วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565

“ณัฐวุฒิ” โต้ “สุชาติ” รมว.แรงงาน อย่าตีความสิ่งที่ “เพื่อไทย” ประกาศ ว่าจะประกาศเอาสนุก เอามันส์ อันนั้น พปชร. ไม่ทำ! หรือ ทำไม่ได้! เพื่อไทยคิดใหญ่ แต่ 8 ปี นายกฯ คิดแต่จะอยู่ต่อ

 


“ณัฐวุฒิ” โต้ “สุชาติ” รมว.แรงงาน อย่าตีความสิ่งที่ “เพื่อไทย” ประกาศ ว่าจะประกาศเอาสนุก เอามันส์ อันนั้น พปชร. ไม่ทำ! หรือ ทำไม่ได้! เพื่อไทยคิดใหญ่ แต่ 8 ปี นายกฯ คิดแต่จะอยู่ต่อ


เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ได้แถลงข่าวครอบครัวเพื่อไทยลงพื้นที่ภาคใต้ ในชื่องานว่า “แหลงจริง ทำได้ คนใต้หรอยแรง!” ที่ หอประชุมเทศบาลนครนครศรีธรรมราช หรือ หอประชุมทุ่งท่าลาด จ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 11 ธันวาคม นี้


ทั้งนี้ บางส่วนในการแถลงข่าวดังกล่าว นายณัฐวุฒิ ได้นำมาเป็นประเด็นในรายการ “หัวใจไม่หยุดเต้น” EP.59 


ค่าแรงขั้นต่ำ 600 เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 เอาเงินจากไหน

เพื่อไทยคิดใหญ่ แต่ประยุทธ์สิ้นคิด ?


โดยนายณัฐวุฒิกล่าวว่า


พูดถึงมิติทางเศรษฐกิจนี่ก็นึกถึงบรรยากาศหรือปฏิกิริยาของฝ่ายต่าง ๆ จากการแถลงวิสัยทัศน์ประเทศไทยปี 2570 ของหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยเมื่อวานนี้ ก็คือการประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ค่าตอบแทนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเดือนละ 25,000 บาท 


จะวิจารณ์เรื่องนี้ท่านต้องมองภาพใหญ่ให้เหมือนที่พรรคเพื่อไทยคิดใหญ่ ไม่ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยคิดใหญ่ แต่คนที่วิพากษ์วิจารณ์คิดเล็กคิดน้อย คือมันชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่าสิ่งที่ประกาศกันเมื่อวานนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากพรรคเพื่อไทยได้มีเวลาในการบริหารประเทศ 4 ปี หลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง


คือไม่ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะยุบสภาหรือไม่ก็ตาม การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นในปี 2566 นับถึงปี 2570 ก็นั่นหมายความว่า 1 วาระการทำหน้าที่ของรัฐบาลชุดต่อไป ไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นฉับพลันทันทีหลังวันเลือกตั้งหรือหลังวันตั้งรัฐบาล ผมว่าเรื่องนี้ไม่ซับซ้อน แต่บางทีคนที่วิพากษ์วิจารณ์เจตนาจะไม่เข้าใจ หรือไม่?


ผมว่าเมื่อวานหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยพูดชัดนะครับ แล้วต้องมองบริบททั้งหลายประกอบกันด้วย ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 600 ปริญญาตรีเดือนละ 25,000 มันจะเกิดขึ้นในกรอบเวลา 4 ปี ไม่เกิน 2570 โดยมีบริบทว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5% ต่อปี 


มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟรางคู่ทุกเส้นทาง ลดเวลาการเดินทางครึ่งต่อครึ่ง รถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน-ไทย ไปถึงสิงคโปร์ 


มีการจัดการน้ำเป็นเมกกะโปรเจคทั้งระบบ 


เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้เพิ่มจากแนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เป็นเกษตรแม่นยำ ผลิตตามความต้องการของตลาด ผ่านการศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลอย่างถูกต้องชัดเจน มียุทธศาสตร์ แล้วกระบวนการผลิตของพี่น้องเกษตรกรจะมีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปหนุนเสริม ลดต้นทุน ลดขั้นตอน ลดเวลาในการทำงาน 


สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเขาจะทำ!


มันจะเกิดขึ้นโดยที่รายได้จากการท่องเที่ยวขยับ จากก่อนวิกฤตโควิดอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาทต่อปี เป็น 3 ล้านล้านบาทต่อไป


มันจะเกิดขึ้นโดยรัฐบาลมีแนวทางชัดเจนในการทลายการผูกขาดทางธุรกิจและการค้า ยักษ์ใหญ่รายใดแบบไหนก็ตามถ้ามีการผูกขาดทางธุรกิจและการค้า สิ่งเหล่านั้นจะต้องถูกแก้ไขคลี่คลายด้วยกฎหมายด้วยนโยบาย แล้วก็เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายใหม่ 


มันจะเกิดขึ้นโดยพรรคเพื่อไทยทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควบคู่ไปด้วยนะครับ


ที่จริงเรื่องนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ค่าตอบแทนปริญญาตรี พรรคพลังประชารัฐของรัฐบาลปัจจุบันที่พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ประกาศนะครับ ประกาศตั้งแต่ปี 62 ว่าค่าแรงขั้นต่ำคือ 425 บาท ปริญญาตรีจะมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท แต่ประกาศแล้วไม่ทำ! นอกจากไม่ทำตามที่ประกาศแล้ว ไม่เห็นบริบทหรือสัญญาณใด ๆ ที่จะนำไปสู่สิ่งนั้นได้ 


ดังนั้น ท่านอย่าไปตีความว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยประกาศ จะประกาศเอาสนุก เอามันส์ เหมือนรัฐมนตรีแรงงานวิจารณ์มา อันนั้นน่ะพวกท่าน...ไม่ทำ! หรือ ทำไม่ได้!


