วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

พม่าพิพากษาประหารนักศึกษา 7 คน จำคุกนักข่าวฟรีแลนซ์ - ผู้นำนักศึกษา 15 ปี

 


พม่าพิพากษาประหารนักศึกษา 7 คน จำคุกนักข่าวฟรีแลนซ์ - ผู้นำนักศึกษา​ 15 ปี

 

สำนักข่าวอิรวดีรายงานเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2565 ว่าศาลทหารพม่าพิพากษาประหารชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยดากอง 7 คน เมื่อวันพุธ (30 พ.ย.) ที่ผ่านมา สหภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยดากองให้การยืนยันว่าผู้ที่ถูกพิพากษาโทษดังกล่าวโดยกระบวนการพิจารณาลับ ได้แก่ โค คาน ซิน วิน, โค ตูรา มอง, โค ซอ ลิน นาย, โค ติฮา เท็ต ซอว์, โค เฮน เท็ต, โค เท็ต พาย อู, โค คัน ลิน มอง มอง

 

ในอดีตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในเมืองย่างกุ้งกลุ่มนี้เคยเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านคณะรัฐประหาร ต่อมาถูกจับเมื่อ เม.ย. 2565 โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารพม่าตั้งข้อหาว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงซอ โม วิน อดีตเจ้าหน้าที่ทหารและผู้จัดการสาขาของธนาคาร Global Treasure 

 

โค นาน ลิน ตัวแทนของศิษย์เก่าสหภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยดากอง ประณามการพิพากษาดังกล่าว ระบุว่า "เรารู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อมิตรสหาย 7 คนของเรา" เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลทหารพม่าได้ทำการแขวนคอนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยไปแล้ว 4 ราย แม้ว่าจะมีการแสดงความไม่เห็นด้วยจากประชาคมโลกและมติมหาชนในพม่าก็ตาม

 

เมื่อ ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าได้ทำการประหาร โกจิมมี หรือจ่อมินยู นักกิจกรรมวัย 53 ปี และเพียวเซยาต่อ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี ในข้อหาก่อการร้าย ขณะที่หล่ะเมียวอ่อง อายุ 41 ปี และอ่องทุระซอ อายุ 27 ปี ถูกประหาร ในข้อหาฆาตกรรมผู้ให้ข้อมูลแก่ทหาร นับเป็นการกลับมาใช้โทษประหารในรอบ 30 ปี

 

อิรวดีตั้งข้อสังเกตุว่ารัฐบาลทหารพม่าพยายามใช้โทษประหารในการข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ยังคงดิ้นรนในการควบคุมประเทศให้ได้ หลังการประหาร 4 นักกิจกรรม มีผู้เห็นต่างถูกพิพากษาประหารชีวิตไปแล้ว 128 คน รวมถึง นักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และทีมแพทย์ แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารพม่าดำเนินการแล้วหรือไม่และเมื่อใด นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ ก.พ. 2564 มีผู้เสียชีวิตจากรัฐบาลทหารพม่าไปแล้วกว่า 2,500 ราย

 

จำคุกนักข่าวฟรีแลนซ์ 15 ปี

 

เมียว ซาน โซ นักข่าวฟรีแลนซ์สัญชาติพม่า ถูกศาลจังหวัดพยาบอน แคว้นอิรวดี ตัดสินจำคุก 15 ปี หลังถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดข้อหาก่อการร้าย 2 ข้อหาด้วยกัน สำนักข่าวเรดิโอฟรีเอเชียรายงานข้อมูลจากครอบครัวของจำเลยว่าเขาถูกนำตัวเข้าเรือนจำพะสิมทันที หลังการอ่านคำพิพากษาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทั้งที่ปกติแล้วเรือนจำดังกล่าวจะมีไว้สำหรับจำคุกผู้ที่ถูกพิพากษาน้อยกว่า 10 ปีเท่านั้น

 

สมาชิกครอบครัวของจำเลยให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า กฎหมายที่ใช้ดำเนินคดีกับนักข่าวฟรีแลนซ์ ได้แก่ มาตรา 50 (j) ของกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย โทษจำคุก 10 ปี และมาตรา 52 (a) ของกฎหมายเดียวกันโทษจำคุก 5 ปี หลังจากที่เขาให้เงินจำนวน 30 จัตแก่เยาวชน เพื่อให้พวกเขาหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย หลังจากมีส่วนร่วมในการประท้วงต่อต้านรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม เขาถูกจับกุมเมื่อ 30 ต.ค. 2565 โดยถูกเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าเขาติดต่อกับสมาชิกของกองกำลังปกป้องประชาชน (PDF)

 

"เรารู้สึกว่าเรามีลูกน้อยกว่าคนอื่น" สมาชิกครอบครัวที่ไม่ประสงค์ออกนามด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยกล่าว "มีลูกแค่ 2 คน เขาใช้ชีวิตที่บ้านกับเรา และเราไม่มีใครให้พึ่งพาเลยเวลาที่เขาไม่อยู่ แม่เขากำลังร้องไห้อยู่ตรงนี้"

 

เมียว ซาน โซ เป็นนักข่าวฟรีแลนซ์ที่เคยรายงานข้อมูลให้กับสำนักข่าวอิรวดีทามส์ บีเอ็นไอนิวส์ และสำนักข่าวเดลตานิวส์ ซึ่งถูกสั่งระงับโดยรัฐบาลทหารพม่า ส่งผลให้เขากลายเป็นคนไม่มีงานทำ จากฐานข้อมูลของเรดิโอฟรีเอเชีย เขาเป็นหนึ่งในนักข่าว 143 คนที่ถูกจับกุมในช่วง 22 เดือนนับตั้งแต่การรัฐประหารพม่า ปัจจุบันยังอยู่ในเรือนจำ 47 คน

