วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"อัจฉริยะ" จี้ "ประยุทธ์" ปลดเลขาธิการ ป.ป.ส. ล้มเหลวทุกด้านในเรื่องปราบปรามยาเสพติด ยก 8 ข้อ ส่งผลร้ายต่อประเทศ ต้องรับผิดชอบ

 


"อัจฉริยะ" จี้ "ประยุทธ์" ปลดเลขาธิการ ป.ป.ส. ล้มเหลวทุกด้านในเรื่องปราบปรามยาเสพติด ยก 8 ข้อ ส่งผลร้ายต่อประเทศ ต้องรับผิดชอบ 


วันนี้ (27 ต.ค. 2565) เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญกรรม เดินทางมา เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) เรื่อง ขอให้ปลดเลขาธิการ ป.ป.ส.ในการทำงาน ที่ล้มเหลวทุกด้านในเรื่องยาเสพติด ผ่านทาง ดร.มงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่องไว้


โดยรายละเอียดในหนังสือที่ยื่น ระบุว่า ตามที่ข้าฯ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน และข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากการทำหน้าที่ของเลขาธิการ ป.ป.ส. ที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างในการปราบปรามยาเสพติดเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลที่ล้มเหลวทุกด้าน ทำให้ยาเสพติดระบาดอย่างหนักไปทั่วประเทศ และทำให้ประชาชนติดยาเสพติดจนเป็นบ้าถึงขั้นทำร้ายพี่น้องครอบครัว และบุคคลภายนอกรวมทั้งทำลายทรัพย์สินเมื่อมีอาการคลุ้มคลั่ง โดยการทำหน้าที่ของเลขธิการป.ป.ส.ที่ล้มเหลวมีดังต่อไปนี้


1. มีการแจ้งไปยังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าตรวจพบเคตามีน จำนวน 2 หมื่นกว่าล้าน โดยใช้ test kit ตรวจ และมีการแถลงข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก ตาม เอกสารอ้างถึงข้อ 1 และต่อมาได้มีการแถลงยอมรับความผิดพลาดว่าไม่ใช่เคตามีน แต่กลายเป็นเกลือ สร้างความเสียหายต่อหน่วยงานป.ป.ส. 


2. ไม่มีการสกัดกั้นหรือพื้นที่ห้ามส่งออกสารตั้งต้น โซเดียมไซยาไนด์ ตามเอกสารอ้างถึงข้อ 2 ที่นำมาเป็นส่วนผสมของการผลิตยาเสพติด ปล่อยให้การลักลอบเข้าไปยังประเทศลาว ผ่านพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ในจังหวัดบึงกาฬ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร ทำให้ มียาเสพติดทั้งยาไอซ์ ยาบ้า ทะลักมาจากประเทศลาวเข้าสู่พื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 ใน 4 จังหวัดข้างต้น เข้าไปยังพื้นที่ชั้นใน กรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมทั้งพื้นที่ภาคใต้หากมีการสกัดกั้นก็จะไม่สามารถนำเข้ายาเสพติดเข้าประเทศได้ง่าย เนื่องจากไม่มีสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดให้กับต่างประเทศตามแนวชายแดน 


3. การอนุมัติคดีสมคบยาเสพติดก็พิจารณาด้วยความล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ทำให้ผู้ต้องหาค้ายา เสพติดสามารถหลบหนีและสามารถโยกย้ายทรัพย์สินได้ 


4. การอนุมัติการยึดอายัดทรัพย์ของขบวนการค้ายาเสพติดที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดทั่ว ประเทศยึดอายัดไว้ตรวจสอบต้องขออนุมัติจากเลขาธิการป.ป.ส. เป็นไปด้วยความล่าช้า 


5. การแก้กฎหมายยาเสพติดคนค้ายาต้องมากกว่า 15 เม็ด ถึงจะเป็นผู้ค้า ถ้าต่ำกว่า 15 เม็ดลงมา ให้ถือว่าเป็นผู้เสพ ทำให้เกิดช่องว่างของขบวนการค้ายาเสพติดรายย่อย นำช่องว่างของ กฎหมายดังกล่าว เมื่อโทษเป็นผู้เสพจึงนำผู้ค้ารายย่อยมารวมกันในศูนย์บำบัดทำให้กลายเป็น ผู้ค้ารายย่อยขยายวงกว้างให้ผู้ซื้อยาเสพติดได้ง่ายขึ้น และทำให้มีผู้ติดยาจำนวนมากขึ้น 