แต่พรรคเพื่อไทยเขายืนยันว่า “คิดใหญ่ ทำเป็น” และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่มั่นใจด้วยว่าพรรคเพื่อไทยทำได้ โดยตัวนโยบายคือการขยับประเทศไทยไปข้างหน้าทั้งองคาพยพให้แข็งแรงทั้งระบบ รดน้ำต้นไม้ที่ราก แล้วให้เติบโตตามลำต้นไปออกดอกออกผลแตกยอดแตกใบ


เมื่อปี 2544 พรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศ เวลานั้นประเทศไทยกำลังอยู่ในวิกฤตต้มยำกุ้ง มีสถานะเป็นลูกหนี้ IMF ไทยรักไทยเข้ามาพลิกฟื้นประเทศไทยไปเป็นผู้ชำระหนี้ได้ก่อนกำหนดด้วยแนวทาง “คิดใหม่ ทำใหม่”


วันนี้ประเทศไทยผ่านเวลา 8 ปี เป็นหนี้ทะลุเพดาน พรรคเพื่อไทยก็เลยประกาศแนวทาง “คิดใหญ่ ทำเป็น” เพื่อจะพลิกฟื้นประเทศไทยกลับมายืนอย่างแข็งแรงและก้าวไปข้างหน้าถูกทิศถูกทางอีกครั้ง


บรรดาผู้วิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าถ้าเป็นผม ผมจะไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองใดเลย ในเมื่อท่านมีเวลาถึง 8 ปี กับอำนาจเต็มแบบที่ท่านมี แล้วท่านทำไม่ได้


คือพรรคเพื่อไทย คิดใหญ่! แต่ท่านนายกฯ 8 ปี คิดอยู่! คือคิดแต่จะอยู่ 


พรรคเพื่อไทยคิดจะสร้างรถไฟรางคู่ สร้างรถไฟความเร็วสูง สร้างระบบการจัดการน้ำ แต่ท่านนายกรัฐมนตรี 8 ปี ท่านคิดสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ได้พรรคหนึ่ง เพื่อที่จะอยู่ต่อไปในอำนาจเท่านั้น!


ดังนั้นผมคิดว่า ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับนายกรัฐมนตรี มีความแตกต่างกัน และความแตกต่างนั้นมีผลโดยตรงต่ออนาคตของประเทศชาติและประชาชน


การตั้งคำถามว่านโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 ปริญญาตรี 25,000 ต่อเดือน เอาเงินมาจากไหน? 


ด้วยความเคารพนะครับ อันนี้ในความเห็นส่วนตัวผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นะครับ ผมว่าเป็นคำถามสิ้นคิด!!! เพราะมันไม่มีพรรคการเมืองใดประกาศนโยบายจะขยับรายได้ของประชาชนโดยใช้งบประมาณของรัฐ มันไม่ใช่ภาระในด้านงบประมาณที่รัฐจะต้องหยิบเอางบประมาณแผ่นดินมาจ่ายรายได้รายวันรายเดือนแบบนี้ หลักคิดก็คือทำเศรษฐกิจให้โตขึ้นทั้งระบบ แล้วดอกผลนั้นแบ่งปันกันทุกชนชั้นในสังคมอย่างเท่าเทียม ไม่ใช้โตแต่คนรวย แล้วซวยอยู่ที่คนจน หรือไม่ใช่อุ้มแต่คนจน โดยไม่สนผลกระทบที่จะเกิดกับคนร่ำคนรวย ไม่ใช่ฮะ แต่ว่าภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มันโตแต่ส่วนบนแต่คนจนแทบไม่มีจะกิน นี่คือความจริง! 


เปรียบระบบเศรษฐกิจของไทยเป็นแม่โคนม ขณะนี้แม่โคตัวนี้พะงาบ ๆ แล้วล่ะครับ ใครจะประกาศว่าไปเอาค่าแรงขั้นต่ำ 600 เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 จากสภาพนี้ ทุกคนเห็นตรงกันว่าไม่รอด!!!


สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเขาคิดคือ เขาจะพลิกฟื้นและขุนแม่วัวตัวนี้ให้เติบโตแข็งแรง และคนทั้งสังคมแบ่งนมกันกินอย่างเป็นธรรม!


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ณัฐวุฒิใสยเกื้อ #เพื่อไทย #คิดใหญ่ทำเป็น

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565

“เพื่อไทย” ยัน ค่าแรงขั้นต่ำ 600 เงินเดือน ป.ตรี 25,000 ทำได้จริง เหตุหากรัฐบาลเพื่อไทยยกระดับ ศก.ทั้งระบบ เงินหมุนในระบบเร็วขึ้น เป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ - รวยกระจุกจนกระจาย

 


“เพื่อไทย” ยัน ค่าแรงขั้นต่ำ 600 เงินเดือน ป.ตรี 25,000 ทำได้จริง เหตุหากรัฐบาลเพื่อไทยยกระดับ ศก.ทั้งระบบ เงินหมุนในระบบเร็วขึ้น เป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ - รวยกระจุกจนกระจาย

 

วันนี้ (7 ธ.ค. 2565) พรรคเพื่อไทย นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร  ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะทำงานนโยบาย พรรคเพื่อไทย  ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวกรณีการแสดงวิสัยทัศน์รัฐบาลเพื่อไทยในปี 2570 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 ประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน และเงินเดือนผู้จบการศึกษาปริญญาตรี 25,000 บาท โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย  นายจักรพงษ์ แสงมณี นายทะเบียนพรรคเพื่อไทย นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ ผู้อำนวยการทีมคิดเพื่อไทย ร่วมรับฟังในการแถลงข่าว

 

แพทองธาร กล่าวว่า การแถลงวิสัยทัศน์ หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลในปี  2570  ต้องการให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จะทำงานบริหารบ้านเมืองรับใช้พี่น้องประชาชน ซึ่งตนมีความเข้าใจดีว่าเหตุใดจึงมีการถกเถียงในเรื่องนี้  เพราะภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ไม่ดี พรรคเพื่อไทยจึงมองภาพในอนาคตว่า หากค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 600 บาทในตอนนี้ ต้นทุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการจะปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะสภาพเศรษฐกิจในตอนนี้ตกต่ำและยังไม่เติบโต