 

จำคุกผู้นำนักศึกษา 15 ปี

 

ในรายงานอีกฉบับหนึ่งของเรดิโอฟรีเอเชียพบว่า กอง เสต งาย อายุ 23 ปี ถูกศาลรัฐกะยินพิพากษาจำคุก 15 ปี เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กลุ่มเพื่อนของเขาให้ข้อมูลว่าศาลใช้มาตรา 49 (a) ของกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายในการดำเนินคดี ก่อนหน้านี้ เขาเคยเข้าไปมีส่วนร่วมในการประท้วงต่อต้านรัฐประหาร ในฐานะผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยแพทย์ในแคว้นมะเกว

 

เขาพยายามหลบหนีหลังจากรัฐบาลทหารพม่าปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐประหาร ต่อมาเขาถูกจับกุมในวันที่ 6 ธ.ค. 64 ที่ด่านตรวจของทหาร ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเมียวดีและเมืองเลเกกอ สมาชิกของกลุ่มเพื่อนของเขาคนหนึ่งบอกเล่าอีกว่าเขาถูกทารุณกรรมขณะการสอบปากคำเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ก่อนถูกนำตัวเข้าไปเรือนจำแคว้นเมียวดีเป็นเวลาประมาณ 1 ปี หลังการจับกุม กลุ่มเพื่อนก็ไม่ได้รับการติดต่อจากกอง เสต งาย อีก

 

"เขาถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในข้อหาสนับสนุนคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (อดีตรัฐสภาของพม่า) รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ และกองกำลังปกป้องประชาชน" เพื่อนของ กอง เสต งาย กล่าว กลุ่มเพื่อนของเขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าครอบครัวของเขาเพิ่งเดินทางจากมะเกวไปยังเมียวดี เพื่อร้องขอให้เจ้าหน้าที่ย้ายตัวเขามายังเรือนจำที่อยู่ใกล้บ้านขึ้น

 

จากข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง ปัจจุบันมีผู้เคยถูกจับกุมทั่วประเทศแล้วกว่า 16,472 คน ในจำนวนนี้ยังอยู่ในเรือนจำเป็นจำนวน 13,002 คน นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ ก.พ. 2564 เป็นต้นมา กินระยะเวลาแล้วกว่า 22 เดือน

 

ที่มา : ประชาไท

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

“อันนา นักเรียนเลว” บุกสนามหลวง ชูสามนิ้ว ดักรอเจอ 'ประยุทธ์' ก่อนถูกสกัด ขึ้นรถตำรวจออกไป “จุติ” บอก "น้องเขาไปทุกงาน เขารักผม"

 




“อันนา นักเรียนเลว” บุกสนามหลวง ชูสามนิ้ว ดักรอเจอ 'ประยุทธ์' ก่อนถูกสกัด ขึ้นรถตำรวจออกไป  “จุติ” บอก "น้องเขาไปทุกงาน เขารักผม"

 

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2565 ที่บริเวณท้องสนามหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่จะเริ่มพิธีทำบุญตักบาตรโดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาเป็นประธานฯ นั้น

 

“อันนา อันนานนท์” จากกลุ่มนักเรียนเลว สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงสีดำ สะพายกระเป๋าผ้าสีขาว สกรีนคำว่า DICTATORSHIP NO MORE (ไม่เอาเผด็จการ) เดินทางมาบริเวณการจัดงานดังกล่าว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดไว้ไม่ให้เดินเข้าไปใกล้บริเวณจุดจัดงาน

 

โดย “อันนา” มีความพยายามเข้าไปพูดคุยและขอถ่ายรูปกับนานจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่อยู่บริเวณนั้น แต่ถูกห้ามไว้ จากนั้นถูกนำตัวขึ้นรถตำรวจ สน.ชนะสงคราม ออกไป โดยก่อนที่จะขึ้นรถตำรวจ “อันนา” ได้ทำสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว

 

ขณะที่ จุติ เปิดเผยสั้น ๆ หลังพบกับ อันนา ว่า "น้องเขาไปทุกงาน เขารักผม"

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ อันนา เคยไปดักรอ พล.อ.ประยุทธ์ มาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะไปร่วมเปิดงานกรีฑาโลก เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นักเรียนเลว




“นพดล” ชี้แจงการบิดเบือนใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยและ “อุ๊งอิ๊ง” กรณีพยายามโยง “ตู้ห่าว”

 


“นพดล” ชี้แจงการบิดเบือนใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยและ “อุ๊งอิ๊ง” กรณีพยายามโยง “ตู้ห่าว”

 

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2565 นายนพดล ปัทมะ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่มีการตั้งข้อกล่าวหาต่อนายตู้ห่าวและพวกว่ามีการกระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย อีกทั้งให้ข้อมูลว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติกว้านซื้อบ้านในบางโครงการ และพยายามโยงเรื่องนี้มาบิดเบือนใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยและแกนนำพรรคเพื่อไทยให้เสียหายนั้น พรรคขอใช้สิทธิชี้แจงดังต่อไปนี้

 

1. กรณีดังกล่าวข้างต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการสืบสวนสอบสวนคดีต่าง ๆ อยู่ในขณะนี้ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มีอยู่ตามกฎหมายได้อยู่แล้ว เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับพรรค พรรคไม่ขัดขวางการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

2. ขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความเกี่ยวข้องกับนายตู้ห่าว นายตู้ห่าวไม่เคยบริจาคเงินให้พรรคเพื่อไทย ข้อกล่าวหาที่มีต่อผู้ต้องหาก็เกี่ยวเนื่องกับการทำธุรกิจในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลซึ่งเป็นเวลาเกือบ 8 ปีแล้ว ดังนั้นหากจะมีการกระทำที่ผิดกฎหมายในช่วงเวลานี้ในประเทศไทย ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะบังคับใช้กฎหมาย และรัฐบาลสามารถไปตรวจสอบว่ามีการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายทำนองเดียวกันนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใดทั้งสิ้น ดังนั้นอย่าเบี่ยงเบนประเด็น

 

3. กรณีที่พยายามโยงว่าชาวต่างชาติกว้านซื้อบ้านในโครงการของบริษัทเอสซี แอสเสท และพาดพิงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ผู้ถือหุ้นในบริษัทในบางสื่อนั้น ตนเห็นว่าการพาดพิงและกระจายข่าวต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ขอเรียนว่านางสาวแพทองธาร ไม่ได้รู้จักกับนายตู้ห่าว  และเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายบ้านให้บุคคลใด ๆ    นอกจากนั้น บริษัทเอสซี แอสเสท ได้แถลงไปแล้วว่าบริษัทประกอบธุรกิจด้วยความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลโดยยึดหลักไม่กระทำผิดกฎหมาย บ้านทุกหลังขายให้คนไทยและนิติบุคคลไทยเท่านั้น และในการชำระค่าบ้านผู้ซื้อต้องชำระเงินผ่านธนาคาร  ตนขอตั้งเป็นข้อสังเกตว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดของบุคคลกลุ่มนี้ มีบ้าน รถยนต์ และทรัพย์สินที่ซื้อจากหลายโครงการ หลายบริษัท กระจายไป ไม่ใช่ซื้อจากบริษัทเอสซี แอสเสท อย่างเดียว

 

4. ช่วงเวลานี้ ประเทศกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ประชาชนคาดหวังที่จะเห็นพรรคต่าง ๆ นำเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยขอเชิญชวนให้ช่วยกันนำเสนอนโยบายและหาทางออกให้ประเทศ และโปรดยุติการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอที่เป็นการบิดเบือนใส่ร้ายฝ่ายอื่นด้วยความเท็จ ซึ่งประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เพื่อไทย #ตู้ห่าว

“นิด้าโพล” เผย คนกรุงเทพฯ 42.60% พอใจการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ขยัน ตั้งใจทำงาน เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของ กทม.และการแก้ปัญหาได้ตรงจุด

 


“นิด้าโพล” เผย คนกรุงเทพฯ 42.60% พอใจการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ขยัน ตั้งใจทำงาน เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของ กทม.และการแก้ปัญหาได้ตรงจุด


เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2565 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “6 เดือนผู้ว่าฯ ชัชชาติ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-30 พฤศจิกายน 2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานในรอบ 6 เดือนแรกของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0


จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของคนกรุงเทพมหานครต่อการทำงานในรอบ 6 เดือนแรกของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้


·  การเพิ่มพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ

ร้อยละ 39.07 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 36.40 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 13.33 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 9.13 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 2.07 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การส่งเสริมการท่องเที่ยวใน กทม.

ร้อยละ 40.54 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 38.13 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 11.33 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 7.53 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 2.47 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การสนับสนุนการกีฬา

ร้อยละ 38.40 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 34.87 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 14.60 ระบุว่า ไม่ค่อยดี 

ร้อยละ 9.00 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การแก้ไขปัญหาความสะอาด ขยะ ฝุ่นละออง น้ำเสีย

ร้อยละ 39.73 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 33.13 ระบุว่า ดีมาก 

ร้อยละ 16.40 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 9.87 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 0.87 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 

ร้อยละ 34.87 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 31.80 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 18.93 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 13.40 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 1.00 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การปรับปรุงการให้บริการในหน่วยงานของ กทม.

ร้อยละ 40.40 ระบุว่า ค่อนข้างดี

รองลงมา ร้อยละ 29.53 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 16.00 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 9.67 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 4.40 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การปรับปรุงและจัดระเบียบทางเท้า เช่น หาบเร่แผงลอย การจอดยานพาหนะหรือตั้งร้านบนทางเท้า

ร้อยละ 41.13 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 29.27 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 16.07 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 10.53 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 3.00 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การปรับปรุงทัศนียภาพ ถนน ตรอก ซอย

ร้อยละ 41.33 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 29.20 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 18.07 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 10.27 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 1.13 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การแก้ไขปัญหาสุขภาพ/สาธารณสุข

ร้อยละ 42.67 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 25.33 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 17.93 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 10.54 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 3.53 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การจัดระเบียบการชุมนุม

ร้อยละ 37.80 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 24.53 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 16.54 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 3.80 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การป้องกันอาชญากรรม และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การติดไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด ระบบรักษาความปลอดภัย

ร้อยละ 39.13 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 24.40 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 21.54 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 12.33 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การแก้ไขปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน ในหน่วยงานของ กทม.

