายอนุรักษ์นิยมไทยและทุนนิยมขุนนาง
แอกที่สอง  กลุ่มอำนาจนิยม  ขุนศึก

ทั้งสองแอกนั้น  แอกที่หนึ่งต้องการการปกครองโดยระบอบอำมาตยาธิปไตย  รัฐข้าราชการยาวนานแทนที่ระบอบประชาธิปไตย

แอกที่สองต้องการระบอบเผด็จการทหารบวกรัฐข้าราชการแทนที่การบริหาร  และปกครองโดยพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

เราจึงได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ล้าหลังทางการเมืองโดยอนุรักษ์นิยมครองอำนาจแท้จริง  ทำลายพรรคการเมืองให้อ่อนแอ  กำจัดนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

และมีบทเฉพาะกาลที่รักษาอำนาจเผด็จการทหารยาวนานตั้งแต่ 2557 ไปจนถึงปี 2565 เป็นอย่างน้อย  ดังเช่นการทำรัฐประหารยุคเผด็จการ จอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์  และการเมืองเผด็จการทหารปกครองประเทศเมียนมาร์

ธิดา  ถาวรเศรษฐ
24 ก.พ. 59