วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เปิดจดหมายเปิดผนึกถึง พรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา ในวาระ 94 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยาม-ไทย (24 มิถุนายน 2475)


เปิดจดหมายเปิดผนึกถึง พรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา ในวาระ 94 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยาม-ไทย (24 มิถุนายน 2475)


ประเทศไทยขณะนี้ไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของราษฎรทั้งหลาย ตามจุดมุ่งหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 แต่อำนาจยังอยู่กับรัฐอำมาตยาธิปไตย ภายใต้การปกครองและอำนาจนำของนายทุน ขุนนาง ขุนศึก ฝ่ายจารีตนิยม


นอกจากวงจรอุบาทว์แบบเดิมคือการทำรัฐประหารแล้ว ยังทำการแปลงร่างระบอบประชาธิปไตยให้เป็นโรงละคร โรงหนังตะลุง โรงโขน ที่มีหุ่นเชิด มีคนหลังจอ และมีบทพากย์การแสดง


เหลือเวลาอีก 6 ปี จะครบ 100 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังไม่มีเค้าลางว่าประเทศนี้จะมีการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจริง มีแต่การทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย โดยการลงโทษปราบปรามผู้เห็นต่างกับฝ่ายจารีตอำนาจนิยมและทำลายวัตถุพยานประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการเมืองเพื่อให้ได้ระบอบประชาธิปไตย ปัจจุบันเหลือแค่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ที่อาจถูกทำลายทิ้งในอนาคตเมื่อใด โดยมีความพยายามมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2490 และปัจจุบันก็อ้างการสร้างเกาะรัตนโกสินทร์ในภาพสถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมในยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง


ข้อเรียกร้องของประชาชนพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย ต่อสมาชิกรัฐสภา พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน คือ


1) ให้ความสำคัญตามความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงระบอบราชาธิปไตย มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยผู้ก่อการคณะราษฎร 2475 โดยจัดให้วันที่ 24 มิถุนายนเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย


2) ประณามและดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดกับผู้ร่วมในการทำให้อำนาจนิติบัญญัติของประชาชนถูกโกงในลักษณะต่าง ๆ อาทิ การได้มาของสส. การได้มาของ สว. ซึ่งนำมาสู่องค์กรอิสระและระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กระบวนการจัดการให้ได้ สว. มาโดยใช้เงินและอิทธิพล ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการมีการแต่งตั้ง สว. และ สนช. โดยคณะรัฐประหารในอดีต


3) การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งรายประเด็นและยกร่างใหม่ ให้อยู่ภายใต้อำนาจและเชื่อมโยงกับประชาชน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่อำนาจเป็นของประชาชนหรือราษฎรทั้งหลายจริง โดยสนับสนุน สสร. ที่มาจากประชาชน และให้ทุกร่าง ที่มาของรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ถูกปัดตกในรัฐสภา


4) ยกเลิกการทำลายประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยวัตถุพยานและการเขียนตำราเรียนบิดเบือนความจริงในประวัติศาสตร์ภาคการต่อสู้ของประชาชนนับจาก 2475 และไม่มีการทุบทิ้งขุดย้ายทำลายสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกต่อไป


กลุ่มประชาชนพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553

24 มิถุนายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #94ปีวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

เปิดจดหมายกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) ส่งถึงพรรคการเมือง วาระ #94ปีวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 


เปิดจดหมายกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ส่งถึงพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในวาระ #94ปีวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา กลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) ได้ร่วมกันยื่นหนังสือและจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาดังต่อไปนี่

โดยที่กลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) ได้มีความกังวลในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตการเมืองการปกครองไทยเป็นอย่างยิ่ง  จึงขอให้วาระนี้เรียกร้องต่อพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน  ได้ตระหนักถึงภยันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จึงใคร่ขอใช้วาระอีก 6 ปี จะครบ 100 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  ได้ร่วมช่วยกันผลักดันวาระการมีรัฐธรรมนูญใหม่  โดยให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และร่างทุกร่างไม่ถูกปัดตกจากรัฐสภา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างของภาคประชาชน  รวมทั้งข้อเรียกร้องอื่น ๆ ดังที่แนบมาด้วย