ร้อยละ 30.60 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 23.87 ระบุว่าดีมาก

ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 16.06 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 7.87 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การพัฒนาการศึกษา แก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน

ร้อยละ 38.47 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 22.13 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 20.20 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 12.13 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 7.07 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า เรือ

ร้อยละ 42.13 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 21.87 ระบุว่า ดีมาก 

ร้อยละ 18.07 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 10.60 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 7.33 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การแก้ไขปัญหาจราจรและรถติด

ร้อยละ 44.60 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 21.00 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 14.13 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 1.87 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การจัดระเบียบ คนเร่ร่อน คนจรจัด ขอทาน

ร้อยละ 39.13 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 25.60 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 14.07 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 4.33 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ/ปากท้อง

ร้อยละ 32.26 ระบุว่า ไม่ค่อยดี

ร้อยละ 31.40 ระบุว่า ค่อนข้างดี

ร้อยละ 20.40 ระบุว่า ไม่ดีเลย

ร้อยละ 10.07 ระบุว่า ดีมาก

ร้อยละ 5.87 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล


·  ความพึงพอใจของคนกรุงเทพมหานครต่อการทำงานในรอบ 6 เดือนแรก ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พบว่า


ร้อยละ 42.60 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ เพราะ เป็นคนขยัน ตั้งใจในการทำงาน เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของ กทม.และการแก้ปัญหาได้ตรงจุด


ร้อยละ 38.93 ระบุว่า พอใจมาก เพราะ มีผลงานชัดเจน มีความทุ่มเทให้กับการทำงาน และลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชน


ร้อยละ 10.54 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ เพราะ ผลงานไม่ชัดเจน แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น


ร้อยละ 7.93 ระบุว่า ไม่พอใจเลย เพราะ ไม่สามารถทำตามนโยบายที่พูดไว้ได้ และยังไม่สามารถแก้ปัญหาเดิม ๆได้ เช่น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการจราจร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิด้าโพล #ผู้ว่าฯกทม #ชัชชาติสิทธิพันธุ์


วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565

เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีก่อการร้าย แกนนำนปช.และพวก รวม 22 คน เป็น 9 ม.ค. 66 เหตุจำเลยมาไม่ครบ!

 


เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีก่อการร้าย แกนนำนปช.และพวก รวม 22 คน เป็น 9 ม.ค. 66 เหตุจำเลยมาไม่ครบ!


วันนี้ (1 ธ.ค. 2565) เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แกนนำนปช.และแนวร่วม  ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2562 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ทั้งหมด โดยระบุว่า เป็นการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่เป็นการก่อการร้าย


สำหรับจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายยศวริศ ชูกล่อม, นายนิสิต สินธุไพร, นายการุณ โหสกุล, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง, นายสุกเสก พลตื้อ, นายจรัญ ลอยพูล, นายอำนาจ อินทโชติ, นายชยุต ใหลเจริญ, นายสมบัติ มากทอง (เสียชีวิต) , นายสุรชัย เทวรัตน์, นายรชต วงค์ยอด, นายยงยุทธ ท้วมมี, นายอร่าม แสงอรุณ, นายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ (หลบหนีคดี ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว) , นายสมพงษ์ บางชม, นายมานพ ชาญช่างทอง, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เป็นจำเลยที่ 1-24 ดังนั้น คดีนี้มีจำเลย 22 คน


ต่อเวลา 14.00 น. ศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยมาไม่ครบ โดยจำเลยที่ไม่ได้มา ได้แก่ นายนิสิต สินธุไพร และ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ซึ่งทั้ง 2 คนจะถูกออกหมายจับต่อไป  สำหรับนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ครั้งต่อไปคือวันที่ 9 ม.ค. 2566 เวลา 09.30 น.


ทั้งนี้ ก่อนขึ้นฟังคำพิพากษา ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี หนึ่งในทีมทนายความคดีก่อการร้าย กล่าวว่า วันนี้เป็นคดีที่หลายคนคงจำได้ เป็นคดีที่สืบเนื่องจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ในเดือนเมษา-พฤษภา 53 แล้วก็มีการเข้าสลายการชุมนุมของทางศอฉ. ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลและศอฉ.มองว่าการชุมนุมของประชาชนคนเสื้อแดงซึ่งมีแกนนำนปช.เป็นคนจัดการและควบคุมการชุมนุม ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาร่วมกันก่อการร้าย


ทนายวิญญัติ กล่าวต่อว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นร่วมประมาณ 10 ปี และในปี 2562 ก็มีคำวินิจฉัยคำพิพากษาว่ายกฟ้องทั้งหมด คดีดังกล่าวมีจำเลยทั้งหมด 24 คน บางส่วนได้เสียชีวิตก่อนมีคำพิพากษา วันนี้เราได้รับรายงานว่าอาจจะมีการเลื่อนการฟังคำพิพากษา หรือไม่? เนื่องจากว่าตัวจำเลยถ้ามาไม่ครบ ศาลอาจจะให้เวลาและอาจมีการออกหมายจับหากศาลเชื่อว่าได้รับหมายแล้วไม่มาฟังคำพิพากษา หลังจากนั้นก็ค่อยมีการนัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้ง


ทนายวิญญัติ กล่าวว่า คดีนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล เนื่องจากองค์ประกอบความผิดของการก่อการร้ายเป็นเรื่องที่จะต้องวินิจฉัยอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะการที่ใครจะเป็นผู้ก่อการร้ายมันจะกระทบต่อองค์การระหว่างประเทศที่เขามีองค์การต่อต้านก่อการร้ายด้วย มันไม่ได้มีผลเฉพาะต่อจำเลยในคดีนี้เท่านั้น ประเทศชาติก็อาจจะได้รับผลกระทบไปด้วยว่าเรื่องแบบนี้เรื่องแบบนี้เป็นผู้ก่อการร้าย จริงหรือไม่?


