วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

14 เครือข่ายประชาชนรวมพลหน้าทำเนียบฯ ชี้ศูนย์กลางปั่นราคาน้ำมัน อยู่ทำเนียบรัฐบาล "ไอ้โม่ง" คือคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง จี้นายกฯ แก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพสูง

 


14 เครือข่ายประชาชนรวมพลหน้าทำเนียบฯ ชี้ศูนย์กลางปั่นราคาน้ำมัน อยู่ทำเนียบรัฐบาล "ไอ้โม่ง" คือคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง จี้นายกฯ แก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพสูง

 

วันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล มีกิจกรรม “พลังงานต้องเป็นธรรม” จัดโดยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ร่วมกับองค์กรนิสิตนักศึกษาและสหภาพแรงงานกว่า 14 องค์กร รวมตัวกันยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล

 

สืบเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการ รวมถึงค่าครองชีพปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้และค่าแรงของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด อีกทั้งความตึงเครียดระหว่างประเทศระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา อาจทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

 

ทั้งนี้ เครือข่ายได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

1.ยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดค่าการกลั่น และตรึงราคาแก๊สหุงต้ม

2.ลดค่าไฟฟ้าให้เหลือหน่วยละ 3 บาท ตามนโยบายที่พรรคการเมืองเคยหาเสียงไว้

3.ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา

 

บรรยากาศกิจกรรมเริ่มจากการปราศรัยจากตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข และธัชพงศ์ แกดำ จากนั้นในช่วงเวลาประมาณ 11.45 น. ตัวแทนเครือข่าย พร้อมด้วยประชาชนอ่านแถลงการณ์ และเข้ายื่นหนังสือต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมีตัวแทนมารับหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว

 

โดยมี 14 องค์กรเครือข่ายร่วมลงนามข้อเรียกร้อง ได้แก่ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มนนทรีก้าวหน้า, กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์, กลุ่ม FemTonsai, เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย, สภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง, สหภาพคนทำงาน, สหภาพคนทำงานแพลตฟอร์มไรเดอร์ รังสิต, สหภาพไรเดอร์ , สหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มประเทศไทย (สพพท.), สมาคมไรเดอร์ภาคใต้, พรรคศรัทธาธรรม, ไรเดอร์ ไทยเข้มแข็ง และ MYHR

 

จากนั้นมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เป็นการแสดงละครบทบาทสมมติสะท้อนถึงสถานการณ์ปัญหาของประชาชนที่เกิดจากค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมมีการกล่าวว่า “รวยไม่ไหวแล้ว” เป็นระยะตลอดกิจกรรม ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะมีการเข้าพูดคุยหารือกับรัฐบาลต่อไป

 

เครือข่ายระบุว่า วิกฤตค่าครองชีพในปัจจุบันยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคม เนื่องจากราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่กลับเพิ่มขึ้นอย่างล่าช้า ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถจัดหาปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพได้เพียงพอ และไม่สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

พร้อมกันนี้ เครือข่ายย้ำว่าข้อเสนอทั้ง 3 ประการ เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยระบุว่าการตัดสินใจที่ล่าช้าแม้เพียงวันเดียว อาจหมายถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ถดถอยของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องบรรเทาความทุกข์ยาก เพื่อรักษาปากท้องและลมหายใจของประชาชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์


































ธิดา ถาวรเศรษฐ : ชะตากรรมของรัฐไทยและพรรคการเมืองไทย ท่ามกลางมหาวิกฤต!!!

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ชะตากรรมของรัฐไทยและพรรคการเมืองไทย ท่ามกลางมหาวิกฤต!!!