6. การพิจารณางบประมาณให้กับหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดก็พิจารณาด้วยความที่ไม่รู้จริง ทำให้หน่วยงานปราบปรามยาเสพติดขัดแย้งกัน เช่นให้ทหารชายแดนมากกว่า แต่หน่วยงาน ตำรวจให้น้อยกว่า หรือตัดงบทิ้ง ทำให้หน่วยงานปราบปรามยาเสพติดเกิดความเหลี่ยมล้ำ


7. มีการอวดอ้างว่าสามารถยึดทรัพย์ขบวนการค้ายาเสพติดได้มากกว่า 5 พันล้าน ซึ่งข้อมูล ดังกล่าวไม่เป็นความจริง ความจริงไม่มีเงินที่เลขาธิการปปส. ยึดเข้าแผ่นดินได้จริง จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าฯ จึงร้องขอให้ท่านมีคำสั่งปลดเลขาธิการป.ป.ส. เนื่องจาก ล้มเหลวในการปราบปรามยาเสพติดทุกด้าน และประมาทเลินเล่อในการแถลงข่าวเรื่องเคตามีน 2 หมื่นกว่าล้าน ในจังหวัดฉะเชิงเทราอันเป็นเท็จ 


8. ศูนย์บำบัดผู้ป่วยที่ติดยาเสพติดทำไม่ได้จริง เพราะไม่มีงบประมาณ และสถานที่บำบัด และ ต้องอาศัยโรงพยาบาลในการบำบัดรักษา ซึ่งได้เพียงให้ยามาทาน จึงไม่สามารถรักษาได้ เมื่อขาดยาจึงเกิดอาการบ้าคลั่ง


นายอัจฉริยะ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ย้ำว่า หากปล่อยให้เลขาธิการ ป.ป.ส.ทำหน้าที่ต่อจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและตอนนี้นายกรัฐมนตรีก็ประกาศว่ายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ มองว่าเลขาธิการ ป.ป.ส.คนปัจจุบันเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดยาเสพติด เพราะอำนาจทั้งหมดอยู่ที่เลขาธิการ ป.ป.ส.ทั้งงบประมาณ ในการบำบัดหรืองบประมาณตามชายแดน


ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และขัดแย้งภายในหน่วยงานด้วยกันเอง พวกสารตั้งต้นเหล่านี้หากไม่มีส่งไปประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไม่สามารถผลิตยาเสพติดมาส่งที่ไทยได้ หรือทำได้ก็ทำได้น้อย เราเคยจับกุมเมื่อปี 61 ได้ที่อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จากนั้นก็หายเงียบไปเลยไม่มีการจับได้ 


นายอัจฉริยะ ระบุว่า ถ้า ป.ป.ส. มีเลขาธิการที่เก่งทำงานได้ไวทุกอย่างจะดีขึ้น มองว่ามีอย่างที่ไหนไปลดโทษคดียาเสพติด แต่เพิ่มโทษความผิดทางจราจร ซึ่งต้องว่าไปตามกฎกติกา เรื่องนี้เลขาธิการ ป.ป.ส.ต้องรับผิดชอบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยาเสพติด

อานนท์-ไผ่-มายด์-ลูกเกด ร่วมเปิดตัว"เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน" บันทึกภาพประวัติศาสตร์การชุมนุมที่เบ่งบานในช่วงปี 63-65 ร่วมพูดคุยถึงอดีต-ปัจจุบัน และความหวังในอนาคต ย้ำ เชื่อมั่นในประชาชน


อานนท์-ไผ่-มายด์-ลูกเกด ร่วมเปิดตัว"เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน" บันทึกภาพประวัติศาสตร์การชุมนุมที่เบ่งบานในช่วงปี 63-65 ร่วมพูดคุยถึงอดีต-ปัจจุบัน และความหวังในอนาคต ย้ำ เชื่อมั่นในประชาชน


เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565 ที่ GalileOasis ซอยหลังโรงเรียนกิ่งเพชร เขตราชเทวี กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นเนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand) และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในนามของโครงการ Mob Data Thailand จัดงานเปิดตัวหนังสือ “There’s Always Spring : เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน” หนังสือบันทึกภาพประวัติศาสตร์การชุมนุมที่เบ่งบานขึ้นในช่วงปี 2563-2565 