 

ทั้งนี้  การแสดงวิสัยทัศน์ในงาน “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” วานนี้ (6 ธ.ค.65) คือปรับภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน เพราะในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 300 บาทต่อวัน จนถึงขณะนี้ผ่านมาเกือบ 10 ปี ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นมาหลักสิบบาท จึงเป็นเหตุผลให้เกิดปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย”  คนที่ได้ประโยชน์จากค่าแรงในระดับต่ำ คือ คนกลุ่มเล็กบนยอดสามเหลี่ยมเท่านั้น  แต่ฐานรากซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงเดือดร้อน  พรรคเพื่อไทยจึงต้องคิดใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจทั้งประเทศปรับตัวดีขึ้นไปด้วยกัน  ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ใช่เรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทั้งประเทศ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำติดอันดับโลก

 

แพทองธาร กล่าวอีกว่า ปัญหาการรวยกระจุก จนกระจาย เพราะคนไทยซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงาน  ยังไม่ได้รับเกียรติ ไม่ได้รับศักดิ์ศรีเพียงพอ เมื่อเทียบกับบางประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำ 1,800 บาท/วัน  แต่ภาพรวมทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศปรับตัวดีขึ้นทั้งหมด  เมื่อแรงงานมีรายได้เพิ่มมากขึ้น  จะสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น ช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้ดีขึ้น และทำให้ภาพรวมทั้งประเทศปรับตัวดีขึ้นด้วย  การเติบโตของเศรษฐกิจในแนวทางของพรรคเพื่อไทย คือต้องการให้ทั้งประเทศ  คนทุกชนชั้น ทุกระบบ  เติบโตได้ทุกโอกาส  สามารถออกมาใช้ชีวิตจับจ่ายใช้สอยดูแลครอบครัวของตัวเองได้  การคิดเล็กไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้  จึงเป็นที่มาของแนวคิด “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน”

 

“เราต้องเป็นทุนนิยมที่มีหัวใจ ค่าแรงต้องปรับขึ้นเมื่อเศรษฐกิจทั้งประเทศพร้อม วันนี้ค่าแรงยังปรับขึ้นเป็น 600 บาท ไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี แต่เมื่อเศรษฐกิจดีแล้ว จีดีพี จะเติบโตที่ 5% ปีแรกอาจสูงกว่า หรือปีต่อมา อาจลดน้อยลงตามเลขเฉลี่ยแต่ละปี ทั้งหมดคือหัวใจหลัก” นางสาวแพทองธาร กล่าว

 

ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะทำงานนโยบาย พรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า  จุดยืนหรือหัวใจหลักของพรรคเพื่อไทย คือ สร้างรายได้ ขยายโอกาส  ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือหนี้ เราจึงต้องแก้หนี้ด้วยการสร้างรายได้  ไม่ใช่การสร้างหนี้  ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี ก็กู้ เมื่อกู้แล้ว  ขยายเพดานกู้  ขณะนี้ค่าจ้างแรงงานยังต่ำ รายได้ประเทศต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูง  แต่ในการแสดงวิสัยทัศน์ทั้ง 10 ประเด็นวานนี้ (6 ธ.ค. 65)  มีการแถลงแนวนโยบายหลายเรื่องร้อยเรียงกัน  เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ต้องมีการสร้างรายได้ใหม่ พร้อมกันไปด้วย 

 

ทั้งนี้ การแสดงความคิดเห็นของภาคเอกชนทั้งหลายที่เกิดขึ้น  หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล รัฐเก็บรายได้จากกลุ่มธุรกิจ 20% จากกำไร แปลว่า รัฐถือหุ้นเอกชน 20% ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่รัฐ ที่ต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพื่อหารายได้  ในส่วนของภาคการเกษตร คิดเป็น 40% ของประเทศ แต่สร้างรายได้เพียง 8% ของ GPD  จึงต้องยกระดับรายได้จากภาคเกษตรจาก 10,000 บาท/ไร่/ปี เป็น 30,000 บาท/ไร่/ปี ด้วยหลักการทำงาน ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ ก็จะเกิดรายได้

 

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ใช่การทำลายโครงสร้าง แต่เป็นการทำงานร่วมกันในระดับไตรภาคี  ต้องเกิดจากความเห็นพ้องร่วมกันระหว่าง รัฐ - ผู้ประกอบการ - ประชาชน   ค่าแรงขั้นต่ำคิดขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น พรรคเพื่อไทยรู้ว่าผลิตภาพการผลิต คือที่มากำไรของผู้ประกอบการที่จะนำมาจ่ายเงินเดือน-โบนัส แรงงานได้  ส่วนรายได้เข้าประเทศอื่น ๆ อย่างภาคการท่องเที่ยว พรรคเพื่อไทยคิดจากฐานของรายได้ภาคท่องเที่ยวก่อนเกิดการระบาดของโควิด ซึ่งอยู่ที่มูลค่า 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อไทยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 3 ล้านล้านบาท  ซึ่งสามารถทำได้แน่นอนด้วยการสร้างแรงดึงดูดด้วยศักยภาพการท่องเที่ยวที่ไทยมีอยู่มากมาย และการจัดการการบิน-สนามบิน-การอำนวยความสะดวกด่านตรวจคนเข้าเมือง  พรรคเพื่อไทยมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้แทนจากภาคธุรกิจ จากภาคประชาชน จะไม่บริหารราชการแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวแบบปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ยังนำเอาศักยภาพที่ซ่อนเร้นของประชาชน (ซอฟพาวเวอร์) มาสร้างรายได้เข้าประเทศ  เพราะประชากรไทยมี 22 ล้านครัวเรือน เป้าเพิ่มรายได้ใหม่ 1 ครอบครัว 1 คน จะสร้างงานขึ้น 20 ล้านตำแหน่ง คำนวณรายได้ 200,000 บาท/ปี คิดเป็นรายได้ 4 ล้านล้านบาท หรือรายได้เพิ่มขึ้น 25%  พรรคเพื่อไทยทำได้แน่นอน