ภาพรวมสถานะพรรคการเมือง ย้อนถอยหลังไปก่อนมีรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นพรรคการเมืองของกลุ่มทุนบ้านใหญ่อุปถัมภ์ แบ่งโควตาผลประโยชน์และตำแหน่งรัฐมนตรี


พรรคการเมืองในกระแสฝ่ายเสรีนิยมก้าวหน้าซึ่งถูกยุบพรรค ตัดหัวผู้นำทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำอีก พรรคหนึ่งได้ย้ายค่ายไปอยู่สวามิภักดิ์จารีตอำนาจนิยมจะเป็นช่วงขาลงอย่างน่ากลัว เพราะที่ผ่านมาย้ายค่ายแล้วไม่อาจทำผลประโยชน์ให้ประชาชนเหมือนที่สัญญา ซ้ำยังมีความผิดพลาดร้ายแรงกรณีสงครามชายแดน จะมีโอกาสฟื้นตัวยากในระบบบ้านใหญ่ ส่วนกรแสประชาธิปไตยนั้น จบแล้วนะ มีแต่ขาลง (เก็บ FC ไว้ให้ดี รักษากระแสพรรค)


ส่วนพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายเสรีนิยมก้าวหน้า ได้แกระแสสูงมากในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ความผิดพลาดที่เอาเสียงไปยกให้พรรคน้ำเงินเป็นนายกฯ ด้านกระแสก็ตกไปส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ การขาดความเชื่อมั่นของประชาชนในจุดยืนของพรรคที่อยู่ในท่ามกลางสงครามทางชนชั้น แม้ประชาชนจะกลับมาเลือกก็ตาม เพราะถ้าไม่เลือกก็ต้อง Vote No หรือ No Vote เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นด้านหลักของปัญหาชะตากรรมของพรรคการเมือง จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนจากประชาชนเป็นภารกิจสำคัญ พร้อมกับการรับมือการรุกรบของฝ่ายจารีตอำนาจนิยมที่ใช้อาวุธทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้กฎหมายและกลโกงทุกระดับ


พรรคการเมืองฝ่ายจารีตอำนาจนิยมที่ครองอำนาจในประเทศอยู่ทุกวันนี้จะไม่สามารถจะแก้ปัญหาวิกฤตประเทศทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้ เพราะเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหลายชั้น


- วิกฤตการเมือง ที่การเลือกตั้งได้รับชัยชนะท่ามกลางความกังขาว่าสกปรก มีการใช้เงิน กลโกง ด้วยอำนาจรัฐที่ถืออยู่ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีแนวคิดฝ่ายประชาธิปไตย เสรีนิยมก้าวหน้า เป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ถืออำนาจรัฐกับประชาชนส่วนใหญ่ (ที่ยังสามารถเห็นชอบการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐประหาร จำนวน 21,266,029 คน) ดังนั้นรัฐบาลนี้จะถูกถากถาง เยาะเย้ย ฟ้องร้อง ประท้วงไปตลอด


- วิกฤตเศรษฐกิจ ซ้ำเติมหนักจากวิกฤตหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำเดิมที่มีอยู่ ซ้ำด้วยวิกฤตจากสงคราม จะทำให้วิกฤตเศรษฐกิจหนักหนาซ้ำซ้อนอีก ซึ่งรัฐบาลนี้ (สีน้ำเงิน) ไม่สามารถจะแก้ไขได้ ซ้ำจะยิ่งหนักหนาสาหัสอีก เพราะยังต้องรักษาผลประโยชน์ชนชั้นนำเดิม กลุ่มทุนใหญ่เดิม จะทำให้ไม่กล้ารื้อโครงสร้างผลประโยชน์และรัฐราชการ ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ แม้จะมีไม้ประดับมาเป็นรัฐมนตรีก็ตาม


- วิกฤตสังคม การเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ได้แสดงออกในปัญหาการศึกษาที่คนจนถูกเขี่ยออกนอกระบบ และแม้แต่คนในระบบการศึกษา ทั้งครู อาจารย์ นักเรียน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ล้วนล้าหลังในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ดีกว่าพม่าและเขมรเท่านั้น