โดยภายในงานยังมีนิทรรศการ ที่จัดแสดงภาพถ่ายในเหตุการณ์การชุมนุม ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาทิ ภาพคลื่นผู้ชุมนุมและ ‘ทะเลดาว’ จากแสงแฟลชโทรศัพท์, ภาพดวงหน้า แววตาวาดหวังของผู้คนในกระแสความเปลี่ยนแปลง, ภาพบันทึกวินาทีที่ลำพังระยะสายตาคนไม่อาจคว้าทัน, ภาพสายรุ้งพาดผ่านที่ชุมนุม, ภาพที่เป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมของการใช้ความรุนแรง และภาพที่ ‘ล่วงละเมิด’ ไม่ได้ พร้อมทั้งนำอุปกรณ์ที่ใช้ในการชุมนุมมาร่วมจัดแสดงด้วย


เวลา 18.00 น. วงเสวนา ดอกไม้แห่งความหวัง พูดคุยนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย สะท้อนภาพการชุมนุมช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ทะลุฟ้า, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด โดยมี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ดำเนินรายการ


โดยช่วงแรกของการพูดคุย นายยิ่งชีพ ได้มีเกมส์เปิดภาพถ่ายจากเหตุการณ์การชุมนุมให้อานนท์-ไผ่-มายด์-ลูกเกด ให้แข่งกันยกมือเพื่อตอบว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ สถานที่ไหน วันที่เท่าไหร่ และให้เล่าถึงเรื่องราวในขณะนั้น


ต่อมา นายยิ่งชีพ ได้ชวนผู้ร่วมวงเสวนาย้อนกลับไปถึงการชุมนุมปี 2563-2564 ที่มีพัฒนาการทางการเมืองหลายช่วง ว่านึกถึง หรือเห็นภาพอะไรบ้าง ? 


มายด์ ภัสราวลี กล่าวว่า ปี 63 ทำให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากขึ้น เห็นแสงสว่างที่เราอยากเห็นจริง ๆ เห็นความคิดสร้างสรรค์ผ่านการประชันแฮชแท็กที่ใช้ในการชุมนุม เห็นการตื่นตัวอย่างรวดเร็วถูกขยายออกไปมากขึ้น 


ขณะที่ อานนท์ ระบุว่า มีเรื่องประทับใจเยอะ สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนมีเยอะมาก ตั้งแต่การนัดหมายชุมนุมตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และต้องยกเครดิตให้เยาวชนปลดแอก ความรู้สึกเหมือนเด็กแรกรุ่น ที่ได้จับมือคนรัก และมันก็เต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย จากนั้นมีม็อบแฮมทาโร่ แฮร์รี่พอตเตอร์ ทำให้ภาพการเมืองไทยที่มัว ๆ ชัดเจนขึ้น


ด้าน ไผ่ จาตุภัทร์ กล่าวว่า มันมีความหวัง ความฝัน การต่อสู้กระจายไปต่างจังหวัด ที่ไม่เคยออกมาก็ออกมา ปี 2557 เราสู้กับรัฐประหาร คนด่าว่าเรา ไม่เข้าใจ พอปี 2563 - 2564 เป็นการยืนยันว่า มีคนคิดอย่างนี้เยอะ มีความหวัง ตอนนั้นอยู่ขอนแก่นก็ได้รับรู้พลัง มหาวิทยาลัยไม่เคยจัด ก็มีขึ้น


ขณะที่ ลูกเกด ชลธิชา ได้เล่าย้อนกลับไปเมื่อครั้งจัดกิจกรรมปี 2557 มีคนมาร่วมกิจกรรมหลักสิบก็ดีใจแล้ว แต่ในปี 2563-2564 มีจำนวนคนที่มากขึ้น อีกทั้งได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในประเด็นรูปแบบการชุมนุมที่ขบวนการเคลื่อนไหวแบบไม่มีแกนนำ เป็นม็อบออร์แกนิก ประชาชนผู้เข้าร่วมสามารถตัดสินใจการขับเคลื่อนในสิ่งที่เขาต้องการได้ ซึ่งการชุมนุมรูปแบบนี้ก็เป็นเทรนด์การเคลื่อนไหวทางการเมืองในต่างประเทศด้วย เช่น ในฮ่องกง ชิลี


จากนั้นนายยิ่งชีพได้ถามว่า ถ้าปี 2563 ให้ความหวัง ให้พลัง แล้วตอนนี้ไม่มีการชุมนุมใหญ่ ความหวังที่เบ่งบานยังจะมีอยู่หรือไม่ ?


