วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : การเมืองในเวทีรัฐสภาบ่งบอกชัดเจนว่า ขณะนี้อำนาจการเมืองการปกครองประเทศไทยอยู่ใน “ระบอบน้ำเงินแท้”

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : การเมืองในเวทีรัฐสภาบ่งบอกชัดเจนว่า ขณะนี้อำนาจการเมืองการปกครองประเทศไทยอยู่ใน “ระบอบน้ำเงินแท้”


เรื่องการนิรโทษกรรม คดีอาญามาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องที่จะช่วยคนพวกใด? จำนวนเท่าใด? หรือบุคคลใด?  แต่เป็นปัญหาหลักการว่า จะสร้างสังคมสันติสุขในประเทศได้อย่างไร?


แม้กระทั่งรูเล็ก ๆ ที่อาจเปิดช่องให้เยาวชนต่ำกว่า 18 ปี มีโอกาสได้รับนิรโทษกรรม ในกรณีผิดมาตรา 112 ก็ถูกปิดสนิทด้วยเสียงวุฒิสมาชิก (ปลอม) เป็นข้อสรุปว่า กำแพงมาตรา 112 ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงเวลาหวาดกลัวสงครามเย็น และการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทสไทย โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฯ ปี พ.ศ. 2519 หลังการทำรัฐประหาร แล้วออกคำสั่งที่ 41 เพิ่มโทษฐานความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากไม่มีโทษขั้นต่ำ ไปสู่โทษขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูงจากเดิม 7 ปี เป็น 15 ปี ถูกนำมาใช้จนบัดนี้นั้น กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้จะมีการออกคำสั่งนายกฯ 66/23 ในปี พ.ศ. 2523 และการยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ปี พ.ศ. 2542 แล้วก็ตาม ก็ยังมีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐฯ ไม่ยอมให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังเวลาผ่านมาแล้ว 50 ปี โจทย์ความมั่นคงตัวจริงเปลี่ยนไปจากเดิมในยุคสงครามเย็น กลายเป็นการตั้งโจทย์ใหม่ ผู้เป็นปฏิปักษ์ความมั่นคงของรัฐที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์


เมื่อมีปรากฏการณ์ใหม่ตั้งแต่ยุค พ.ศ. 2549 โดยที่ผู้คนและพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก ต้องเป็นฝ่ายที่แสดงออกถึงการรักษาระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเดิมของระบอบน้ำเงินแท้  หาไม่จะกลายเป็นปฏิปักษ์กับความมั่นคงของรัฐทั้งสิ้น  แนวคิดการปฏิรูปการเมือง  การปฏิรูปกองทัพ  การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์  และแม้แต่ความเปลี่ยนแปลงให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจริงโดยสันติ  ก็กลายเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ไป  จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือสำคัญในการลงโทษ  คือกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดอื่น ๆ ประกอบ  โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นแม่บทใหญ่ในการควบคุมประเทศ ที่ รวมทั้งมี กอ.รมน. ที่ขยายบทบาทร่วมเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” การขับเคลื่อนต่อสู้กับความขัดแย้งทางสังคมในปัจจุบัน  โจทย์จึงเปลี่ยนจากเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์มาเป็ฯเกลียดกลัวทุนสามานย์ แล้วมาเป็นเกลียดกลัวการปฏิรูปประเทศ  และการได้รับความนิยมของประชาชนจากพรรคการเมืองใหม่  เพราะ “เหลือง-แดง-น้ำเงิน” ได้ร่วมกัน กลายเป็นกลุ่มจารีตนิยม  เพื่อรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเดิม (น้ำเงินแท้)  จึงได้ร่วมกันโหวตให้ได้สังคมสันติสุขเฉพาะคนแก่ชราในอดีตที่หันมาจูบปากกันแล้ว  กลับมาเป็นปฏิปักษ์กับคนหนุ่มสาวและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง/ปฏิรูปประเทศเพื่ออนาคตของพวกเขา


นี่จะต้องรอให้คนเหล่านี้ตายให้หมดก่อนหรือยังไงถึงจะมีสังคมสันติสุข


นี่ก็ฉิบหายทั้งประเทศเพิ่มทุกวัน  ยังไม่พออีกหรือ???


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรมประชาชน #มาตรา112 #พรบเสริมสร้างสังคมสันติสุข