วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

คิดมาให้แล้ว! ‘วีระยุทธ พรรคประชาชน’ ชูแผนสู้วิกฤตน้ำมัน 4 ข้อ หลังนายกฯ แถลงเมื่อวาน มีแต่คำขอโทษ แต่ไม่มีแผนรับมือให้ประชาชน

 


คิดมาให้แล้ว! ‘วีระยุทธ พรรคประชาชน’ ชูแผนสู้วิกฤตน้ำมัน 4 ข้อ หลังนายกฯ แถลงเมื่อวาน มีแต่คำขอโทษ แต่ไม่มีแผนรับมือให้ประชาชน


วันที่ 29 มีนาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแผนรับมือวิกฤตน้ำมันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ หลังจากที่วานนี้ (28 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายอมรับผิดว่าปัญหาวิกฤตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วันของรัฐบาลเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดหายไปคือ “แผนรับมือ” วิกฤตครั้งนี้

 

วีระยุทธเสนอแผนรับมือ “ฉบับพรรคประชาชน” สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารจัดการราคาน้ำมัน 2) มาตรการสนับสนุนการปรับตัวของประชาชน 3) การจัดการปุ๋ยเคมี และ 4) การเตรียมความพร้อมช่วงสงกรานต์


1. ปรับภาษีเพื่อจัดการราคาน้ำมันแบบขั้นบันได เอาผิดรายใหญ่ลักลอบ-กักตุน รัฐบาลควรประกาศให้ชัดเจนว่าจะใช้หลักการใดในการปรับราคาน้ำมันในอนาคต ล้อไปกับตลาดโลกได้ แต่ต้องไม่กระชาก โดยใช้กองทุนน้ำมันประคองการทยอยขึ้นของราคา เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกแบบที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่มีการขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร 


นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งใช้มาตรการที่มีในมือเพื่อลดต้นทุนในโครงสร้างราคาน้ำมันต่อ 1 ลิตร (ราคา ณ วันที่ 27 มี.ค. 69) โดยมีทางเลือกดังนี้ “ภาษีสรรพสามิต” ที่คิดเป็นต้นทุน 7.50 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 6.92 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว, “ภาษีเทศบาล” ที่คิดเป็นต้นทุน 0.75 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 0.69 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว, “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่คิดเป็นต้นทุน 2.92 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 2.45 บาทสำหรับดีเซลหมุนเร็ว รวมถึง “การเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน” ที่คิดเป็นต้นทุน 0.05 บาท


วีระยุทธกล่าวว่า ต้องประเมินร่วมกับผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ท่ามกลางซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยที่ยังมีแนวโน้มชะลอตั นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องเร่งรัดมาตรการป้องกันการกักตุน นอกจากกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และมาตรา 10 ต้องรายงานการขาย, ราคา, สต็อกทุกสิ้นวันแล้ว ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการวิ่งรถขนส่งน้ำมันแบบ real time เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการรายงานและเส้นทางการขายน้ำมัน โดนตรวจสอบข้อมูลที่รายงานในช่วงวิกฤตเทียบกับข้อมูลการขายน้ำมันในช่วงก่อนวิกฤต เพื่อหาพฤติการณ์เสี่ยงของการกักตุนน้ำมัน


2. มาตรการสนับสนุนเพื่อการปรับตัวของประชาชน วีระยุทธกล่าวว่า แม้นายกฯ อนุทินจะยอมรับความผิดพลาดในการบริหารงาน แต่กลับเสนอให้ประชาชน “ประหยัดน้ำมันครอบครัวละ 1 ลิตร” แต่ไม่มีมาตรการสนับสนุนการปรับตัวของประชาชน


วีระยุทธเสนอว่า ถ้าต้องการสนับสนุนให้คน “ใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มเขึ้น” ต้องออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น หาจุด “จอดแล้วจร” ที่เป็นของเอกชนให้เข้าร่วมโครงการ โดยรัฐช่วยสนับสนุนลดค่าจอดรถ ถ้าต้องการให้ประชาชน “Work from Home” มากขึ้น ต้องออกมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้า-ค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการทำงานที่บ้าน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้กับสถานประกอบการที่จัดระบบ Work from Home ให้กับพนักงาน