มายด์ ภัสราวลี กล่าวว่า ตั้งแต่ 64 ผลักเพดานมาจนถึงจุดที่ทุกคนต้องการหาคำตอบด้วยตัวเอง ทุกวันนี้ทวิตเตอร์ ยังมีประเด็นร้อนแรง ประเด็นถูกฝัง และคนกำลังหาทางว่าจะทำอย่างไรต่อไป หลายคนมองว่าไม่มีม็อบเลย แต่มายด์คิดว่าเป็นการแสดงออกด้านอื่นมากกว่า อย่างงาน 6 ตุลา ที่ปีนี้มีการจัดงานเยอะมาก คนขุดคุ้ย หาคนผิดมาลงโทษ หรือการจัดงานกรณีตากใบ ที่สะท้อนว่าคนตื่นตัวการเมือง และกำลังสั่งสมวิธีคิดเพื่อเอาชนะ เมื่อถึงวันหนึ่งที่ผลิดอก พร้อมฝ่ายรัฐอ่อนแอ ประชาชนจะลุกฮือ และวันนั้นอาจจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไปเลยก็ได้ 


ด้าน ไผ่ จตุรภัทร กล่าวว่า ปี 2563 - 2564 คือการเรียนรู้ ไม่ว่าใครที่ออกมาต่อสู้ รุ่นไหน เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ชนะ แต่เราทำสิ่งที่ต้องการ เขาไม่ฟังก็เรื่องของเขา แต่เป็นเรื่องของเราว่าจะสู้ต่ออย่างไร บางคนมองว่า 3-4 เดือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่มันคือความคาดหวัง และยังเป็นเพียงการเรียนรู้ ทุกคนได้สร้างประสบการณ์ร่วมกันแล้ว การต่อสู้ครั้งหน้าเส้นทางดอกไม้จะบาน


ทุกคนเป็นมนุษย์ เหนื่อยก็พัก ผิดหวังก็ไปสร้างความหวัง เมื่อเราพร้อม มีพลัง ก็จะกลับมาสู้อีกครั้ง กว่า 10 ปี เห็นการต่อสู้ของประชาชนมาโดยตลอด เมื่อเราเข้มแข็ง มีพลัง ก็ออกมาสู้ต่อ 


ผมเชื่อว่า บ้านเรา ถ้าใครเห็นสถานการณ์หลาย ๆ อย่าง สถาบันที่ยังหวังได้ คือสถาบันประชาชน รอให้ทุกคนมีแรง และกลับมา ประเทศนี้เป็นของทุกคนอยู่แล้ว ไผ่ จตุรภัทรกล่าว


ขณะที่ อานนท์ ระบุว่าเป็นช่วงตกผลึกทางความคิด มันนิ่ง และลึก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อันตรายของฝ่ายรัฐ


ถ้าเรายังชุมนุมเคลื่อนไหว คงหาทางปิดช่องได้หมด แต่การที่เรานิ่ง สะท้อนพลังเป็นบางครั้ง อย่างผลการเลือกตั้งใน กทม. เขตหลักสี่ หรือ ผู้ว่าฯ กทม เหมือนภูเขาไฟที่มีควัน ไม่ไช่การเงียบหาย แค่รออะไรบางอย่าง คนอาจจะคิดว่า รอเลือกตั้งหรือเปล่า แต่ผมว่าคนสั่งสมอารมณ์รอจะปลดปล่อยอีกครั้ง ผมเชื่อมั่นว่า ม็อบที่จะใหญ่ไม่ใช่ปี 63 64 แต่จะเป็นปี 2566 ทุกอย่างสะท้อนเป็นหลักการหมด เรื่องการต้มเหล้าเบียร์ เพศสภาพ แต่ไม่ใช่ม็อบหายไป กลางวันสว่าง แต่ดาวไม่ได้หายไป แค่มองไม่เห็น แต่ฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีทางเป็นเผด็จการแน่นอน อานนท์กล่าว


ขณะที่ ลูกเกด ชลธิชา กล่าวว่า มีหลายปัจจัยที่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว เช่น ใช้การบรรยายในมหาวิทยาลัย และเราหลายๆ คนกำลังทำงานอย่างหนัก ทั้งจัดค่าย อบรม เพื่อมีเพื่อนพร้อมเดินไปด้วยกันอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบาน เราจะลุกฮือขึ้นมาบนถนนอีกครั้ง และเชื่อว่า จะมีพลังมากกว่าครั้งไหน ๆ