ทั้งนี้เราเชื่อว่านี่จะเป็นทางออกที่เหลืออยู่ของประชาชนของประเทศไทย  ให้สามารถเดินหน้าต่อไปเมื่อมีรัฐธรรมนูญโดยไม่เกิดกลียุค




พรรคเพื่อไทย รับ 4 ข้อเรียกร้องพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย วาระรำลึก 94 ปี การปกครอง จากกลุ่ม คปช. 53 มนพร ย้ำ พรรคเพื่อไทยยืนอยู่ข้างความถูกต้อง เคียงข้างพี่น้องประชาชน และจะผลักดันให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริงในสังคม

 


พรรคเพื่อไทย รับ 4 ข้อเรียกร้องพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย วาระรำลึก 94 ปี การปกครอง จากกลุ่ม คปช. 53 มนพร ย้ำ พรรคเพื่อไทยยืนอยู่ข้างความถูกต้อง เคียงข้างพี่น้องประชาชน และจะผลักดันให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริงในสังคม


วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นางมนพร เจริญศรี สส.พรรคเพื่อไทย รับข้อเรียกร้องเพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน พร้อมจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา ในวาระ 94 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากนายเจษฎา ศรีปลั่ง ตัวแทนกลุ่มประชาชนพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553


ข้อเรียกร้องของประชาชนพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย ต่อสมาชิกรัฐสภา พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล - ฝ่ายค้าน คือ


1) ให้ความสำคัญตามความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงระบอบราชาธิปไตย มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยผู้ก่อการคณะราษฎร 2475 โดยจัดให้ วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย


2) ประณามและดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดกับผู้ร่วมในการทำให้อำนาจนิติบัญญัติของประชาชนถูกโกงในลักษณะต่าง ๆ อาทิ การได้มาของ สส. และการได้มาของ สว. ซึ่งนำมาสู่องค์กรอิสระและระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กระบวนการจัดการให้ได้ สว. มาโดยใช้เงินและอิทธิพล ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการมีการแต่งตั้ง สว. และ สนช. โดยคณะรัฐประหารในอดีต


3) การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งรายประเด็นและการยกร่างใหม่ ให้อยู่ภายใต้อำนาจและเชื่อมโยงกับประชาชน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่อำนาจเป็นของประชาชนหรือราษฎรทั้งหลายอย่างแท้จริง โดยสนับสนุน สสร. ที่มาจากประชาชน และให้ทุกร่างของรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ถูกปัดตกในรัฐสภา


4) ยกเลิกการทำลายประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งในรูปของวัตถุพยานและการเขียนตำราเรียนที่บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนนับตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา และต้องไม่มีการทุบทำลายสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกต่อไป ไม่รื้อ ไม่ทุบ ไม่ทำลายอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชน


ด้านนางมนพร เจริญศรี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทยให้มารับหนังสือจากพี่น้องประชาชน รวมทั้งข้อเรียกร้องทั้ง 4 ข้อ


ข้อเรียกร้องแรก คือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้จะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยจุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือการยึดรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับพี่น้องประชาชน เข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในหมุดหมายของพรรคการเมืองทุกพรรคที่ได้กำหนดเป็นนโยบายไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง


เรื่องที่สอง คือการได้มาซึ่ง สส. และ สว. ที่ไม่มีความเป็นธรรม ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด และเรียกร้องให้กระบวนการทุกอย่างในการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งที่มาจากประชาชน ต้องเป็นกระบวนการที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง และไม่มีสิ่งใดเข้ามาจูงใจให้เกิดการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยเองได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มี สส. จำนวน 74 ที่นั่ง จึงเข้าใจและตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี


เรื่องที่สาม คือการทำลายอนุสรณ์สถาน ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง โดยขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูล หากมีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวจริง จะต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เนื่องจากอนุสรณ์สถานเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงกระบวนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จนกระทั่งมีการสร้างอนุสรณ์สถานต่าง ๆ ขึ้น รวมถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