 

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ 600 บาทต่อวัน และปรับเงินเดือนผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 25,000 บาทนั้น  สังคมตั้งคำถามมากมาย ซึ่งขอตอบในหลายประเด็นดังนี้

 

1. ค่าแรง 600 บาท กับปี 2570 เหมาะไหม ทำได้หรือไม่? คำตอบคำถามนี้ พุ่งตรงไปที่วิสัยทัศน์ของผู้พูดว่ามองประเทศไทยในปี 2570 มีหน้าตาเป็นแบบไหน หากมองยังไทยเป็นผู้รับจ้างผลิต เป็นเกษตรกรรมขั้นพื้นฐาน เป็นการท่องเที่ยวราคาถูก เป็นการผลิตที่ใช้แต่แรงงานไร้ฝีมือ ไม่แปลกใจว่าค่าแรง 600 บาท คงเป็นสิ่งที่เพ้อฝัน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  แต่นั่นไม่ใช่วิธีคิดของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่วิสัยทัศน์ของหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

 

ในอีก 5 ปีข้างหน้า ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยที่บริหาร 4 ปี  หลังได้รับการเลือกตั้ง  ไทยจะยกระดับการผลิตไปอีกขั้น จากผู้ผลิตตามคำสั่งต่างชาติ จะกลายเป็นการเป็นผู้สร้างนวัตกรรม  จากภาคการเกษตรตามยถากรรมจะพลิกเป็นการเกษตรที่กำหนดราคาได้ จากการตลาดนำการผลิต จากภาคบริการรายได้ต่ำ เป็นภาคบริการชั้นสูงที่ยกระดับรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ต่อไปนี้ไทยจะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติด้วยเศรษฐกิจศักยภาพสูง ด้วยแรงงานศักยภาพสูง ไม่ใช่แรงงานทักษะต่ำราคาถูก คู่แข่งของเราไม่ใช่เวียดนาม แต่เป็นสิงคโปร์และประเทศที่พัฒนาแล้ว นี่คือวิสัยทัศน์ของเราในอีก 5 ปี ที่ต่างกับผู้วิจารณ์ หน้าตาประเทศไทยที่ต่างกัน และนั่นนำไปสู่ค่าแรงที่แตกกัน

 

2. ค่าแรง 600 บาท คิดจากอะไร? 3 องค์ประกอบของค่าแรง การโตของเศรษฐกิจ ผลิตภาพแรงงาน และเงินเฟ้อ ค่าแรงต้องถูกปรับอย่างสม่ำเสมอตามปัจจัยเหล่านี้ แต่ 20 ปีที่ผ่านมาเกาะอยู่เงินเฟ้อและผลิตภาพแรงงาน และโตไม่ทัน GDP เศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่ารายได้ของแรงงาน หมายถึงรายได้นายจ้างโตเร็วกว่าลูกจ้าง และนี่คือปัญหา คือสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข และเราตั้งเป้า GDP ต่อจากนี้จะโตปีละ 5%  หากไม่ปรับค่าแรงขั้นต่ำ ช่องว่างจะระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะยิ่งกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น

 

3. ค่าแรง 600 บาท กับนายจ้าง? นายจ้างกับลูกจ้างคือขาซ้ายและขาขวาของเศรษฐกิจ ต้องเดินไปคู่กัน การปรับค่าแรงขั้นต่ำ ต้องทำคู่ขนานกับต้นทุนนายจ้าง ซึ่งเราจะมีการออกมาตรการสำหรับผู้ประกอบการต่อไป  ทั้งในเรื่องของภาษีและสิทธิประโยชน์ รวมทั้งการผลักในเศรษฐกิจขยายตัว จากนโยบายทั้งหมดของพรรคเพื่อไทย และในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรับค่าแรง ผนวกกับการลดภาระผู้ประกอบการผ่านการลดภาษีนิติบุคคล

 

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงสามารถ 1. เพิ่มค่าแรง 2. ลดภาษีผู้ประกอบการ แต่เก็บภาษีได้เพิ่มมากขึ้น รายได้เอกชนขยายตัวขึ้น 3. GDP ขยายตัว ทั้งหมดคือความสำเร็จของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าขึ้นค่าแรงโดยเศรษฐกิจยังโต เอกชนเฟื่องฟู นั้นทำได้ และเราเคยทำมาแล้วและจะทำอีกครั้ง

 

4. ค่าแรง 600 บาท กับการเร่งเงินให้หมุนเร็วในระบบเศรษฐกิจ  ปัจจุบันเม็ดเงินในประเทศหมุนช้าที่สุดในรอบ 20 ปี ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มความเร็วของการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของแรงงาน 600 บาทเป็นหนึ่งในคำตอบที่สำคัญ จำเป็นต้องสร้างรายได้ในชนะภาระหนี้ และสามารถสร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัว  ทั้งนี้ในช่วง รัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำมาแล้ว เศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงด้วยเม็ดเงินที่หมุนเร็ว เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เงินเปลี่ยนมือเร็ว เงินหมุนเร็ว กว่าในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกือบ 40% เงินในอดีตหมุนเร็วกว้าในปัจจุบันเกือบ 2 เท่าตรงนี้เป็นสิ่งอันตรายและต้องเร่งแก้ไข

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เพื่อไทย #คิดใหญ่ทำเป็นเพื่อไทยทุกคน





ศาลยกฟ้องถอนประกัน “โจเซฟ” ชี้! ข้อเท็จจริงของตร.ฟังไม่ได้ว่าจำเลยก่อความไม่สงบและวุ่นวายอย่างไร