ด้านแรงงาน เราอยู่ในยุคผู้สูงอายุ จึงขาดแคลนแรงงานทั้งมีฝีมือและไร้ฝีมือ


การศึกษา อยากได้ปริญญาปลอม ไร้คุณภาพและไม่มีประโยชน์ในตลาดแรงงานที่มีฝีมือ


วิกฤตระบบราชการและหน่วยงาน ทั้งเชิงคุณภาพและทุจริตคอร์รัปชั่นทุกองค์กร และเอื้อประโยชน์ทุนเทาทั่วหน้า


วิกฤตทุนเทา ที่ครองประเทศ ทั้ง Scammer และการฟอกเงินในด้านอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ การค้าประกอบการอื่น ๆ ทำให้ทุนในประเทศล่มจม ล่มสลาย


ในบรรดาวิกฤตต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่ก้าวหน้า


วิกฤตติดหล่มในระบอบศักดินา จารีตอำนาจนิยม เกิดทั้งในท้องถิ่น มวลชน จนถึงระบบราชการ องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม และสำคัญที่นักการเมือง พรรคการเมือง ก็ติดหล่มระบอบศักดินา จารีตอำนาจนิยม จนยากที่จะคาดหวังให้ประเทศหลุดพ้นต่ำตม


วิกฤตประเทศที่เป็นมหาวิกฤตนี้ รัฐบาลและรัฐราชการไทยในระบบจารีตอำนาจนิยมที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา ไม่น่าจะแก้ปัญหาผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แม้แต่ตัวละครเทคโนแครตที่มาชูพลัส ก็ไม่ถนัดในวิกฤตประเทศ วิกฤตสงครามโลกเช่นนี้ ประชาชนที่ไม่เชื่อรัฐบาลอยู่แล้วจะทนไม่ไหว ออกมาประท้วงกันทั่วหน้า คือชะตากรรมประเทศไทย


โดยส่วนตัว ดิฉันไม่เห็นด้วยอย่งยิ่ง กรณีที่พรรคประชาชนทำ MOA กับพรรคน้ำเงิน และได้เตือนล่วงหน้าแล้ว แต่มาถึงบัดนี้ ท่ามกลางความตกต่ำของพรรคฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ประชาชนนอกจากช่วยเตือนสติ (ซึ่งมักจะไม่ฟังประชาชน) ก็ต้องให้กำลังใจ ให้เดินหน้าเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา และบรรดาเจ้าของพรรคก็ต้องยินดียอมรับความผิดพลาดอย่างจริงใจ ไม่ใช่ขอไปที


ให้กำลังใจ จับมือกับประชาชนเดินหน้าต่อไปด้วยความระมัดระวัง การรุกรบของเครือข่ายอำนาจเดิม ถ้าจุดยืนและเป้าหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เวลาของดิฉันมันเหลือสั้น แม้จะเดินทางไกลมายาวนาน แต่เวลาของประชาชนยังยาวนานกว่า รวมทั้งยาวนานกว่าฝ่ายคลั่งอำนาจจารีตนิยม


23 มี.ค. 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วิกฤต #รัฐบาลไทย #พรรคการเมืองไทย

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘เอกภพ’ พร้อม สส. พรรคประชาชน เดินหน้าหารือ สปสช. เสนอแผนปฏิรูประบบบัตรทองกรุงเทพฯ แก้ปัญหาใบส่งตัว-งบไม่พอ-บริการไม่ทันปัญหาสุขภาพคนเมือง


‘เอกภพ’ พร้อม สส. พรรคประชาชน เดินหน้าหารือ สปสช. เสนอแผนปฏิรูประบบบัตรทองกรุงเทพฯ แก้ปัญหาใบส่งตัว-งบไม่พอ-บริการไม่ทันปัญหาสุขภาพคนเมือง


วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นเรื่องระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะปัญหาระบบบัตรทองในกรุงเทพฯ โดยเล่าถึงการร่วมหารือกับ สปสช. วานนี้ (20 มีนาคม 2569) ว่า ตนพร้อมด้วย สส.กรุงเทพฯ จากพรรคประชาชน ประกอบด้วย ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, ปวิตรา จิตตกิจ, ภูริวรรธก์ ใจสำราญ, ธีรัจชัย พันธุมาศ, ภัสริน รามวงศ์, เอกราช อุดมอำนวย, ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และ ชลณัฏฐ์ โกยกุล ร่วมกันเข้ายื่นข้อเสนอต่อ สปสช. เขตกรุงเทพมหานคร เพื่อผลักดันการปฏิรูประบบบัตรทองในกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพจริงของเมืองใหญ่


โดยนายเอกภพ ระบุว่าปัญหาในระบบบัตรทองกรุงเทพฯ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่เป็นปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งการถูกปฏิเสธใบส่งตัว การต้องเดินทางไกลเพื่อไปรักษา หรือบางกรณีต้องควักเงินจ่ายเอง ทั้งที่นี่คือสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับอย่างเป็นธรรม


ระบบบริการสุขภาพในเมืองหลวงต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนลำบากแบบนี้ต่อไป เพราะกรุงเทพฯ มีต้นทุนสูงกว่าหลายพื้นที่ ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าบุคลากร และต้นทุนการให้บริการ แต่กลับยังใช้วิธีคิดงบแบบใกล้เคียงกับทั้งประเทศ ทำให้คลินิกจำนวนมากแบกรับภาระไม่ไหว บางแห่งเริ่มถอนตัวจากระบบ และสุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชน


นายเอกภพระบุว่า ตอนนี้ยังมีคลินิกชุมชนอบอุ่นหลายแห่งกำลังพิจารณายกเลิกสัญญา ซึ่งอาจกระทบประชาชนในระบบบัตรทองมากกว่า 50,000 คน ที่เสี่ยงจะไม่มีหน่วยบริการประจำ และต้องไปรอรับบริการในระบบที่แออัดกว่าเดิม


โดย สส. พรรคประชาชนเสนอให้มีการปฏิรูประบบอย่างจริงจัง 7 ด้าน ทั้งเพิ่มอำนาจให้ สปสช. คุ้มครองสิทธิการส่งต่อผู้ป่วยได้จริง ทบทวนงบเหมาจ่ายรายหัวให้สะท้อนต้นทุนจริงของกรุงเทพฯ แยกงบส่งต่อผู้ป่วยออกจากงบรายหัว จัดทำสัญญากลางระหว่างคลินิกกับโรงพยาบาล ตั้งกลไกตรวจสอบข้อพิพาทเรื่องงบ ยกเลิกการเรียกเงินคืนย้อนหลังในกรณีที่หน่วยบริการทำโดยสุจริต และจัดระบบเครือข่ายบริการให้คลินิกเชื่อมกับโรงพยาบาลประจำเขตอย่างเป็นรูปธรรม


ข้อเสนอหลายอย่างที่พรรคประชาชนผลักดัน เริ่มได้รับการตอบสนองแล้ว เช่น การเพิ่มบทบาทสายด่วน 1330 ในบางกรณี การเสนอเพิ่มงบเหมาจ่ายรายหัว การพัฒนาระบบส่งตัวระหว่างหน่วยบริการ รวมถึงการผลักดันเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์และการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง ตรวจสอบ และนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น


นายเอกภพ ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่กรุงเทพฯ ต้องมีการปฏิรูประบบบริการสุขภาพครั้งใหญ่ และกรุงเทพมหานครต้องมีบทบาทนำมากกว่านี้ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงการรักษาได้จริง ไม่ถูกปฏิเสธสิทธิ และไม่ต้องรู้สึกว่าระบบนี้ทิ้งเขาไว้ข้างหลัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สปสช #บัตรทอง #คนเมือง