พรรคเพื่อไทยจะนำข้อเรียกร้องทั้ง 4 ข้อนี้ไปหารือภายในพรรค และสื่อสารให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบถึงกระบวนการดำเนินงานต่อไป พรรคเพื่อไทยจะยืนอยู่ข้างความถูกต้อง เคียงข้างพี่น้องประชาชน และจะผลักดันให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริงในสังคม นางมนพร กล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #วันชาติ #24มิถุนา #คปช53 #94ปีอภิวัฒน์สยาม










พรรคประชาชน รับ 4 ข้อเรียกร้อง วาระรำลึก 94 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จาก คปช.53 โตโต้ ปิยรัฐ ย้ำพรรคประชาชนมีอุดมการณ์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย

 


พรรคประชาชน รับ 4 ข้อเรียกร้อง วาระรำลึก 94 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จาก คปช.53 โตโต้ ปิยรัฐ ย้ำพรรคประชาชนมีอุดมการณ์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย


วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิธินันท์ สส.พรรคประชาชน พร้อมคณะ รับข้อเรียกร้องเพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน พร้อมจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา ในวาระ 94 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากนายเจษฎา ศรีปลั่ง ตัวแทนกลุ่มประชาชนพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553


โดยที่กลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) มีความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของการเมืองการปกครองไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงขอใช้วาระนี้เรียกร้องต่อพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ให้ตระหนักถึงภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


จึงใคร่ขอใช้วาระที่อีก 6 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะครบรอบ 100 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร่วมกันผลักดันวาระการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และให้ร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่ถูกปัดตกจากรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างที่จัดทำโดยภาคประชาชน


รวมทั้งข้อเรียกร้องอื่น ๆ ที่เราเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ยังเหลืออยู่สำหรับประชาชนและประเทศไทย เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย


ประเทศไทยขณะนี้ไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของราษฎรทั้งหลายตามจุดมุ่งหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แต่อำนาจยังคงอยู่กับรัฐอำมาตยาธิปไตย ภายใต้การปกครองและอำนาจนำของนายทุน ขุนนาง ขุนศึก และฝ่ายจารีตนิยม นอกจากวงจรอุบาทว์แบบเดิม คือการทำรัฐประหารแล้ว ยังมีการแปลงร่างระบอบประชาธิปไตยให้เป็นเสมือนโรงละคร โรงหนังตะลุง หรือโรงโขน ที่มีหุ่นเชิด มีคนอยู่หลังฉาก และมีบทพากย์กำกับการแสดง


เหลือเวลาอีก 6 ปี จะครบรอบ 100 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังไม่มีเค้าลางว่าประเทศนี้จะมีการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีแต่การทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย ผ่านการลงโทษและปราบปรามผู้เห็นต่างจากฝ่ายจารีตอำนาจนิยม และการทำลายวัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย


ปัจจุบันเหลือเพียงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งอาจถูกทำลายในอนาคตเมื่อใดก็ได้ โดยมีความพยายามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 และในปัจจุบันยังมีการอ้างโครงการพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์ในด้านสถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้าง เพื่อย้อนกลับไปสู่รูปแบบสถาปัตยกรรมในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง


สำหรับข้อเรียกร้องของประชาชนผู้พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยต่อสมาชิกรัฐสภา และพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีดังนี้


1) ให้ความสำคัญตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยคณะราษฎร พ.ศ. 2475 และกำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย


2) ประณามและดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดกับผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำให้อำนาจนิติบัญญัติของประชาชนถูกบิดเบือนหรือฉ้อฉลในลักษณะต่าง ๆ อาทิ การได้มาซึ่ง สส. และ สว. ซึ่งนำไปสู่องค์กรอิสระและระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เงินและอิทธิพลในการจัดการให้ได้มาซึ่ง สว. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการแต่งตั้ง สว. และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคณะรัฐประหารในอดีต


3. แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งรายประเด็นและยกร่างใหม่ โดยให้อยู่ภายใต้อำนาจและเชื่อมโยงกับประชาชน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่อำนาจเป็นของประชาชนหรือราษฎรทั้งหลายอย่างแท้จริง โดยสนับสนุนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากประชาชน และให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทุกฉบับไม่ถูกปัดตกในรัฐสภา


4. ยกเลิกการทำลายประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งในรูปของวัตถุพยานและการเขียนตำราเรียนที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนนับตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา และต้องไม่มีการทุบทำลายสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกต่อไป


ด้านนายปิยรัฐ จงเทพ กล่าวว่า วันนี้ตนและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มารับหนังสือจากภาคประชาชน โดยวันนี้เป็นวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และแม้ปัจจุบันจะเข้าสู่ปี 2569 แล้ว แต่พี่น้องประชาชนยังคงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ พรรคประชาชนมีอุดมการณ์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตนขอเป็นตัวแทนผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรรับหนังสือและข้อเรียกร้องทุกประการของพี่น้องประชาชน และจะนำเรียนต่อผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

 

หากมีความคืบหน้าประการใด จะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนได้รับทราบต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วันชาติ #24มิถุนา #คปช53 #94ปีอภิวัฒน์สยาม


















ภาพบรรยากาศ ราษฎรัมส์ นำขบวน ข้ามมายังลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รัวกลองพร้อมกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ก่อนฉายโฮโลแกรม ประกาศคณะราษฎร 2475

 


ภาพบรรยากาศ ราษฎรัมส์ นำขบวน ข้ามมายังลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รัวกลองพร้อมกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ก่อนฉายโฮโลแกรม ประกาศคณะราษฎร 2475


วันที่ 23 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) จัดกิจกรรม ‘ย่ำค่ำ นำภา ย่ำรุ่ง ประชาธิปไตย’ โดยไฮไลต์ได้แก่ การฉายโฮโลแกรม ประกาศคณะราษฎร 2475 และ การอ่านคำประกาศราษฎร 2569 เพื่อตอกย้ำว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ราษฎรต้องได้เลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่เอาระบอบสีน้ำเงิน


เวลา 18.40 น. ราษฎรัมส์ รัวกลองนำขบวน ผู้ร่วมกิจกรรมเดินข้ามถนนมายังลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือ ‘อภิวัฒน์สยาม’ ครบรอบ 94 ปี เมื่อเวลาย่ำรุ่ง ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า นำอ่านประกาศโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา


โดยราษฎรัมส์ ทั้ง 4 คน ยืนหน้ากระดานรัวกลองหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยช่วงหนึ่งราษฎรัมส์ทั้ง 4 ล้มลงที่ละราย เนื้อตัวเปื้อนสีแดง(เลือด) ก่อนที่จะลุกขึ้นมารัวกลองอีกครั้งหนึ่ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ย่ำค่ำนำภาย่ำรุ่งประชาธิปไตย #รัฐธรรมนูญใหม่ราษฎรต้องได้เลือกสสร #ไม่เอาระบอบสีนำ้เงิน








ปชน.ปราศรัยใหญ่พัทยา ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำ พัทยาเปลี่ยนได้หากคนออกมาเลือกเกิน 70% ‘อิทธิวัฒน์’ ประกาศสู้ระบบเก่า เปลี่ยนพัทยาได้ งบต้องถึงมือประชาชน ไม่เอื้อกลุ่มทุน

 


ปชน.ปราศรัยใหญ่พัทยา ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำ พัทยาเปลี่ยนได้หากคนออกมาเลือกเกิน 70% ‘อิทธิวัฒน์’ ประกาศสู้ระบบเก่า เปลี่ยนพัทยาได้ งบต้องถึงมือประชาชน ไม่เอื้อกลุ่มทุน


วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พรรคประชาชน จัดเวทีปราศรัยใหญ่การเลือกตั้งนายกและผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) โดยมีแกนนำและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชนร่วมการปราศรัยอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, เบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และ ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน


เบญจาปราศรัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งเมืองพัทยาในวันที่ 28 มิถุนายน ว่าไม่ใช่แค่การเลือกผู้บริหารพื้นที่ปกครองพิเศษที่มีงบประมาณมหาศาลหลักหมื่นล้านบาท แต่คือโอกาสที่ชาวพัทยาจะได้กำหนดอนาคตของเมืองร่วมกัน พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังที่ถูกละเลยมานาน ทั้งเรื่องอาชญากรรม รถติด น้ำท่วม ปัญหาน้ำประปาขาดแคลนและมีราคาแพงที่กระทบต่อการท่องเที่ยว ไปจนถึงการที่ธุรกิจท้องถิ่นถูกแย่งชิงโดยกลุ่มทุนข้ามชาติและทุนสีเทา นอกจากนี้ยังตอกย้ำว่าการพัฒนาและผลประโยชน์ในปัจจุบันตกอยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่มตระกูล โดยทอดทิ้งชุมชนดั้งเดิมอย่างนาเกลือ รวมถึงกลุ่มคนทำงานรากหญ้าและคนทำงานกลางคืนที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองพัทยามาโดยตลอด


“เราเห็นแต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เพียงแค่ไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ที่ได้งบประมาณในการจัดสรร ในการจัดงานอีเวนต์ จัดงานดนตรี จัดงานเทศกาลกระจายทั่วพัทยา แต่คนที่ทำงานบริการภาคกลางคืน ทำงานค้าขายริมชายหาด ทำงานค้าขายอยู่ในตลาดพัทยา มีโอกาสจะได้เข้าไปจับจอง มีโอกาสจะได้ไปจัดงานอีเวนต์ใหญ่ๆ โตๆ ระดับโลกกับเขาบ้างไหม? และนี่คือพัทยาในวันนี้ที่คนอื่นมองเข้ามาแล้วก็เห็นแค่กลุ่มทุนแค่ไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ที่มีโอกาสเติบโตสร้างผลกำไรกอบโกยรายได้จากคนพัทยา แต่กลับไม่เห็นหัวคนพัทยาเลย”


ปดิพัทธ์ อดีตรองประธานสภา สะท้อนภาพพัทยาของจริงที่ซ่อนอยู่หลังฉากเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งชาวบ้านท้องถิ่นยังคงต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรัง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้มาตรฐาน ถนนที่ขุดเจาะไม่เคยเสร็จ ปัญหาขยะหมักหมม ค่าครองชีพที่พุ่งสูง ตลอดจนปัญหามาเฟียข้ามชาติ โดยย้ำว่าเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่จำนวนโรงแรมหรือสถานบันเทิง แต่วัดกันที่ความน่าอยู่ ระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมเป็นธรรม และการจัดการปัญหาของเมืองได้อย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพ


“เราจะให้อิทธิวัฒน์ และ ส.ม. ทุกคน เดินหน้าเข้าสู่อำนาจที่พวกท่านมอบให้อย่างเต็มภาคภูมิ และทำภารกิจปกป้องคนพัทยาให้ปลอดภัย และมีชีวิตที่มั่นคง เปิดโอกาสให้ทุกคนมีงานทำ มีโอกาสในชีวิต ไม่ว่าท่านจะเกิดเป็นใครก็ตาม แต่ท่านคือคนพัทยา และนี่คือหน้าตาของพัทยาเพื่อทุกคน”


ในส่วนของณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน คนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงไม่ใช่ใคร แต่คือประชาชนคนไทยทุกคน การทำงานการเมืองที่บอกว่าตรงไปตรงมา ประชาชนอยู่ข้างบน พรรคอยู่ข้างล่าง ทำแบบนี้ได้เพราะไม่มีบุญคุณที่ต้องไปตอบแทนใคร และในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ หากทุกคนอยากได้พัทยาที่ดีกว่าเดิม งบประมาณที่โปร่งใส ให้ ส.ม. ที่เป็นลูกหลานของทุกคนไปดูแลถึงหน้าบ้าน ผ่านงบประมาณ 4 ปี 10,000 ล้านบาทให้โปร่งใส นายกดูแลทุกคนด้วยความจริงใจ แต่ไม่กลับมาเลือกตั้ง ก็จะเปลี่ยนพัทยาไม่ได้จริง ๆ


ดังนั้น ใครที่มีญาติพี่น้องลูกหลานและเพื่อนที่มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในเมืองพัทยา แต่มีเหตุผลความจำเป็นที่ต้องไปทำงานที่อื่น ตนอยากให้ชวนกลับมาเลือกตั้ง ถ้าสัดส่วนผู้ออกมาเลือกตั้งได้มากกว่า 70% พัทยาเปลี่ยนแน่นอน แต่นอกจากกลับมาเลือกตั้งแล้วก็ต้องกาให้ถูกเบอร์ด้วย