อยากให้ช่วยกันส่งเสียง เตือนสติผู้พิพากษาให้อยู่ในร่องในรอย สาเหตุหนึ่งที่เงียบหายไป มาจากการถูกข้อหา ติดกำไลอีเอ็ม อีกเรื่องที่พูดตลอด คือการกำหนดเงื่อนไขประกันตัว ที่มักมีเงื่อนไขแปลก ๆ ออกมา ถามผู้พิพากษาว่าหมายความอย่างไร ได้คำตอบเป็น 10 แบบ ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถูกถอนประกัน


กำไล EM มีแค่ประเทศไทย ที่ยังดักดานใช้ จากที่ทำงานร่วมกับเพื่อนด้านสิทธิ ไม่มี มีแค่ไทยที่ยังดักดาน เลือกที่จะใช้กับผู้ต้องหา ที่ใช้เสรีภาพทางความคิด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีการชุมนุม แต่รูปแบบการเคลื่อนไหว จะเปลี่ยนไป ลูกเกด ชลธิชา กล่าว


จากนั้นได้สลับเป็นการร้องเพลง เล่นดนตรี โดยอาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ และปิดท้ายกิจกรรมด้วยวงเสวนา "ผู้สังเกตการณ์" การชุมนุม ที่มาถอดประสบการณ์การเก็บข้อมูลที่ต้องผ่านแก๊สน้ำตา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ราษฎร




วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยกฟ้อง "ลุงดร" สื่ออิสระ คดีละเมิดอำนาจศาล กรณีไลฟ์เสนอข่าว"ใบปอ-บุ้ง" ชี้พยานหลักฐานไม่ปรากฎว่าลุงดรก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบริเวณศาลอย่างไร

 


ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยกฟ้อง "ลุงดร" สื่ออิสระ คดีละเมิดอำนาจศาล กรณีไลฟ์เสนอข่าว"ใบปอ-บุ้ง" ชี้พยานหลักฐานไม่ปรากฎว่าลุงดรก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบริเวณศาลอย่างไร


ตามที่วันนี้ (26 ต.ค. 2565) เวลา 9.00 น.ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีละเมิดอำนาจศาลของ ภราดร เกตุเผือก ผู้สื่อข่าวพลเมืองเจ้าของเพจ “ลุงดร เกตุเผือก” กรณีตั้งกล้องไลฟ์สดอยู่ใกล้กับประตูทางออกศาล เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2565 เพื่อติดตามสถานการณ์ของ “บุ้ง-ใบปอ” จากกลุ่มทะลุวัง ซึ่งถูกเบิกตัวมาจากทัณฑสถานหญิงกลาง ในนัดตรวจพยานหลักฐานคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนขบวนเสด็จ ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน


โดยเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2565 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้นัดไต่สวนคดี ซึ่ง"ลุงดร" ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยเบิกความว่าไม่มีเจตนาละเมิดอำนาจศาล ยืนยันไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน ตนทำอาชีพสื่อมวลชนอิสระมา 2 ปีกว่า เคยไปทำข่าวที่ศาลหลายแห่ง ได้แก่ ศาลอาญา รัชดา, ศาลอาญาธนบุรี, ศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลแขวงดุสิต 


ปกติไปทำข่าวที่ศาล ศาลจะมีการติดประกาศไว้อย่างชัดเจนว่ามีอะไรที่ทำไม่ได้บ้าง อย่างเช่น ที่ศาลอาญา รัชดาฯ จะมีการติดป้ายประกาศชัดเจนว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ของสื่อมวลชน โดยไม่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาละเมิดอำนาจศาลมาก่อน ที่สำคัญเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2565 ไม่ได้เห็นป้ายติดประกาศข้อห้ามใด ๆ ทั้งสิ้น รวมถึงจุดบริเวณม้านั่งหินอ่อนใกล้ประตูศาลนั้น เป็นจุดที่สื่อมวลชนทำข่าวเป็นประจำ ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่คนใดมาตักเตือนไม่ให้ทำข่าว 


ลุงดร เบิกความอีกว่า ตนเคยมาทำข่าวที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ไม่ต่ำกว่า 40 ครั้ง แต่ไม่เคยถูกดำเนินคดีใด ๆ มาก่อน พร้อมกับยืนยันว่าตนไม่ได้มีเจตนาจะรบกวนการพิจารณาคดี หรือฝ่าฝืนประกาศคำสั่งใด ๆ ทั้งสิ้น