สำหรับพี่น้องเกษตรกร หากต้องลดการใช้น้ำมันวันละ 1 ลิตร ต้องมีโครงการรับแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้น้ำมัน เช่น เครื่องสูบน้ำ ต้องมีเครื่องสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์มาแลกแทน รวมถึงสร้างแรงจูงใจ เช่น ส่วนลดเพื่อช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพราะเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการประหยัดพลังงานในระยะยาว


สำหรับพี่น้อง SMEs ที่เป็นโรงงานผลิตขนาดเล็ก หรือระบบขนส่งสินค้า หากกระทรวงพลังงานร่วมกับสถาบันการศึกษาทำคูปองตรวจสอบการประหยัดพลังงาน หรือ Energy audit พร้อมเสนอแนะแนวทางในการลดการใช้พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับจูนเครื่องจักร การปรับกระบวนการผลิตใหม่ การเปลี่ยนเครื่องจักรบางประเภท พร้อมกับการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุน แบบนี้ SMEs จำนวนมากคงประหยัดได้มาก และยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ด้วย


วีระยุทธกล่าวว่าต้องเร่งออกนโยบาย ผ่อนเทคโนโลยีประหยัดพลังงานผ่านบิลค่าไฟได้ (On-Bill Financing) เช่น โซลาร์เซลล์, เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟฟ้ารุ่นใหม่, ตู้แช่น้ำเย็นประหยัดไฟฟ้า, เครื่องทำน้ำเย็น (Chiller) ประหยัดพลังงาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน และ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีประหยัดพลังงานได้ โดยไม่ต้องรอมีเงินก้อน


3. มาตรการด้านปุ๋ยเคมี วีระยุทธเสนอให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งราคาขายให้เกษตรกรรับทราบและสามารถตรวจสอบได้ว่าร้านไหนขายเกินราคา หากพบว่ามีใครขายเกินราคาสามารถแจ้งให้รัฐรับทราบข้อมูลและสามารถจัดการได้ทันที โดยรัฐบาลสามารถแจกคูปองส่วนลดให้เกษตรกรไปซื้อกันเอง เช่นคูปองลดราคาได้ไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่/ราย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงโครงการโดยทั่วกัน พร้อมกับการควบคุมราคาจำหน่ายปุ๋ยตามกลไกที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่


ส่วนมาตรการระยะกลาง รัฐบาลควรแนะนำการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสำหรับเกษตรกร เช่น มีบริการการตรวจวิเคราะห์ค่าดินแบบเร่งด่วนฟรี และคำนวณสัดส่วนปุ๋ยผสม/ปู๋ยสูตรสำเร็จด้วยตัวเองในสวนได้ โดยควรมีแรงจูงใจเช่นส่วนลดหรือเครดิตการค้าเพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่ดำเนินการเช่นนั้น นอกจากนี้ หากจะรัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น รัฐบาลควรผลักดันให้การขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เคมี ทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่านี้


4. แนวทางเตรียมการในช่วงสงกรานต์ เนื่องจากสงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญที่สุดของคนไทยทั้งในด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ นอกจากจะเป็นการเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะญาติพี่น้องและร่วมงานประเพณี ยังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 100,000 ล้านบาท ผ่านธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และขนส่ง รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อสนับสนุนการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้สะดวกและราบรื่น ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้


วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลเตรียมระบบขนส่งสาธารณะให้พร้อม เพื่ออำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้น้ำมัน เช่น การเพิ่มเที่ยว/ขบวนรถทัวร์ รถไฟ การดูแลความปลอดภัยและความสะดวกที่สถานีขนส่งและจุดบริการต่างๆ สร้างความมั่นใจในระบบการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงยังสถานีบริการทั่วประเทศ พร้อมทั้งแสดงข้อมูลสถานะของปริมาณน้ำมันในแต่ละสถานีที่สามารถตรวจแบบเรียลไทม์ได้ทั้งประเทศ ให้มีการประกาศราคาน้ำมันคงที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อป้องกันความสับสนและความกังวลใจของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์


รวมถึงเตรียมความพร้อมของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การสำรองเวชภัณฑ์ และการดูแลภาระงานและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครด้านการแพทย์ ยิ่งสถานการณ์โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราเห็นว่ารัฐบาลยิ่งจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนอย่างน้อยใน 4 ด้านข้างต้น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน และสามารถวางแผนการเดินทางช่วงสงกรานต์ได้อย่างราบรื่น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

"เท้ง ณัฐพงษ์" ล้อมวงคุย #อาสาส้ม MEET สมุทรปราการ เขต 8 บางบ่อ บางเสาธง ณ ห้องสมุดชุมชน หมู่บ้านชายคลอง