 


ศาลยกฟ้องถอนประกัน “โจเซฟ” ชี้! ข้อเท็จจริงของตร.ฟังไม่ได้ว่าจำเลยก่อความไม่สงบและวุ่นวายอย่างไร

 

วันนี้ (7 ธ.ค. 2565) เวลา 11.30 น. ศาลอาญาธนบุรี ไม่ถอนประกัน “โจเซฟ” ในคดีชุมนุมปราศรัยที่วงเวียนใหญ่ #ใครฆ่าพระเจ้าตาก กรณีตำรวจ สน.บุปผาราม ยื่นคำร้องขอถอนประกัน ที่ “โจเซฟ” เข้าร่วมชุมนุม #ราษฎรหยุดAPEC2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 65 บริเวณแยกอโศกมนตรี

 

ทั้งนี้ ศาลชี้ข้อเท็จจริงของตำรวจยังฟังไม่ได้ว่าการชุมนุมของจำเลยก่อความไม่สงบและวุ่นวายอย่างไร

 

ภายหลังศาลมีคำสั่งยกฟ้อง “โจเซฟ” ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้านหน้าว่า ตนขอบคุณท่านผู้พิพากษาและคณะ ศาลอาญาธนบุรี ที่ช่วยรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์และให้ความยุติธรรมกับผู้รักประชาธิปไตย พร้อมทั้งยืนยันว่าตลอดการเคลื่อนไหวของตนยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีและการใช้สิทธิเสรีภาพของตนไม่ได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐด้วย และการปราศรัยของตนได้คำนึงถึงเงื่อนไขการประกันตัวของศาลอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว

 

สุดท้าย “โจเซฟ” ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่ตนโดนคดี ตนก็สู้มาตลอดไม่ได้ลดหลั่นการต่อสู้ แต่ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะมีเงื่อนไขในการประกันตัวคือห้ามทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย แต่ตนเห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นยิ่งทำให้สถาบันฯ สง่างามด้วยซ้ำ เพราะถ้าสถาบันฯ มีการปฏิรูปให้อยู่กับยุคสมัยใหม่ได้ สถาบันฯ ก็จะมีความมั่นคงและสง่างามกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112


“โจเซฟ” จากการร่วมชุมนุม #ราษฎรหยุดAPEC2022 สู่การถูกไต่สวนถอนประกัน!

 


“โจเซฟ” จากการร่วมชุมนุม APEC2022 สู่การถูกไต่สวนถอนประกัน!


วันนี้ (7 ธ.ค. 65) เวลา 10.00 น. ศาลอาญาธนบุรี นัดหมายไต่สวนถอนประกันฯ “โจเซฟ” กฤษพล ศิริกิตติกุล จำเลยคดี ม.112 จากเหตุการร่วมชุมนุม #ราษฎรหยุดAPEC2022 เจ้าตัวเผยกำลังใจดี มั่นใจไม่ได้ทำผิดเงื่อนไข แต่ทั้งนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะยืนหยัดในการต่อสู้ต่อไป


ผลการไต่สวนจะเป็นอย่างไร ผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป โปรดติดตาม!


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112


วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ศาลยกฟ้อง “ลูกเกด-บอย ธัชพงศ์-หมอทศพร” คดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากการชุมนุมหน้าเรือนจำฯ เมื่อ 19 ต.ค. 63

 


ศาลยกฟ้อง “ลูกเกด-บอย ธัชพงศ์-หมอทศพร” คดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากการชุมนุมหน้าเรือนจำฯ เมื่อ 19 ต.ค. 63

 

วันที่ 6 ธันวาคม 2565 เวลา 9.00 น. ศาลแขวงพระนครเหนือนัดฟังคำพิพากษาในคดีของนักกิจกรรมและนักการเมือง รวม 3 ราย ได้แก่ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว, “บอย” ธัชพงศ์ หรือ ชาติชาย แกดำ และ น.พ.ทศพร เสรีรักษ์ ที่ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากการชุมนุมที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2563

 

โดยศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” โดยศาลระบุว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวมีเพียงการติดป้ายหน้าเรือนจำ ไม่ปรากฏว่าความรุนแรงใดๆ เป็นเพียงการรวมตัวกันเพื่อให้กำลังใจผู้ต้องขังในเรือนจำ

 

พิเคราะห์แล้วเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวมีเพียงการติดป้ายหน้าเรือนจำ ไม่ปรากฏว่าความรุนแรงใดๆ เป็นเพียงการรวมตัวกันเพื่อให้กำลังใจผู้ต้องขังในเรือนจำ อีกทั้ง "ชาติชาย-หมอทศพร" ซึ่งเป็นจำเลย ไม่ได้ปรากฎภาพทั้งสองคนร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด ด้าน "ชลธิชา" ได้มีการโพสต์แชร์กิจกรรมผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความว่า #ไปรับเพื่อนกันนะคะ ซึ่งการแชร์ข้อความก็ไม่ได้เป็นการเชิญชวนให้ร่วมชุมนุม เป็นเพียงการให้กำลังใจเพื่อนในเรือนจำเท่านั้น

 

มูลเหตุของคดีนี้ เนื่องจากมีการประกาศนัดหมายชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2563 หรือ #ม็อบ19ตุลา ที่แยกเกษตรและหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกจับกุมและฝากขังในคดีจากการชุมนุมทางการเมือง เรียกร้องให้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก หลังในช่วงดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

 

ต่อมาในช่วงค่ำวันที่ 19 ต.ค. นั้น ได้มีการปล่อยตัวผู้ต้องขังจำนวน 19 คน ในคดีชุมนุมคณะราษฎรอีสาน ทำให้มีประชาชนไปรอรับ โดยรวมตัวกันอยู่บริเวณหน้าประตูเรือนจำกลางคลองเปรม

 