คืบหน้าล่าสุด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษายกข้อกล่าวหา"ลุงดร" สื่ออิสระ ชี้พยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฎว่าลุงดรก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบริเวณศาลอย่างไร


และในข้อกำหนดศาลไม่ได้มีการประกาศบริเวณที่ให้สื่อสามารถ Live สดได้อย่างชัดเจน ยกข้อกล่าวหา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

ธิดา ถาวรเศรษฐ : เรื่องของ ICC กับการทวงความยุติธรรมให้ "คนเสื้อแดง" : แลไปข้างหน้าฯ EP.102

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2565

สภาองค์กรของผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อ กสทช. ขอให้ทบทวนมติกรณีควบรวมธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC

 


สภาองค์กรของผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อ กสทช. ขอให้ทบทวนมติกรณีควบรวมธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC 

 

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 คณะกรรมการกิจการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ได้มีการประชุมวาระพิเศษเพื่อพิจารณาลงมติกรณีการขอควบรวมการกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมีมติเสียงข้างมาก ด้วยคะแนน 3:2 เสียง “รับทราบ” การควบรวม ทรู ดีแทค พร้อมกำหนดเงื่อนไขและมาตรการเฉพาะ นั้น

 

ล่าสุดวันนี้ (25 ต.ค. 2565) สภาองค์กรของผู้บริโภค นำโดยนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อ กสทช. ขอให้ชะลอการส่งคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

โดย นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า ในวันนี้ที่มายื่นหนังสือสืบเนื่องจากมติกรณีการขอควบรวมการกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เป็นประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังเสียงเห็นชอบและคัดค้าน เสมอกัน 2 ต่อ 2 และของดออกเสียง 1 เสียง ทำให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ใช้อำนาจตามข้อบังคับการประชุม กสทช. ออกเสียงอีกครั้งหนึ่งเพื่อชี้ขาดสนับสนุนการควบรวม ทำให้มติออกมาเป็น 3 ต่อ 2 นั้น ทางสภาองค์กรของผู้บริโภคเห็นว่าน่าจะเป็นมติที่มีปัญหาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อ กสทช. เพื่อขอให้พิจารณามติในเรื่องนี้อีกครั้ง รวมถึงจะยื่นเรื่องนี้ต่อศาลปกครองด้วย

 

นางสาวสุภิญญา กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะที่ต้องใช้มติจากเสียงข้างมากทั้งหมดจึงจะมีความชอบธรรม พร้อมฝากเตือนไปยัง กสทช.ด้วยว่า ทางศาลปกครองได้ให้คำวินิจฉัยในเบื้องต้นแล้วว่า กสทช.มีอำนาจในการพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตในเรื่องนี้ จึงอยากฝากไปถึงประธานและกรรมการ กสทช.ขอให้ทบทวนมติการประชุมพิเศษวาระเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง เพื่อทำมติให้ชัดเจน ครบถ้วน โปร่งใส

 

ทั้งนี้ หาก กสทช.ยังยืนยันมติเดิมก็ขอให้เผยแพร่มติดังกล่าวผ่านทางเว็บไซด์ด้วย เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ พร้อมย้ำว่า ที่มายื่นเรื่องในวันนี้เพื่อแสดงเจตนาดีเพราะเป็นห่วง กสทช. เพราะในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีต กสทช.ด้วย ซึ่งถ้าหากเรื่องนี้มีการฟ้องไปถึงศาลปกครอง และนำมตินี้ไปที่ศาล ทาง กสทช.จะเหนื่อยมากในการที่ต้องไปต่อสู้ เพราะเป็นมติที่คลุมเคลือและมติที่คลุมเคลือแบบนี้ไม่เหมาะกับการพิจารณาเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อประโยชน์ของสาธารณชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทรู #ดีแทค #กสทช







“แชมป์” ลูกชาย “นายหัววีระ” เข้าพิธีเข้าพิธีมงคลสมรสที่ สปป.ลาว

 


“แชมป์” ลูกชาย “นายหัววีระ” เข้าพิธีเข้าพิธีมงคลสมรสที่ สปป.ลาว

 

วานนี้ (24 ต.ค. 2565) ที่ โรงแรม The Grand Luang Prabang เมืองหลวงพระบาท ปปส.ลาว อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้เดินทางไปร่วมในพิธีมงคลสมรสระหว่าง นางสาวปิติพอน ทัม กับ นายวีรพัทน์ มุสิกพงศ์ หรือ “แชมป์” บุตรชายคนโตของ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และ นางศรีวิไล มุสิกพงศ์