"เท้ง ณัฐพงษ์" ล้อมวงคุย #อาสาส้ม MEET สมุทรปราการ เขต 8 บางบ่อ บางเสาธง ณ ห้องสมุดชุมชน หมู่บ้านชายคลอง 


วันนี้ (28 มีนาคม 2569) เวลา 14.00 น. ที่ห้องสมุดชุมชน หมู่บ้านชายคลอง ซอย 9 ต.บางเพรียง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางไปร่วมกิจกรรม อาสาส้ม MEET สมุทรปราการ เขต 8 บางบ่อ บางเสาธง จัดโดยนายเทพฤทธิ์ ภาษี สส. พรรคประชาชน สมุทรปราการ เขต 8 โดยมี สส.ในจังหวัดสมุทรปราการมาร่วมกิจกรรมด้วยอาทิ 


สส. พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมุทรปราการ เขต 3

เมืองสมุทรปราการ (เฉพาะเทพารักษ์, บางเมืองใหม่, สำโรงเหนือ)


สส. ชนสิษฎ์ ยอดฉิม

สมุทรปราการ เขต 4

บางพลี (เฉพาะบางแก้ว, บางพลีใหญ่)


สส.บุญเลิศ สมุทรปราการ เขต 7

พระสมุทรเจดีย์, พระประแดง (เฉพาะบางจาก)



ซึ่งทีมงานระบุว่าเป็นการจัดงานในพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน และทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะทำอย่างต่อเนื่อง


ภายในงานนอกจากจะมีการล้อมวงคุย อาสาส้ม ร่วมกันสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ยังมีวงพูดคุยประเด็นชุมชน กิจกรรมสำหรับเยาวชน สร้างโอกาสในการร่วมออกแบบพื้นที่ไปด้วยกัน


ทั้งนี้ช่วงเช้า เวลา 9.00 น. นายณัฐพงษ์ ได้ไปร่วมกิจกรรม #อาสาส้ม ที่เขต 4 โดยสส. ชนสิษฎ์ ยอดฉิม และเวลา 17.00 น. เดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชนที่บางแก้ว ตลาดพูนทรัพย์ 12 และ18.30 น. เดินทางไป The glass Market ปากซอยราชวินิตบางแก้ว พร้อมหมอ หมอเอ็กซ์-นพดล สมยานนทนากุล ผู้สมัครนายกเทศมนตรี เทศบาลเมือง #บางแก้ว เบอร์ 4 ในนามพรรคประชาชน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สมุทรปราการ #อาสาส้ม #อาสาส้มMEET

















ศุภโชติชี้ ยิ่งฟังพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลัง “แก้ตัว” มากกว่า “แก้วิกฤต”

 


ศุภโชติชี้ ยิ่งฟังพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลัง “แก้ตัว” มากกว่า “แก้วิกฤต” 


วันที่ 27 มีนาคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังฟังสัมภาษณ์นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอเช้านี้ว่า ยิ่งฟัง ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามหนักขึ้นว่า รัฐบาลกำลังควบคุมสถานการณ์อยู่จริง หรือแค่พยายามอธิบายความล้มเหลวของตัวเองย้อนหลังวันต่อวัน


ศุภโชติกล่าวว่า ประเด็นแรกที่ฟังแล้วรับไม่ได้ คือการที่นายพิพัฒน์บอกว่า “เพิ่งรู้” เรื่องการปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทในตอนกลางคืน คำพูดนี้เหมือนเป็นการพยายามผลักภาระออกจากตัวเอง ทั้งที่ตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 การตัดสินใจลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลรับทราบและอนุมัติเลย


ยิ่งเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสิงคโปร์ขยับขึ้นต่อเนื่อง และรัฐบาลก็เลือกใช้นโยบายตรึงราคามาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 15 วันแรกของวิกฤต มันแทบไม่ใช่เรื่องที่คาดเดายากเลยว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดิ่งลงอย่างหนัก และท้ายที่สุดราคาน้ำมันมีโอกาสดีดขึ้นแรงแบบนี้ ถ้านายพิพัฒน์จะบอกว่าตัวเองและรัฐบาล “ประเมินไม่ออก” ว่าสถานการณ์จะมาถึงจุดนี้ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นความผิดพลาด แต่คือความไร้ประสิทธิภาพของคนที่บริหารสถานการณ์วิกฤตโดยตรง