แม้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประชาชื่น มีการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรมจำนวน 3 รายดังกล่าว และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้อง ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2564 ได้แก่ ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีความร้ายแรง, ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, กีดขวางทางเท้า ตาม พ.ร.บ.จราจร, กีดขวางทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 และ ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR #ฝ่าฝืนพรกฉุกเฉินร้ายแรง

“แพทองธาร” เปิด 10 นโยบายพลิกฟื้นประเทศ ปี 2570 โดยรัฐบาลเพื่อไทย ต้อง “คิดใหญ่ ทำเป็น” ประกาศค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เงินเดือน ป.ตรี 25,000 บาท

 


“แพทองธาร” เปิด 10 นโยบายพลิกฟื้นประเทศ ปี 2570 โดยรัฐบาลเพื่อไทย ต้อง “คิดใหญ่ ทำเป็น”  ประกาศค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เงินเดือน ป.ตรี 25,000 บาท

 

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย  และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวในการประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2565  ในวันอังคารที่ 6 ธันวาคม 2565 ว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาตนพร้อมคณะกรรมการได้ลงพื้นที่ศึกษาและทำวิจัยพบว่า ประเทศถอยหลังไปมาก ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และไร้ที่ยืนบนเวทีโลก ประชาชนจำนวนมากมีหนี้ท่วมท้นและสะสมเป็นเวลานาน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จำเป็นต้อง “คิดใหญ่”  เพราะหากคิดเล็กจะรับมือปัญหามากมายขนาดนี้ไม่อยู่ และต้อง “ทำเป็น” เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ ยืนยันได้จากผลงานตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทย จนถึงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีว่า เราสามารถคืนความสุข ความเจริญ ความกินดีอยู่ดีให้พี่น้องประชาชนได้  หัวข้อในแคมเปญรณรงค์ต่อจากนี้ จึงเปลี่ยนจาก “พรุ่งนี้เพื่อไทย” เป็น “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน”            

 

แพทองธาร กล่าวว่า ภายในปี 2570 ภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย  หากบริหารประเทศนาน 4 ปี ที่ผ่านมา ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

 

1. นโยบายเศรษฐกิจ หลักการบริหารประเทศของพรรคเพื่อไทยคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส ยังคงถูกต้องและยึดเป็นแนวทางเสมอมาและตลอดไป จากปี 2566 จนถึงปี 2570 พรรคเพื่อไทยทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเติบโตอย่างต่ำเฉลี่ยร้อยละ 5% ต่อปี ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะพรรคเพื่อไทยจะใช้แนวคิด “รดน้ำที่ราก” เพื่อให้ต้นไม้งอกงามได้ทั้งต้น ทั้งที่น้ำมีจำกัด

 

รากแก้วที่สำคัญคือครอบครัว เราจะใช้ซอฟต์พาวเวอร์ ( Soft Power)  เป็นพลังขับเคลื่อน โดยการดึงศักยภาพของอย่างน้อย 1 คนในทุกครอบครัว ให้ได้รับโอกาสในการอบรม บ่มเพาะ ทักษะสร้างสรรค์ที่มีความถนัดให้ดีขึ้น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำได้ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ ในสถาบันอาชีวะทั้งรัฐและเอกชนกว่า 800 แห่ง เมื่อเห็นศักยภาพที่เด่นชัดจะได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาไปฝึกอบรมทักษะระดับโลกต่อในต่างประเทศ

 

ทักษะสร้างสรรค์ Soft Power ด้านต่าง ๆ เช่น เชฟทำอาหาร นักออกแบบ  แฟชั่นดีไซเนอร์  นักร้อง นักแต่งเพลง คนเขียนบท ยูทูบเบอร์ นักสร้างคอนเทนท์ นักออกแบบมัลติมีเดีย นักกีฬา หรือสปาเทอราปิสต์  จะทำให้มีรายได้คนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี ประเทศไทยมี  20 ล้านครอบครัว สามารถสร้างงานทักษะสูงได้ 20 ล้านตำแหน่ง และมีรายได้รวมกันถึงปีละ 4 ล้านล้านบาท  และในปี 2570 คนไทยต้องได้ค่าแรงขั้นต่ำให้สมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย คือ ไม่ต่ำกว่า 600 บาทต่อวัน เงินเดือนของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป

 

พรรคเพื่อไทยจะสร้างแนวทางหารายได้ใหม่ให้กับประชาชนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่คู่ขนานไปกับรายได้ดั้งเดิม จึงแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนที่มีอยู่ก่อนหน้านี้  เพราะพรรคเพื่อไทย “ไม่ใช่แค่พักหนี้”  แต่ “ล้างหนี้” จนหมดสิ้น

          

พรรคเพื่อไทยจะเปิดโอกาสให้คนที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัว หรือวิสาหกิจชุมชนที่กำลังเติบโต สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้หลากหลายด้วยดอกเบี้ยต่ำ มีกองทุนหมู่บ้านที่ขยายบทบาทมากขึ้น กองทุนร่วมทุน และการระดมทุนแบบ crowdfunding  ส่งเสริมการแข่งขันพัฒนาธุรกิจของขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ด้วยการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจทุกขั้นตอนแบบ one stop service , สร้างกติกาการแข่งขันที่เสรีและเท่าเทียม ทลายการผูกขาดในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่กีดขวางความคิดสร้างสรรค์ของรายเล็กรายย่อย เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ผลไม้

 

2. นโยบายด้านการเกษตร  ในปี 2570 พรรคเพื่อไทยนำเทคโนโลยีทางการเกษตรหรือ Agritech มาใช้ เช่น เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยในการเกษตร มีการปรับปรุงหน้าดิน  และใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น แต่เหนื่อยน้อยลง ใช้การตลาดนำการผลิต ไม่มีการทำการเกษตรแบบไร้เป้าหมาย สินค้าการเกษตรต้องขึ้นยกแผง  มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัล (NFT)  มาใช้ในการขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ให้ต่างชาติมาช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง ราคาพืชผลเกษตรจึงขึ้นยกแผงทุกตัว เพราะเคยทำมาแล้ว และจะทำต่อไป