 

โดยพิธีหมั้นผูกข้อมือบายศรีจัดขึ้นในเวลา 14.30 น. จากนั้นเป็นงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าว-สาวและทั้งสองครอบครัว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์







วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565

“เพื่อไทย” ลงพื้นที่ให้กำลังใจคนอุบลฯ ที่ประสบภัยน้ำท่วม “แพทองธาร” บ่นเสียดายช่วยพี่น้องไม่ได้ เหตุติดกฎเหล็ก กกต. ขณะที่ “ชลน่าน” ยันดันญัตติด่วนด้วยวาจาแก้ปัญหาน้ำท่วมหนักเข้าสภาฯ ต้น พ.ย.นี้

 


“เพื่อไทย” ลงพื้นที่ให้กำลังใจคนอุบลฯ ที่ประสบภัยน้ำท่วม “แพทองธาร” บ่นเสียดายช่วยพี่น้องไม่ได้ เหตุติดกฎเหล็ก กกต.  ขณะที่ “ชลน่าน” ยันดันญัตติด่วนด้วยวาจาแก้ปัญหาน้ำท่วมหนักเข้าสภาฯ ต้น พ.ย.นี้

 

วันที่ 24 ต.ค. 2565 เวลา 08.30 น.ที่ท่าอากาศยานอุบลราชธานี อ.เมือง จ.อุบลราชธานี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย น.ส.ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม. โฆษกพรรคเพื่อไทย น.ส.ชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัย ใน อ.เมือง อ.วารินชำราบ

 

เมื่อคณะของพรรคเพื่อไทยมาถึงท่าอากาศยานฯ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และทิศทางการเมือง นำ ส.ส.อุบลราชธานี ส.ส.ยโสธร ส.ส.อำนาจเจริญ  อาทิ นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ น.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี  นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ นายสมคิด เชื้อคง นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ  นายบุญแก้ว สมวงศ์ น.ส.สมหญิง บัวบุตร นายธนกร ไชวกุล ร่วมต้อนรับคณะของ น.ส.แพทองธาร และพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางประชาชนร่วมต้อนรับและให้กำลังใจกับคณะของพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ ประชาชนยังส่งเสียงให้กำลังใจพร้อมตะโกน สู้ๆ เสียงดังสนั่นกึกก้องอาคารท่าอากาศยานอุบลราชธานี

 

จากนั้นเวลา 09.30 น. คณะของพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมาถึง ศูนย์บรรเทาทุกข์น้ำท่วม เทศบาลนครอุบลราชธานี ซึ่งเป็นสถานที่ที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร ยารักษาโรค ประชาชนที่ประสบอุทกภัย ซึ่งเปิดบริการ 24 ชั่วโมง โดยมี น.ส.พิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี พร้อมคณะรอต้อนรับและพาคณะของพรรคเพื่อไทยเดินชมศูนย์ฯ เพื่อให้กำลังใจ อาสาสมัคร ที่ทำอาหารแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ อ.วารินชำราบ พร้อมสอบถามถึงความเดือดร้อน พร้อมพบปะประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

 

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศูนย์อพยพผู้ประสบอุทุกภัย อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัย และต้องอพยพอยู่ที่ศูนย์อพยพมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน โดยมีประชาชนจากหลายชุมชนไม่ต่ำกว่า 600 คนปักหลักพักค้างคืน โดยประชาชนบางคนบอกว่า ปัญหาน้ำท่วมในปีนี้หนักกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2562

 

ทันทีที่ น.ส.แพทองธาร นพ.ชลน่าน และ คณะมาถึงมีประชาชนรอต้อนรับพร้อมมอบดอกไม้ ผูกผ้าขาวให้กับคณะของพรรคเพื่อไทยที่มาถึง จากนั้น คณะของ น.ส.แพทองธาร ได้ให้กำลังใจกับประชาชนและผู้สูงอายุที่อยู่บริเวณเต้นท์ภายในศูนย์อพยพ และ น.ส.กิตติ์ธัญญา ได้นำคณะของ พรรคเพื่อไทยเดินไปดูสถานการณ์น้ำท่วมภายในบ้านเรือนของ ชุมชนวัดวาริน ต.วารินชำราบ อ.วารินชำราบ ซึ่งบ้านเรือนหลายหลังคาต้องประสบน้ำท่วมสูงจมถึง 1 ชั้นของบ้าน

 