ศุภโชติกล่าวถึงประเด็นที่สองว่า ยิ่งตอกย้ำบทบาทรัฐบาลที่ไม่ได้ “บริหาร” วิกฤตนี้ แต่กำลัง “วิ่งไล่ตาม” วิกฤตอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเมื่อมีการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทภายในคืนเดียว รัฐกลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า หากรัฐบาลประเมินสถานการณ์เป็น ก็ควรเตรียมมาตรการเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่พอขึ้นราคาน้ำมันแล้วค่อยออกมาบอกว่าจะลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท แถมบอกว่าต้องไปขอ กกต. ก่อน (เพราะกลัวผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ)


ทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางไปหมด เพราะสิ่งที่ควรทำแต่แรกคือ รัฐต้องประสาน กกต. และเตรียมเครื่องมือทางนโยบายให้พร้อมก่อนขึ้นราคาน้ำมัน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกก่อน แล้วค่อยมาไล่แก้ปัญหาทีหลัง นี่คือการบริหารวิกฤตที่ทำให้เกิดวิกฤตตกต่ำยิ่งกว่าเดิม สิ่งนี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจงใจทำให้เกิด “คืนหมาหอน” ให้ไอ้โม่งปล่อยของที่กักตุนไว้หรือไม่?


จากนั้น ศุภโชติกล่าวถึงประเด็นที่สาม เรื่องภาษีลาภลอยว่า เรื่องนี้ฟังแล้วชัดมากว่า รัฐบาลเลือกปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่าปกป้องประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรคประชาชนได้เสนอเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เกิดวิกฤตแล้ว เพราะในภาวะสงครามที่มีความปั่นป่วนระดับโลก โรงกลั่นน้ำมันได้กำไรสูงผิดปกติจากสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน 


แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการเก็บภาษีลาภลอยได้โดยทันที ด้วยการออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาอุดหนุนราคาน้ำมันของพี่น้องประชาชนผ่านกองทุนเชื้อเพลิง และทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับค่าน้ำแพงขนาดนี้ได้ทันที และยังสามารถนำเงินส่วนนั้นไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักก่อนได้ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง เป็นต้น


ศุภโชติกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำคือ “ยืดเวลาออกไปอีก 1 สัปดาห์และขอรับบริจาคจากโรงกลั่นก่อน” เพื่อขอความร่วมมือว่าจะยอมแบ่งเงินจากค่าการกลั่นให้คนไทยเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายน้ำมันแพงเพิ่มอีก 1 สัปดาห์ ฟังแล้วช่างย้อนแย้งอย่างยิ่ง แทนที่รัฐจะเลือกจัดการเก็บเงินจากกลุ่มทุนจากภาษีลาภลอยเพื่อมาช่วยเหลือประชาชนได้ทัน กลับเลือกที่จะอุ้มกลุ่มทุนผ่านการตั้งคำถามและให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจ


ศุภโชติย้ำว่า การให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจเพิ่ม 1 สัปดาห์ = การยืดเวลาให้พี่น้องประชาชนแบกรับราคาน้ำมันแพง สิ่งที่น่าตั้งคำถามกว่านั้นคือ นายพิพัฒน์ยังบอกให้กระทรวงการคลังไปศึกษาเรื่องนี้ก่อน แต่ล่าสุดผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเองก็ยืนยันแล้วว่า กระทรวงการคลังศึกษาเรื่องนี้เสร็จนานแล้ว คำถามคือ แล้วรัฐบาลยังรออะไรอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่กล้าแตะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน ทั้งที่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลสามารถออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย ได้เลยด้วยซ้ำ หากมีเจตจำนงทางการเมืองมากพอ


ประเด็นสุดท้ายที่ยิ่งฟังยิ่งขัดแย้ง คือเรื่อง “ไอ้โม่ง” จนถึงวันนี้นายพิพัฒน์ก็ยังยืนยันว่า “ไม่มีไอ้โม่ง” ทั้งที่ในรายการเดียวกันกลับยอมรับเองว่าข่าวการจับกุมรถขนน้ำมันที่กำลังจะข้ามแดนที่แม่สอดนั้นเป็นเรื่องจริง ศุภโชติกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่าไม่มีคนฉวยโอกาส? ไม่มีขบวนการลักลอบหากำไรจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร 


สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ รัฐบาลยังคงพยายามโยนภาระกลับมาที่ประชาชน ด้วยคำอธิบายเดิม ๆ ว่าเป็นเพราะประชาชน “ตื่นตระหนก” หรือ “กักตุนกันเอง” ทั้งที่คำถามที่แท้จริงคือ รัฐบาลเคยตรวจหรือยังว่า รถที่ข้ามแดนไปฝั่งพม่า ลาว หรือกัมพูชา ที่บางครั้งสำแดงสินค้าเป็นของเหลวชนิดอื่น เช่น น้ำมันใช้แล้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นน้ำมันที่ถูกลักลอบนำออกไปขายทำกำไรหรือไม่ ถ้ายังไม่ตรวจให้ชัด แล้วจะรีบสรุปว่าไม่มีไอ้โม่งได้อย่างไร


ศุภโชติย้ำว่า ทั้งหมดที่ได้รับฟังในเช้าวันนี้ ให้ความรู้สึกชัดเจนมากว่า นายพิพัฒน์ไม่ได้กำลังออกมา “คลี่คลายข้อสงสัยกับสังคม” แต่กำลังพยายามแก้ตัวให้ตัวเอง แก้ตัวให้นายทุนพลังงาน และกล่าวหาประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงขั้นตัดพ้อว่าตัวเองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียกับบริษัทพลังงาน และพูดในทำนองว่า “ใครมาบริหารก็คงไม่ต่างกัน” ถ้าอย่างนั้นก็ควรปล่อยให้คนอื่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจน้ำมันมาบริหารดูไหม จะได้รู้กันไปเลยว่าต่างกันหรือไม่?


หากเชื่อแบบนั้นจริง ตนว่าก็น่าลองดู เพราะถ้าคนที่กำกับดูแลวิกฤตพลังงานของประเทศยังมองว่าความผิดพลาดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ และไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้ บางทีคำถามที่สังคมควรถามต่อไม่ใช่แค่คำว่า “รัฐบาลจะแก้ยังไง” แต่คือ “ถึงเวลาหรือยังที่คุณพิพัฒน์ควรลาออกจากตำแหน่ง ผอ. ศบก. และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เพื่อเปิดทางให้คนที่มีความสามารถมากกว่านี้เข้ามารับผิดชอบ”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘สส. เอกภพ’ เร่งติดตามประเด็น “เพิ่มค่าตอบแทน” ให้พยาบาล หลัง สธ. ประกาศให้อยู่เวรยาวนาน 12 ชั่วโมง

 


‘สส. เอกภพ’ เร่งติดตามประเด็น “เพิ่มค่าตอบแทน” ให้พยาบาล หลัง สธ. ประกาศให้อยู่เวรยาวนาน 12 ชั่วโมง


วันที่ 27 มีนาคม 2569 เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และเกียรติคุณ ต้นยาง สส.นนทบุรี เขต 7 พรรคประชาชน ร่วมยื่นหนังสือติดตามเงิน พตส. (ค่าตอบแทนพยาบาล หรือเงินสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข) และขอข้อมูลประกอบการประชุมหารือแนวทางผลักดันคุณภาพชีวิตพยาบาลที่สภาการพยาบาล เพื่อทวงคืนสิทธิคนทำงานและเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย


เอกภพและเกียรติคุณ ได้ยื่นหนังสือไปยัง 3 หน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสภาการพยาบาล โดยหวังว่าการเพิ่มเงินสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข (พ.ต.ส.) เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นคือ ช่วยบรรเทาปัญหาค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานและค่าครองชีพ 


ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว คือการหารือกับสภาการพยาบาลเพื่อจะนำไปสู่การผลักดันค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สวัสดิภาพการทำงานของพยาบาล และการปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลทั้งระบบ


เอกภพกล่าวว่า กำลังคนด้านสุขภาพถือเป็นนโยบายสุขภาพในระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบบริการสุขภาพที่ทุกพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญ โดยหวังว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรสามารถตั้งคณะกรรมาธิการได้แล้ว จะเสนอให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องตั้งอนุกรรมาธิการศึกษาพิจารณาแก้ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพโดยเร็ว เพราะปัญหากำลังคนสุขภาพไม่ส่งผลกระทบเฉพาะแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้น แต่กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานทุกวิชาชีพ


นอกจากนี้ ระบบการจ้างงานบุคลากรสุขภาพที่ไม่มั่นคง ชั่วโมงทำงานที่ยาวนานเกินศักยภาพมนุษย์ ความเครียดและอ่อนล้าจากการทำงาน ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการรักษา เพิ่มความขัดแย้งระหว่างบุคลากรและผู้ป่วย และลดความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม


เอกภพทิ้งท้ายว่า การยื่นหนังสือไปยัง 3 หน่วยงานครั้งนี้ ควรจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย และจะนำไปสู่การประชุมหารือที่มีทางออกร่วมกันเกี่ยวกับระบบค่าตอบแทนและทางออกเกี่ยวกับเวรพยาบาล 12 ชม. ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงานนโยบาย และสภาผู้แทนราษฎรในเวลาอันใกล้ เพื่อที่จะช่วยเหลือให้พยาบาลทุกคนได้มีชีวิตที่ดี ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ถูกกดขี่ ขูดรีด จากระบบการจ้างงานภาครัฐจนทำให้ในที่สุดไม่มีใครอยากเป็นพยาบาล และไม่สามารถแก้ปัญหาพยาบาลขาดแคลนได้อีกต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน







“สงครามกินน้ำมัน ลูกของฉันกินน้ำตา” เครือข่ายประชาชนต่อต้านสงครามรวมตัวหน้าหอศิลป์ แถลงการณ์ “แม้เราไม่ตายด้วยระเบิดและกระสุนปืน แต่เราอาจตายด้วยความจน” เรียกร้อง ‘อนุทิน‘ แก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพสูง

 


“สงครามกินน้ำมัน ลูกของฉันกินน้ำตา” เครือข่ายประชาชนต่อต้านสงครามรวมตัวหน้าหอศิลป์ แถลงการณ์ “แม้เราไม่ตายด้วยระเบิดและกระสุนปืน แต่เราอาจตายด้วยความจน” เรียกร้อง ‘อนุทิน‘ แก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพสูง


วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 - 20.30 น. บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ (BACC) แยกปทุมวัน มีการชุมนุม “สงครามกินน้ำมัน ลูกของฉันกินน้ำตา” โดยเครือข่ายประชาชนต่อต้านสงคราม ส่งเสียงเพื่อสันติภาพและปากท้องของประชาชน เรียกร้องอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเร่งแก้ไขสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นตาม สืบเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างประเทศระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา 


สำหรับการชุมนุมมีกิจกรรมศิลปะและดนตรี การเขียนข้อความถึงรัฐบาล และฟังเสียงความเดือดร้อนจากประชาชน ก่อนจะมีการอ่านแถลงการณ์จากแนวร่วมประชาชนต่อต้านสงคราม เรียกร้องต่อรัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขสถานการณ์ปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพ โดยข้อเรียกร้องมีดังนี้ 


1. ใช้กลไกทางภาษีและกฎหมายบังคับให้กลุ่มทุนพลังงานในไทยหยุดการกักตุนน้ำมัน อันเป็นการเก็งกำไร แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนบนสงคราม และความเดือดร้อนของสาธารณชน


2. จัดสรรความช่วยเหลือฉุกเฉินให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบภาวะขาดแคลนน้ำมันและค่าครองชีพสูง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย กลุ่มคนจนเมือง กลุ่มคนทำงานขนส่ง กลุ่มคนชาวประมงรายย่อย กลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มไรเดอร์


3. รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนต่อประชาคมโลกในการให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยุติการทำสงครามและเปิดการเจรจาสันติภาพ เพื่อมิให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้


4. รัฐบาลต้องเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาอิสราเอล ชดใช้ความเสียหายแก่ทุกประเทศที่ได้รับความเดืออดร้อนอันเนื่องมาจากสงครามในครั้งนี้


5. รัฐบาลไทยและกัมพูชาต้องคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณชายแดนด้วยสันติวิธี


นอกจากนั้นแล้ว เครือข่ายสลัม 4 ภาค ระบุว่า วิกฤตพลังงานทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กระทบหนักต่อคนรายได้น้อย โดยเฉพาะคนจนเมืองที่พึ่งพาระบบเมืองและไม่สามารถผลิตสิ่งจำเป็นเองได้ จึงเรียกร้องให้รัฐควบคุมราคาและลดค่าครองชีพ ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า 


เครือข่ายฯ มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้เร่งดำเนินการตามข้อเสนอในมาตรการระยะสั้นอย่างทันทีในการแก้ปัญหาวิกฤตปากท้องและราคาพลังงาน และมาตรการระยะถัดไปปฏิรูปโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์