 

3. นโยบายด้านการท่องเที่ยว ในปี 2570 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไทยจำนวนมาก รายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 3 ล้านล้านบาทต่อปี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยได้รับความนิยมจากทั่วโลก เทศกาลของไทย 2 เทศกาลคือ สงกรานต์ในเดือนเมษายน และลอยกระทงในเดือนพฤศจิกายน เป็นเทศกาลระดับโลกที่นักท่องเที่ยวปักหมุดไว้ในปฏิทิน ประเทศไทยน่าอยู่สำหรับชาวต่างชาติและคนไทย

 

 4. นโยบายด้านนวัตกรรม พรรคเพื่อไทยสร้างโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ (Blockchain) ของไทยเอง ที่เป็นช่องทางในการขายสินค้าเกษตร รวมทั้งสินทรัพย์ที่เกิดจากซอฟต์พาวเวอร์ ตลอดจนเป็นช่องทางเงินทุนให้กับนักธุรกิจรายย่อย ไม่ว่าจะเป็น Start up หรือ SME

           

นอกจากนั้น พรรคเพื่อไทยยังส่งเสริมงานวิจัยอย่างจริงจัง จนทำให้ในปี 2570 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านนวัตกรรมของ Asean มีการใช้เงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC : Central Bank Digital Currency) แทนเงินสด   ป้องกันการคอร์รัปชั่นในการเมืองแบบ “ลิงกินกล้วย” ทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี ประชาชนทุกคนมีบัญชีธนาคารและมีกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ของตนเอง

          

รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ การเข้าถึงบริการของรัฐทำได้ง่าย สะดวก ทุกหมู่บ้านของประเทศไทยมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สถานที่สาธารณะทุกแห่งมี wifi ฟรี

 

5. นโยบายด้านสาธารณสุข ในปี 2570 หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคถูกอัพเกรด หรือยกระดับขึ้น  สามารถรักษาได้ทั่วประเทศ ประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว รับการรักษาได้ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะข้อมูลสุขภาพถูกเชื่อมไว้บนศูนย์ข้อมูล หรือ Cloud เมื่อเจ็บป่วย ผู้ป่วยเพียงยื่นบัตรประชาชนแล้วอนุญาตให้แพทย์ผู้รักษาเข้าถึงข้อมูลการรักษาได้ 

 

ในปี 2570 ผู้ป่วยโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรคทางกายอื่น ๆ ที่ต้องการขอคำปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางได้รับการรักษาที่ศูนย์สาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล เพราะแพทย์เฉพาะทางให้คำปรึกษาผ่านระบบทางไกลหรือ Telemedicine ได้  การนัดคิวตรวจเป็นเรื่องปกติของโรงพยาบาลทุกแห่ง ผู้ป่วยไม่ต้องไปโรงพยาบาลแต่เช้ามืด ผู้ป่วยที่ต้องเจาะเลือดตรวจโรค ก็สามารถทำได้ที่คลินิกหรือศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้าน 

 

ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต ได้รับการดูแลจากผู้ช่วยพยาบาลทั้งที่บ้านและที่ศูนย์ชีวาภิบาล (Hospice) ของรัฐและเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ลูกหลานยังสามารถไปประกอบอาชีพได้ตามปกติ ไม่ต้องลางาน

 

การสาธารณสุขเชิงรุก เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีในเด็กหญิงอายุ 9-11 ปี และฉีดวัคซีนให้ผู้หญิงที่ยังไม่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV : Human Papilloma Virus) อีกทั้งยังตรวจและรักษาไวรัสตับอักเสบ-ซี ซึ่งโรคดังกล่าวจะเป็นการป้องกันมะเร็งตับที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้ชาย

          

ปี 2570 โรงพยาบาลของรัฐถูกกระจายอำนาจในรูปแบบองค์การมหาชนที่ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโรงพยาบาล มีการจัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ตามปริมาณงาน และเกิดการลงทุนครั้งใหญ่ในการพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ให้ทันสมัยในทุกระดับตั้งแต่ตำบลถึงมหานคร รวมทั้งมีการฝึก อ.ส.ม. ให้เป็นพยาบาลระดับต้น  ประจำทุกหมู่บ้าน ส่วนในกรุงเทพมหานคร มีโรงพยาบาลประจำเขตทั้ง 50 เขต

 

6. นโยบายด้านการศึกษา ในปี 2570 มีการกระจายอำนาจการศึกษาเหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว มีโรงเรียน 2 ภาษาในทุกท้องถิ่น ซึ่งสอนภาษาต่างประเทศเช่น ภาษาอังกฤษและภาษาจีน ตั้งแต่ ป.1  มีการเรียนการสอนทั้งในห้องเรียนและออนไลน์ โดยใช้ครูต่างประเทศมาสอนเสริมร่วมกับครูไทย  มีศูนย์การเรียนรู้แบบ TCDC และ TK Park ที่เริ่มต้นสมัยไทยรักไทย ให้ครบทุกจังหวัด

 

7. นโยบายด้านยาเสพติด  พรรคเพื่อไทยมาแล้ว ยาเสพติดต้องหมดไป ‘ยาเสพติดกับเพื่อไทยอยู่ร่วมกันไม่ได้’ จะปราบปรามยาเสพติดเต็มรูปแบบ  เด็กไทยตกเป็นทาสยาเสพติด ทำร้ายคนในครอบครัวและผู้อื่นอีกมากมาย และจะบำบัดผู้เสพอย่างทั่วถึงควบคู่กันไปกับการปราบปราม

 