เมื่อ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตเลขาธิการนปช. เดินทางมาถึง ได้ตอบคำถามสื่อกรณีการฟังคำตัดสินศาลอุทธรณ์ในวันนี้จะมีส่วนในบันทึกประวัติศาสตร์การต่อสู้ให้กับคนรุ่นหลังอย่างไร นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในกระบวนการต่อสู้คดีเราก็ได้รวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหลาย ให้การต่อศาล เรายืนยันความบริสุทธิ์และปฏิเสธข้อกล่าวหาก่อการร้ายมาตลอดตั้งแต่ปักหลักชุมนุมอยู่จนมาถึงวันนี้ ดังนั้นข้อเท็จจริงเหล่านี้ หากปรากฏต่อสาธารณชนก็เป็นวิจารณญาณของคนในแต่ละรุ่น แต่ละช่วงเวลา ที่จะพิจารณา เพราะว่าข้อเท็จจริงย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะมีการเห็นแตกต่างมีฝักฝ่ายกันอย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยัน หรือแม้กระทั่งคำพิพากษาของศาลก็น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาได้พิจารณาครับ


ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงความกังวลต่อคำตัดสินในวันนี้ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่มีข้อกังวลอะไร เพราะว่าทุกคดีที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ ผมก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด บางคดีก็ยกฟ้อง บางคดีก็พิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เราก็ผ่านทุกเหตุการณ์กันมา คดีนี้ก็เป็นอีกคดีหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของพวกผมจะต้องต่อสู้กันตามกระบวนการต่อไป


ส่วนรูปแบบการต่อสู้ในอนาคต นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แนวทางสันติวิธียังเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ว่าจะมุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นคือการเปลี่ยนรัฐบาลจากการเลือกตั้ง หรือการเปลี่ยนแปลงระยะยาวคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของประเทศให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักสันติวิธีเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรยึดกุมให้มั่นคง เพราะถึงที่สุด การต่อสู้นอกจากหลักการที่ถูกต้องมันต้องประกอบด้วยวิธีการที่ชอบธรรม ซึ่งสันติวิธีน่าจะเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้คนในสังคมทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างยอมรับและอยู่ร่วมกันได้


ด้านนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนก็ยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอยู่ ณ วันนี้ คิดว่าก็คงจะได้รับความยุติธรรม อรุณรุ่ของความยุติธรรมก็จะต้องเกิดขึ้นในที่สุด


เวลาต่อมา อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้เดินทางมาพร้อมกับ นพ.เหวง โตจิราการ ซึ่ง อ.ธิดา กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นห้องฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีก่อการร้าย กรณีชุมนุมทางการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ว่า “อาจารย์ต้องเรียนก่อนอื่นว่าอาจารย์ไม่ใช่จำเลยนะ อาจารย์ก็มาร่วมฟังและอาจจะมาช่วยประกันตัวถ้าหากว่ามีปัญหา “


อ.ธิดา กล่าวต่อว่า ในความคิดของตัวเองก็คิดว่า ในกรณีนี้ศาลชั้นต้นยกแล้ว เราก็มองในแง่ดีว่าศาลอุทธรณ์ก็น่าจะไปตามนั้น ด้านบวกก็คือยก แต่ก็มันไม่มีอะไรแน่นอน เพราะว่าคำฟ้องอัยการในการอุทธรณ์นั้นได้เพิ่มข้อหาและเรื่องราวมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ไม่ได้สามารถที่จะมีการโต้แย้งปกติได้ ซึ่งค่อนข้างแปลกใจ เพราะปกติชั้นอุทธรณ์มันจะเป็นปัญหากฎหมายมากกว่าข้อเท็จจริงใหม่ เราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่มองในแง่ดีว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ ข้อหารุนแรงที่พูดนั้นปรากฏว่าการดำเนินคดีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชายชุดดำ เรื่องเผาบ้านเผาเมือง การใช้อาวุธนั้น ปรากฏพบว่าข้อหาเหล่านั้นมันไม่จริง และมีการยกฟ้องไปเกือบทั้งหมดเลย


ดังนั้น เราก็หวังว่าระยะเวลาที่นานและพิสูจน์จากคดีอื่น ๆ รวมทั้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับวันนี้ แต่ก็ไม่แน่นอน! อ.ธิดา กล่าวในที่สุด


ทางด้าน นพ.เหวง โตจิราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยคดีก่อการร้าย ได้กล่าวก่อนขึ้นรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยนพ.เหวง กล่าวว่า “เรียนด้วยความเคารพนะครับว่าเรากราบเคารพคำพิพากษาของศาล ไม่ว่าจะออกมารูปแบบไหนก็ตาม ไม่ว่าท่านจะมีคำวินิจฉัยว่าพวกผมมีความผิดก็ยินดีเคารพ หรือไม่ก็เกิดท่านให้ความเมตตาพิพากษายกฟ้อง ผมก็ไม่รู้ว่าจะออกมายังไง ผมก็ให้ความเคารพ เรียนได้คำเดียวครับคือเราเคารพคำวินิจฉัยของศาลครับ” นพ.เหวง กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คดีก่อการร้าย #แกนนำนปช












ศาลพิพากษา “ไมค์และพวก” รวม 3 คน กระทำผิดตามฟ้อง สั่งจำคุกและปรับ โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี เหตุจากการชุมนุมสาดสี-ปาไข่ หน้า ม.พัน4 รอ. เมื่อ 22 ก.ย. 63

 


ศาลพิพากษา “ไมค์และพวก” รวม 3 คน กระทำผิดตามฟ้อง สั่งจำคุกและปรับ โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี เหตุจากการชุมนุมสาดสี-ปาไข่ หน้า ม.พัน4 รอ. เมื่อ 22 ก.ย. 63


วันนี้ (1 ธ.ค. 2565) ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีดำ อ.2384/64 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายภาณุพงศ์ หรือไมค์ จาดนอก  แกนนำกลุ่มราษฎร, นายธนชัย เอื้อฤาชา และนายฉัตรมงคล  วัลลีย์  เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ร่วมกันบุกรุก-ทำให้เสียทรัพย์


จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2563 พวกจำเลย ประมาณ 30 คน ซึ่งเป็นแกนนำทางการเมืองได้จัดชุมนุมทำกิจกรรม "ตามหานาย" บริเวณทางเข้าประตูกองพันทหารม้าที่ 4  กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (รอ.) ถนนนครไชยศรี เขตดุสิต  เพื่อเรียกร้องทวงถามความคืบหน้ากับผู้บังคับบัญชา ที่บังคับให้ผู้ชุมนุมลบภาพถ่ายหน้าหน่วย และร่วมกันปีนรั้วใช้สติ๊กเกอร์แปะติดที่ป้ายกองพัน ป้ายวงจรปิด บิดทิศทางกล้องวงจรปิด สาดสี ปากระป๋องสี เข้าไปภายในกองพัน ใช้ไข่ปาป้ายชื่อกองพัน จนเปรอะเปื้อน สร้างความเสียหาย เป็นเงิน 45,000 บาท ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย ต่อมาจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว


ต่อมาศาลมีคำพิพากษาลงโทยจำเลย ที่ 1 มีความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท /ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 200 บาท / ฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครัวอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท / ฐานกระทำการใด ๆ ให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนหรือน่าจะเปรอะเปื้อนทรัพย์หรือแกล้งทำให้ของโสโครกเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ ปรับ 1,000 บาท และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 4 เดือนและปรับ 5,000 บาท รวม จำคุก 12 เดือน ปรับ 20,200 บาท


จำเลยที่ 2 มีความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท / ฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครัวอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท / และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 4 เดือนและปรับ 5,000 บาท รวม จำคุก 12 เดือน ปรับ 19,000 บาท


จำเลยที่ 3 มีความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุด 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท / ฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครัวอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน ปรับ 14,000 บาท


ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษจำเลยทั้งสาม หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78


จำเลยที่ 1 คงจำคุก 9 เดือน ปรับ 15,150 บาท

จำเลยที่ 2 คงจำคุก 9 เดือน ปรับ 14,250

จำเลยที่ 3 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,500 บาท


ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลย 1 ปี จำเลยต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 4 ครั้งและบริการสังคม 24 ชั่วโมง


สุดท้ายทั้ง 3 คน ยืนยันว่าแม้ศาลจะตัดสินว่าพวกตนกระทำความผิด พวกเราจะปรึกษาทนายความเพื่อต่อสู้คดีต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์


"ณัฐวุฒิ" ชี้! การปรับครม.ของ "ประยุทธ์" ประชาชนไม่ได้อะไร

 



"ณัฐวุฒิ" ชี้! การปรับครม.ของ "ประยุทธ์" ประชาชนไม่ได้อะไร


เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2565 ที่เพจเฟซบุ๊ก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้กล่าวในรายการ "หัวใจไม่หยุดเต้น" EP.58 ตอน ปรับครม.ของพี่คนน้องคน ประชาชนไม่ได้อะไร ความว่า


สังคมไทยวันนี้กำลังติดตามจับตาความเป็นไปของ 2 เครือข่าย 1) เครือข่าย “ตู้ห่าว” 2) เครือข่าย “ตู่หาว”


เอาที่ “ตู้ห่าว” ก่อน ชายคนนี้เป็นคนสัญชาติจีน เข้ามาทำมาหากินมีครอบครัวในประเทศไทย ถ้าโปร่งใสตรงไปตรงมาไม่ว่ากันนะครับ แต่นี่เข้ามาทำธุรกิจใต้ดินกลิ่นไม่ดี มีพิรุธ และกำลังถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่ในเวลานี้ เรื่องมันแดงขึ้นมาสาวไส้ออกมาก็ยิ่งเห็นภาพชัดว่ามันมีเครือข่ายอิทธิพลนอกระบบใหญ่โต ซึ่งขบวนการทุนข้ามชาตินอกระบบพวกนี้เข้ามาเดินยืดอยู่ในประเทศไทยได้มันมีเหตุผลเดียวเท่านั้นแหละครับ เขาต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้มีอำนาจทางการเมืองและเครือข่ายกลไกรัฐ ซึ่งเครื่องมือเดียวที่จะทำให้สัมพันธภาพนี้ดีขึ้นมาได้ก็คือผลประโยชน์เป็นเม็ดเงิน


เฉพาะ “ตู้ห่าว” เครือข่ายเดียว มีการตรวจค้นมีการเจาะลึกทำให้คนไทยทั้งประเทศตกตะลึงว่า 8 ปีที่ผ่านมาของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งบอกว่าเป็นรัฐบาลคนดี เข้ามาปฏิรูปประเทศ จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด แล้วบ้านเมืองมาถึงวันนี้ได้ยังไง? 


นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ล่ะครับ เพราะตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมาเรายังนับไม่ถูกเลยว่าเครือข่ายใต้ดินพวกนี้เข้ามาแล้วสร้างความเสียหายให้กับประเทศไปแล้วขนาดไหน? ยาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมืองทุกตรอกซอกซอย แต่คนพวกนี้กำลังยืนอยู่ในจุดบนสุดของสังคม มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอยได้ตามอำเภอใจ


พูดถึงเรื่องนี้ก็นึกถึงภาพย้อนหลังไปเราจะเห็นว่า “ตู้ห่าว” คนนี้ นอกจากทำมาหากินสีเทาใต้ดินแล้ว ยังเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้บริจาคเงินเข้าบัญชี มีหลักฐานในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เฉพาะที่มีหลักฐานก็สามล้านนะครับ แล้วใครจะกล้าฟันธงมั้ยว่าไม่มีการให้กันนอกระบบ ไม่มีการเติมเงินให้พรรคการเมืองนี้เอาไปใช้จ่ายในสนามเลือกตั้ง