ณัฐพงษ์ย้ำถึงเหตุผลที่ต้องกาเบอร์ 1 เพราะที่ผ่านมาพรรคส้มมักถูกค่อนขอดว่าไม่เคยบริหาร ดีแต่พูด ทำไม่ได้ แต่ที่ผ่านมา คนที่เห็นหัวอกผู้ใช้แรงงานในภาคบริการ ผ่านกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพิ่มวันลาคลอดบุตรให้เป็น 120 วัน ก็คือพรรคประชาชน คนที่สู้กับค่าไฟที่แพงอยู่กับกลุ่มทุนผูกขาด เรียกร้องค่าไฟที่ถูกและเป็นธรรมกับประชาชนทุกคน จน สส. โดนฟ้อง ก็คือพรรคประชาชน คนที่ใส่ใจในอนาคตของลูกหลานให้ไม่ต้องถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ทำให้กองทัพทันสมัย พรรคประชาชนก็คือคนที่เรียกร้องเช่นกัน


“คนที่มองคนเท่ากัน เรียกร้องเรื่องคนเท่ากันมาโดยตลอด แม้เป็นฝ่ายค้าน ไม่มีเสียงข้างมากในสภา แต่ก็พูดแล้วพูดอีก จนทางสังคมเอาด้วย จนผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมได้ เป็นไม่กี่ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ก็คือพรรคประชาชน ใครที่เรียกร้องให้ประกันสังคมโปร่งใส บริหารด้วยมืออาชีพ ให้เงินของผู้ประกันตนทุกคนถูกนำไปใช้เพื่อสวัสดิการที่ดีของทุกคน ก็คือพรรคประชาชนไม่ใช่หรือ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้น การทำงานการเมืองไม่ได้หมายถึงตำแหน่งเพื่อให้เข้าสู่อำนาจ แต่คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น และถ้าทุกคนมอบความไว้วางใจให้กับ ส.ม. และอิทธิวัฒน์ ก็กล้ารับประกันว่า 4 ปีต่อจากนี้ การบริหารเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ปัญหาต่างๆ จะถูกแก้ไขมากกว่านี้ เช่น น้ำท่วม การจราจร การศึกษา น้ำประปาบนเกาะล้านจะต้องราคาถูกและเป็นธรรม การจัดการขยะต้องดีขึ้น


“วันนี้อิทธิวัฒน์อาสามาเป็นนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ปัญหาหลายอย่างในเมืองพัทยาแก้ได้ แต่ปัญหาหลายอย่างต้องกล้าชน ไหนจะปัญหาสีเทาหลายเรื่อง การทุจริตที่ซุกอยู่ใต้พรม เชื่อว่าอิทธิวัฒน์เป็นคนหนึ่งที่มีความกล้าหาญในการเข้าทำงานการเมือง เหลือเวลา 5 วันสุดท้าย อยากให้ทุกคนได้พิจารณานโยบาย วิสัยทัศน์ เจตจำนงและความตั้งใจของคนที่จะมาเป็นนายกเมืองพัทยาคนต่อไป” ณัฐพงษ์กล่าว


ทางด้าน อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน เบอร์ 1 ระบุว่า 1 เดือนเต็มที่หาเสียงมา เรามีความตั้งใจที่อยากจะนำนโยบายของเราไปสู่มือทุกคนด้วยตัวเอง เรานำ 37 นโยบายที่จะแก้ปัญหาเมืองพัทยาไปสู่ประชาชนที่อยู่ในซอย ริมหาด ชุมชน หรือถนนที่รถเข้าไม่ถึง เราได้นั่งฟังชาวพัทยาว่าอยากเห็นเมืองพัทยาเป็นอย่างไร แต่ละคนมีทั้งความสุขและปัญหาที่ต่างกันไป