8.นโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน   ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง จะถูกแก้ไขทั้งระบบทั่วประเทศ   มีการสร้างคลองน้ำเพื่อเชื่อมแม่น้ำหลักเข้าหากัน และมีอ่างเก็บน้ำเป็นแก้มลิงตามเส้นทางน้ำสายหลัก เพื่อให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพ มีการสำรวจสิ่งก่อสร้างที่ขวางทางน้ำไหล โดยเฉพาะถนน แล้วเปิดทางเพื่อให้น้ำไหลลงแม่น้ำสายหลักตามหลักแรงโน้มถ่วงโลก ดังที่เคยทำในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งทำให้น้ำไม่ท่วมมา 20 ปีแล้ว รวมถึงทำทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์และทางผันน้ำ เพื่อระบายน้ำลงทะเลให้เร็วขึ้นทั้งสองฝั่งเจ้าพระยา

          

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยป้องกันน้ำทะเลหนุนไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ ด้วยการถมทะเลด้านบางขุนเทียนจนถึงสมุทรปราการ สมุทรสาคร และเกิดแผ่นดินงอกจำนวนมาก ซึ่งนอกจากป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้แล้ว ยังลดความแออัดของกรุงเทพฯ ที่สำคัญคือ  ยังสามารถเอาที่ดินงอกนี้ มาทำเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมดึงดูดรายได้จากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย

 

 9. นโยบายด้านการคมนาคมและขนส่งมวลชน ในปี 2570 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค มีการลงทุนในระบบรางครั้งใหญ่ สร้างรถไฟรางคู่ในทุกเส้นทาง ทำให้รถไฟวิ่งได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากที่เคยใช้เวลา 10 ชั่วโมงเหลือเพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น เส้นทางรถไฟสายใหม่ถูกสร้างขึ้นไปถึงจุดหมายสำคัญ เช่น เชียงราย เชียงของ มุกดาหาร นครพนม ภูเก็ต ส่วนรถไฟความเร็วสูงสร้างจากจีนลงมาถึงไทยแล้วต่อยาวไปถึงสิงคโปร์ เกิดขึ้นแน่นอน

         

รถไฟฟ้าสายต่างๆในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถูกจัดระเบียบใหม่ เพื่อใช้ระบบตั๋วร่วม 20 บาทตลอดสายได้ก่อนปี 2570 แน่นอน   สนามบินสุวรรณภูมิ จะขยายพื้นที่รองรับผู้โดยสารมากขึ้นจาก 45 ล้านคน เป็น 100 ล้านคน

 

10. นโยบายด้านพลังงาน โครงสร้างราคาพลังงาน ถูกปรับรื้อตั้งแต่ปี 2566  ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟ ลดลงทันที จะรณรงค์และส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือน ทำให้ลดการพึ่งพาน้ำมันลง

 

“แพทองธาร” ยังกล่าวด้วยว่า ในปี 2570 กติการัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ นายกรัฐมนตรีถูกเลือกในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากประชาชน มีการกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากส่วนกลางออกไปส่วนท้องถิ่นมากขึ้น การใช้จ่ายงบประมาณจากภาษีประชาชนถูกควบคุมด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชั้นสูง เพื่อตามเม็ดเงินที่ถูกเบียดบังไป จนมั่นใจได้ว่า เงินภาษีของประชาชนได้ย้อนกลับไปสร้างความเจริญและความสุขให้กับประชาชนทุกบาททุกสตางค์ และมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีความพร้อม

          

ในปี 2570 พรรคเพื่อไทยรับใช้ประชาชน  ด้วยการทำให้นโยบายทั้งหมดเป็นจริง  ไม่มีการย้ายประเทศ มาพร้อมใจกันเปลี่ยนผู้นำง่ายกว่า ช่วงเวลา 4 ปีจากนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการพลิกฟื้นประเทศให้กลับมามีเกียรติ มีศักดิ์ศรีอีกครั้ง การเมืองที่มีเสถียรภาพเท่านั้นที่จะทวงคืนเวลา 1 ทศวรรษที่หายไปของเราทุกคนกลับมา

 

มาร่วมกัน “คิดใหญ่”  และ “ทำให้เป็นจริง” ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทย ทั้งคน ทั้งพรรค เพื่อคนไทยทุกคน  เรามากำหนดอนาคตของเรา  ในวันเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงค่ะ”  นางสาวแพทองธาร กล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เพื่อไทย  #คิดใหญ่ทำให้เป็นจริง




วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

สนามหลวงชุลมุน เหตุ “สายน้ำ” ถูก ศปปส. รุมทำร้ายคิ้วแตก!

 


สนามหลวงชุลมุน เหตุ “สายน้ำ” ถูก ศปปส. รุมทำร้ายคิ้วแตก!


วันนี้ (5 ธ.ค. 2565) เวลา 16.45 น. ที่ ท้องสนามหลวง มีรายงานว่า นายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือ สายน้ำ นักกิจกรรมทางการเมือง อายุ 18 ปี ถูก นายอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) กับพวก ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บคิ้วแตก และเลือดอาบใบหน้า


สืบเนื่องจาก นายนภสินธุ์ และเพื่อนรวม 3 คน  ได้มาเดินใกล้กับบริเวณสถานที่จัดงานวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ปี 2565 ซึ่งจัดขึ้นบริเวณท้องสนามหลวง


นายนภสินธุ์ เล่าว่า จู่ ๆ นายอานนท์ ก็วิ่งเข้ามาต่อยตน โดยตอนนี้ยืนยันว่าจะไม่ไปไหน มองว่าเป็นเหตุซึ่งหน้า แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำการจับกุมตัวบุคคลที่ทำร้ายร่างกายตนเอง


ขณะที่ เพื่อนของสายน้ำ กล่าวว่า จะยืนอยู่ตรงบริเวณท้องสนามหลวง จนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุมตัวนายอานนท์ไปยัง สน.ชนะสงคราม


ล่าสุด เวลาประมาณ 18.00 น. มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัว สายน้ำและเพื่อน ออกมาจากบริเวณดังกล่าวแล้ว และให้ไปแจ้งความไว้ภายหลัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์