นี่ไงครับ! คนพวกนี้ถึงเข้ามาก่อการอยู่ในประเทศไทยได้ แล้วพอพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลมาสามปีกว่า ๆ ที่เพิ่งด่ากันจบไปหยก ๆ ไงครับ กรณีรัฐบาลจะแก้ประกาศกระทรวงมหาดไทยให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ 1 ล้านดอลลาร์ แล้วซื้อที่ดินได้ 1 ไร่ ถ้าผ่านไปบังคับใช้ ใครครับจะมาก่อน? ก็คนพวกนี้ไงครับ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม หมู่บ้านหรู ๆ หลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ราคา 30 ล้าน 60 ล้าน 100 ล้าน คนพวกนี้ยกโขยงกันมาซื้อยกโครงการ ที่ซอยลาซาล หมู่บ้านมี 66 หลัง เครือข่าย “ตู้ห่าว” และพวก ซื้อไปแล้ว 50 หลัง โดยนอมินีเป็นคนไทย คอนโดบางแห่งซื้อยกชั้น ยกสองชั้น ยกสามชั้น บ้านเดียวบางหลังราคา 100 ล้าน ใช้นอมินีคนไทยไปเป็นผู้ซื้อ 


นี่ถ้าชาวบ้านไม่ช่วยกันด่า เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเครือข่ายทุนสีเทานอกระบบเหล่านี้จะครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ในประเทศไทยไว้มากมาย ก็ให้นอมินีคนไทยซื้อต่อ ๆ กัน คนละไร่ ๆ 50 ไร่ 100 ไร่ เขาทำได้!


คนในรัฐบาลชุดนี้นอกจากจะกินเงินสกปรกจากขบวนการสกปรกแล้ว ส่อว่าคิดถึงขั้นจะขายแผ่นดินให้กับพวกใต้ดินด้วย!!!


ไหนล่ะครับการปฏิรูป?  ไหนล่ะครับการบังคับใช้กฎหมาย?


พล.อ.ประยุทธ์ จะอ้างว่าก็กำลังปราบอยู่นี่ไม่ได้นะครับ ท่านมีอำนาจมา 8 ปี เฉพาะรัฐบาลนี้ก็อยู่มา3 ปีกว่า ๆ เรื่องเพิ่งเข้าหูเข้าตาเอาวันนี้เหรอครับ? เพิ่งคิดจะตาม คิดจะจับเอาวันนี้เหรอครับ? 


นี่คนยังมองกันอยู่เลยว่าส่วนหนึ่งน่ะ เป็นเกมการเมือง ท่านต้องการจะเด็ดปีกเด็ดหางผู้ช่วยสำคัญคนหนึ่งของพล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่? และนั่นหมายความว่า ถ้าไม่มีความขัดแย้งกันทางการเมือง คนพวกนี้ก็ยังคงจะขยายอิทธิพลต่อไปเรื่อย ๆ หรือยังไง?


8 ปีแล้วนะครับที่ลูก ๆ หลาน ๆ หลายคนที่คิดต่างเห็นไม่ตรงกับฝ่ายผู้มีอำนาจต้องพาตัวหลบภัยไปใช้ชีวิตต่างแดน ในทางกลับกัน ขบวนการทุนข้ามชาติพวกนี้ทำอีลุ่ยฉุยแฉกไว้ที่ไหนก็ตาม กลับเข้ามาเดินอย่างสง่างามในประเทศไทย มันหมายความว่ายังไงครับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ท่านกำลังทำงานกันอย่างเข้มข้น ถ้าโปร่งใสตรงไปตรงมา ท่านเดินหน้าไปเลยนะครับ ประชาชนเขาเอาใจช่วย เขาให้กำลังใจ


อีกเครือข่ายหนึ่งก็ “ตู่หาว” หมายถึงคนชื่อ “ตู่” ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่เวลานี้คงกำลังนั่งหาวล่ะครับ เพราะทำยังไงคะแนนนิยมก็ไม่กระเตื้องขึ้นซะที จัดเอเปคก็แล้ว กระแสก็ยังตกต่ำอยู่อย่างเก่า ยิ่งต้องแยกตัวออกจากพล.อ.ประวิตร มาเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ แทนที่ผู้เห็นเหตุการณ์จะวิจารณ์ว่านี่คือการแตกมาเพื่อโต กลับกลายเป็นว่าใครก็ตามที่พูดเรื่องนี้ฟันธงตรงกัน 100% ว่ายิ่งแยกตัวจะยิ่งเล็กลง แบบนี้ “ตู่” จะไม่หาวได้ยังไงกันล่ะครับ


ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ จะสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ในทัศนะผม ถ้าพอมีสำนึกยางอายอยู่บ้างจะไม่เห็นการสมัครเป็นสมาชิกจนกว่าจะยุบสภา แต่ก็ไม่แน่นะครับ เห็นเนติบริกร ดร.วิษณุ แกตีไพ่ให้รายวันอยู่เหมือนกัน บอกว่าแม้ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพลังประชารัฐ ก็สามารถสมัครสมาชิกรวมไทยสร้างชาติได้ ไม่ผิดกฎหมาย นี่พูดอีกก็ถูกอีกล่ะครับ กฎหมายมันไม่ได้เขียนห้าม แต่ถามว่ามนุษย์มนาธรรมดาเขาจะคิดทำกันแบบนี้มั้ย? ก็ตัวคุณเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ หมายความว่าได้ตำแหน่งนี้มาจากประชาชนที่เลือกพลังประชารัฐ แล้วส.ส.พลังประชารัฐยกมือให้ อยู่ 3 ปีกว่า ไม่คิดจะสมัครเป็นสมาชิก วันดีคืนดีไปสมัครสมาชิกพรรคอื่นซะอย่างนั้น แบบนี้จะเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ยังไง? ไอ้กฎหมายน่ะไม่ผิด จะไปเทียบกับคุณหญิงสุดารัตน์กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไม่ได้ล่ะครับ เพราะว่าสองคนนั้นแม้ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย แต่วันนี้เดินออกจากพรรคไปไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ จากคะแนนเสียงหรือส.ส.ของพรรค ต่างกับพล.อ.ประยุทธ์ 


ใครที่คิดว่าจะทำได้แบบที่ ดร.วิษณุ อธิบาย ไม่ใช้แค่แม่นกฎหมายนะครับ ต้องหน้าด้านด้วยถึงจะทำ!!!