โดย น.ส.กิตติ์ธัญญา ได้พูดถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ว่าที่ผ่านมาประชาชนต้องประสบกับน้ำท่วมขังและเป็นพาหะนำโรคซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากโรคฉี่หนูไปแล้ว 1 คน ซึ่ง นพ.ชลน่านได้แสดงความเป็นห่วงประชาชนในพื้นที่ที่จะต้องลุยน้ำเข้าไปในบ้านเรือนของตนเองซึ่งอาจจะเผชิญกับโรคฉี่หนูได้ ลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัย ใน อ.เมือง อ.วารินชำราบ

 

จากนั้น น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์ว่า จากการลงพื้นที่รู้สึกเห็นใจประชาชนและต้องให้ ต้องให้กำลังใจ ซึ่งปี 2562 ที่ถือว่าน้ำท่วมหนักแล้ว แต่ปีนี้น้ำท่วมหนักกว่าและประชาชนก็ยังคงอยู่ที่ศูนย์อพยพมาเป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.ในพื้นที่จะช่วยเหลืออย่างไรเพราะยังติดกฎเหล็กของกกต. ในช่วง 180 วันสุดท้ายก่อนสภาฯ ครบวาระ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เข้าใจ 180 วันในกฎเลือกตั้งแต่ตอนนี้ เห็นความลำบากของพี่น้องประชาชน เพิ่งภาครัฐเองไม่สามารถดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง เราก็ต้องกระจายความช่วยเหลือ ทุกอย่างไม่ใช่การหาเสียงแต่เป็นการช่วยเหลือประชาชนในประเทศ ดังนั้นต้องระดมกำลังช่วยประชาชนให้เร็วที่สุด ไม่ต้องมาแคร์ว่าใครจะได้เสียงเลือกตั้ง

 

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องการดูแล ประชาชนรัฐก็ต้องให้ความสำคัญ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องช่วยอย่างเต็มที่โดยเฉพาะอาหารการกิน เพราะประชาชนหลายครอบครัวอพยพมาอยู่ที่ศูนย์ฯ และทิ้งบ้านเรือน แม้ว่าบางหมู่บ้านไม่ได้เสียหาย แต่อยู่ไม่ได้ ดังนั้นต้องดูแลและเยียวยา  จากการฟังเสียงสะท้อนของประชาชนในพื้นที่ก็บอกว่าระบบการเตือนภัยที่เก็บของไม่ทัน เพราะไม่มีการแจ้งรายละเอียดก่อนเกิดน้ำท่วมว่าน้ำจะท่วมเร็วขนาดไหน ทำให้เสียหาย ดังนั้นรัฐต้องแก้ไขถึงระบบการแจ้งเตือนภัย และแก้ปัญหาระยะยาว ไม่เช่นนั้น อ.วารินชำราบ จะเป็นเมืองแช่น้ำต่อไป ยืนยันพรรคเพื่อไทย มีคำตอบในการแก้ปัญหากับเรื่องนี้

 

นพ.ชลน่าน ยังกล่าวว่า ในสมัยประชุมรัฐสภาที่กำลังจะเปิดขึ้นในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ทันทีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้นัดประชุมในวันแรกพรรคเพื่อไทยจะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาในประเด็นกราดยิงจังหวัดหนองบัวลำภูและประเด็นปัญหาความเดือดร้อนที่พี่น้องประชาชนประสบปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัดเข้าสู่ที่ประชุมสภาด้วย เพื่อเสนอ แนวทางไปยังรัฐบาลให้แก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะกลางและระยะยาว

 

จากนั้น น.ส.แพทองธาร พร้อมคณะได้เข้าพบปะพี่น้อง ประชาชนที่พักคอยอยู่ที่ศาลาภายในชุมชนวัดวาริน โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวกับ ประชาชนว่า พรรคเพื่อไทยขอมาให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชนทุกคน ซึ่งขณะนี้มีกฎเหล็กของ กกต. 180 วันทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม จึงทำได้เพียงส่งกำลังใจให้กับประชาชนเท่านั้น แล้วหวังว่าประชาชนจะได้กลับบ้านของตนเองในเร็ววันนี้ และพรรคเพื่อไทยขอส่งกำลังใจดีดีให้ประชาชนได้ผ่านปัญหานี้ไปอย่างเร็วที่สุด

 

ด้านนพ.ชลน่าน กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งให้กำลังใจประชาชนและขอให้อดทนกับปัญหา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เพื่อไทย #น้ำท่วมอุบล