“เราเดินไปเจอคุณลุงที่ปลูกบ้านอยู่ท้ายซอยมา 25 ปี ต้องยกของหนีน้ำท่วม 28 ครั้ง แต่ไม่เคยมีใครเข้าไปดูแล ไปเจอพนักงานโรงแรมที่เพิ่งเลิกงาน เหนื่อยล้าแค่ไหน แต่เมืองพัทยาก็ไม่เคยดูแล ไปเจอแม่ค้าที่ออกไปค้าขายต้องกระเตงลูกออกไปด้วย เพราะไม่รู้จะเอาลูกไปฝากให้ใครเลี้ยง ได้เจอคนเกาะล้านนั่งคุยให้ฟังว่าน้ำประปามาบ้างไม่มาบ้าง ต้องซื้อน้ำในราคาที่แพง ได้เห็นนักเรียนที่ต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นเพราะต้องไปเรียนไกลกว่าบ้านคนอื่น 30-40 กิโลเมตร” 


อิทธิวัฒน์กล่าวว่า ทุกคนมีหน้าตาที่ต่างกัน อาชีพที่ต่างกัน เกิดคนละมุมเมืองกัน แต่แววตาที่เห็นบ่งบอกเหมือนกันว่าเมืองนี้ไม่ได้ดูแลพวกเขาเลย โดยอิทธิวัฒน์เมื่อครั้งยังเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยา เคยรับฟังปัญหาแล้วนำปัญหาเหล่านั้นไปสะท้อนในสภาให้ฝ่ายบริหารนำมาเป็นนโยบาย แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการแก้ไข จนวันนี้ปัญหาก็ยังสะสมอยู่ หากงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ถูกลงทุนเพื่อการแก้ปัญหาให้ชาวพัทยา แต่ปัญหากลับไม่ได้รับการแก้ไข เงินก็เหมือนละลายไปในอากาศ 


“ปัญหาของมันคือระบบแบบเดิมที่เอื้อกับคนกลุ่มเดียว ช่วยคนอื่นตลอดเวลา ไม่มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ถ้าวันนี้ระบบดี ปัญหาทุกอย่างคงหมดไปแล้ว ระบบแบบนี้คือสิ่งที่สร้างปัญหาให้ชาวเมืองพัทยามาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ทุกคนต้องนั่งชินเมื่อเวลาฝนตกและน้ำท่วมอยู่จุดเดิม ชินกับเวลาออกจากบ้านแล้วต้องเจอรถติด มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับผม ที่ทุกท่านต้องเจอปัญหาเหล่านี้” 


เมืองพัทยาสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล ดูแลนักท่องเที่ยวได้ดี แต่กลับไม่สามารถดูแลคนพัทยาได้ คนพัทยาต้องทนกับปัญหามานาน อิทธิวัฒน์ย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องหาคนที่มีเจตจำนง กล้าที่จะสู้กับระบบที่ทำให้เกิดปัญหากับคนพัทยา ต้องเป็นคนที่รู้ปัญหา เกิดที่นี่ และมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ และตนเองคือคนที่อาสาจะมาสู้กับระบบเหล่านี้เพื่อชาวพัทยา 


อิทธิวัฒน์กล่าวถึงการทำงานของนายกเมืองพัทยาว่า จะต้องยกให้ชาวพัทยาเป็นหลักในการบริหาร ต้องพัฒนาและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประชาชน ให้บริการชาวพัทยาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องมีส่วยหรือการเรียกรับ ทุกคนต้องมีรายได้ตลอดทั้งปี ต้องเป็นเมืองที่ไม่เอื้อให้กลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง งบประมาณปีละ 2,400 ล้านบาท จะต้องถึงมือชาวพัทยาให้ได้มากที่สุด


“ผมเชื่อว่าทั้งหมดนี้ผมทำได้ เพราะผมมาโดยไม่ได้เป็นหนี้ใคร ไม่ต้องใช้หนี้บุญคุณใคร ไม่ต้องเอางบประมาณมาทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่เพื่อมาตอบแทนบุญคุณให้กับชาวเมืองพัทยาทุกคน และเราเปลี่ยนเมืองพัทยาไปด้วยกันได้ เมืองเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ ถ้ามันจะเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนได้เพราะชาวเมืองพัทยา” 


และอิทธิวัฒน์ย้ำทิ้งท้ายว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เสียงของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ยากดีมีจนแค่ไหน หนึ่งเสียงของทุกคนจะดังเท่ากัน หากคิดว่าพัทยาดีกว่านี้ได้ วันที่ 28 มิถุนายนนี้ เราจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพัทยาไปด้วยกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นายกเมืองพัทยา