ส่วนสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ก็คงเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งแล้วล่ะครับ เพราะล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกฎหมายลูก 2 ฉบับ ผ่านฉลุย! เชื่อว่าไม่น่าจะมีเกมพิศดารใด ๆ จะขัดขวางหรือล้มการเลือกตั้งได้ ทุกพรรคเขาก็ขยับตัวไปสู่สนามเลือกตั้งแบบเดียวกันนะครับ รัฐบาลเพิ่งปรับคณะรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีใหม่ขึ้นมา 3 คน เห็น 3 รายชื่อนี้ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า นี่คือสัญญาณที่แม้ 2ป จะแยกทางกันไปกันคนละพรรค แต่สุดทางหลังการเลือกตั้งสามารถจะกลับมาจับมือกันได้ตลอดเวลา เพราะ 3 รายชื่อรัฐมนตรีหน้าใหม่คือการประนีประนอมกันของอำนาจ เพราะชื่อ 3 คนนี้มันชัดเลยนะครับ ว่าแม้ 2ป จะเหยียบตาปลากัน แต่ไม่ถึงขั้นควักลูกตากันครับ เขายังคุยกันรู้เรื่อง


ของประชาธิปัตย์ คุณนริศ ไม่มีปัญหาล่ะครับ เขาปรับกันตรง ๆ ให้ตำแหน่งที่ว่าง แต่อีก 2 เนี่ย คุณธนกร ก็แน่ ๆ ว่าเป็นสายตรงพล.อ.ประยุทธ์ ถึงวันนี้คงแยกจากกลุ่มสามมิตรไปแล้วล่ะครับ มารับตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนคุณสุนทร ปานแสงทอง อันนี้ถือว่าเป็นชื่อใหม่แบบม้ามืดของเวทีการเมืองระดับชาติ เขาคนนี้คือรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ รองจากคุณนันทิดานั่นแหละครับ ที่เป็นม้ามือมาแรงแซงทางโค้งได้ เหตุผลเดียวครับ เป็นการปรับยกเก้าอี้รัฐมนตรีให้ส.ส.ปากน้ำตามที่พล.อ.ประวิตรเคยรับปากไว้ก่อนหน้านี้ ก็พี่ป้อมได้คน น้องตู่ได้คน ส่วนประชาชนไม่ได้อะไรล่ะครับ

 
คือผมไม่ได้ปรามาสรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 3 ท่านนะครับ แต่เวลาที่เหลืออีกแค่ 2-3 เดือนน่ะ ท่านคงจะทำอะไรกันได้ไม่มาก และแม้ว่ากติกาเลือกตั้งจะออกมาเป็นบัตร 2 ใบ หาร 100 กองเชียร์คอการเมืองทั้งหลายก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจว่าแบบนี้ฝ่ายประชาธิปไตยมาแน่ เพื่อไทยแลนด์สไลด์ชัวร์ ๆ ยังครับ! เพราะว่าโจทย์มันคนละอย่าง

 
“เพื่อไทย” จำเป็นต้องแลนด์สไลด์ เพื่อเปลี่ยนข้างรัฐบาลเป็นของประชาชนให้ได้ แต่ฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์กับพวก เขาไม่จะเป็นแบบนั้น เขาต้องการเพียง 100 กว่า 200 เสียง บวกกับ ส.ว. 250 คน ตั้งพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก่อน แล้วเอาตำแหน่งนายกฯ นี่แหละครับไปตกงูเห่า เขาคิดกันแบบนี้ 


ดังนั้น ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจริง ๆ ประมาทไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว การตัดสินใจเด็ดขาดเอาฝ่ายประชาธิปไตยเป็นรัฐบาล ยังคงต้องเป็น “ธงนำ” ในการเลือกตั้งคราวนี้ ไม่งั้นพวก 2-3ป เอาไปกินแน่ครับ!


ส่วนฝ่ายค้านก็เห็นเขาขยับพยายามแต่งเนื้อแต่งตัวกันอยู่นะครับ “พรรคก้าวไกล” ก็ทยอยประกาศนโยบายออกมา ส่วน “เพื่อไทย” วันที่ 6 ธันวาคมนี้ก็จะมีการประชุมใหญ่ ข่าวเขาบอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคหลายตำแหน่ง ก็ไม่ต้องไปวิเคราะห์อะไรให้มันลึกซึ้งยาวความล่ะครับ เรื่องมันง่าย ๆ ว่าเขาทำเพื่อความคล่องตัวในการเดินหน้าในสนามเลือกตั้ง เอาส.ส.เขตซึ่งต้องประจำพื้นที่ออกจากกรรมการบริหาร แล้วเอาคนที่ไม่ใช่ส.ส.เขตเข้าไปทำหน้าที่แทน เวลาจะประชุม เวลาจะออกมติในสถานการณ์เลือกตั้ง มันทำได้คล่องตัวกว่าทำนั้นเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ณัฐวุฒิใสยเกื้อ