“Rights to Miss” Thumb Rights ชวนฟังจดหมายผู้ต้องขังการเมือง พร้อมเขียนส่งความคิดถึงถึงคนในเรือน ด้าน“บุ๊ค Eleven Finger” บอกสำหรับคนที่ถูกขัง จดหมายมีความสำคัญ ตนจะรอรับจดหมายทุกเย็น

 


“Rights to Miss” Thumb Rights ชวนฟังจดหมายผู้ต้องขังการเมือง พร้อมเขียนส่งความคิดถึงถึงคนในเรือน ด้าน“บุ๊ค Eleven Finger” บอกสำหรับคนที่ถูกขัง จดหมายมีความสำคัญ ตนจะรอรับจดหมายทุกเย็น


วันที่ 21 มี.ค. 2569 เวลา 17.00 น. ที่ Arai Arai Home Cafe ถนนไมตรีจิตต์ กลุ่ม Thumb Rights จัดกิจกรรม “Rights to Miss, Night of Share” ชวนประชาชนร่วมรับฟังจดหมายจากผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกส่งออกมาจากเรือนจำและไม่เคยเผยแพร่มาก่อน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมเขียนจดหมายส่งต่อถึงผู้ต้องขัง


กิจกรรมจัดขึ้นบริเวณชั้น 1 ของร้าน เริ่มต้นด้วยการอ่านจดหมายจากผู้ต้องขังทางการเมือง อาทิ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ, กฤษดา, อัฐสิษฏ, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “มานี” เงินตา คำแสน และ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน


จากนั้นเป็นวงพูดคุยถึงความสำคัญของ “จดหมาย” ในฐานะเครื่องมือสื่อสารระหว่างผู้ต้องขังกับโลกภายนอก โดยมีวิทยากร ได้แก่ “บรี” ตัวแทนจาก Amnesty International Thailand และ “บุ๊ค Eleven Finger” อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมอง


“บุ๊ค” กล่าวว่า ระหว่างถูกคุมขัง จดหมายมีความสำคัญอย่างมากต่อสภาพจิตใจ ทำให้รู้สึกเหมือนได้รับการโอบกอดและกำลังใจจากผู้คนภายนอก โดยในแต่ละวันซึ่งแทบไม่มีกิจกรรมให้ทำ ตนจะรอรับจดหมายในช่วงเย็น และนำมาอ่านร่วมกับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ เพื่อแบ่งปันกำลังใจ ซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บจดหมายเหล่านั้นไว้


ด้าน “บรี” ระบุว่า จดหมายเป็นทั้งพื้นที่สื่อสาร การแสดงออก และการยืนยันอุดมการณ์ของผู้ต้องขังทางการเมือง อีกทั้งยังเป็นช่องทางสำคัญในการรับกำลังใจจากคนภายนอก


ในประเด็นอุปสรรคของการส่งจดหมาย “บุ๊ค” ระบุว่า 

เรือนจำมีการเซนเซอร์เนื้อหาบางส่วน ขณะที่ “บรี” สะท้อนว่า เรือนจำยังไม่มีมาตรฐานกลางในการจัดการจดหมาย เช่น การจำกัดจำนวนบรรทัด หรือการกำหนดรายชื่อผู้ติดต่อ โดยบางเรือนจำกำหนดให้ 1 ใน 10 รายชื่อ ต้องเป็นญาติทางสายเลือดเท่านั้น


นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้เขียนจดหมายเพื่อส่งต่อกำลังใจไปยังผู้ต้องขัง และช่วงท้ายของกิจกรรมมีการถ่ายภาพร่วมกัน เพื่อส่งต่อไปยังผู้ต้องขัง ยืนยันว่าพวกเขายังไม่ถูกลืมและยังมีผู้คนภายนอกที่คอยสนับสนุน 


กิจกรรมปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีจาก “บุ๊ค Eleven Finger” และยุติกิจกรรมในเวลาประมาณ 19.10 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สิทธิประกันตัวประชาชน