‘วีระยุทธ’ ติง ครม. ทำงานไม่เป็น ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนผิดซ้ำซาก
ไม่เข้าใจหัวอกเกษตรกร - ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยผีไปแล้ว 8
แสนล้าน ไร้มาตรการคุมผลกระทบ
วันที่
22 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และ รองหัวหน้าพรรคประชาชน
พร้อมด้วยกรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชน
แถลงแสดงความกังวลต่อกรณีการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
และผลกระทบของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสะท้อนการทำงานของรัฐบาลที่ไม่รอบคอบและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน
วีระยุทธกล่าวถึงหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ว่า การที่ผู้มีรายได้น้อยถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพียงลำพัง
แต่เกิดจากการทำงานของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เนื่องจากเกณฑ์รอบใหม่ผ่านความเห็นชอบจาก
ครม. เมื่อวันที่ 14
กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมไม่ได้พิจารณาอายุรถยนต์
รถจักรยานยนต์ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
ก็ไม่ได้ตรวจสอบจำนวนผู้พิการให้แม่นยำ ทั้งนี้ นี่เป็นการปรับเกณฑ์ครั้งที่สอง
หลังครั้งแรกมีปัญหาสิทธิลดหย่อนภาษีกระทบสิทธิบิดามารดา
แต่ยังพบความบกพร่องเช่นเดิม
วีระยุทธ
ยกตัวอย่างกรณีเกษตรกรซึ่งสะท้อนความไม่เข้าใจและการทำงานไม่ละเอียดของคณะรัฐมนตรีคือ
เกณฑ์ถือครองที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ ไม่สะท้อนความเป็นจริงของภาคเกษตร
เพราะสำมะโนการเกษตรปี 2566 ระบุว่าเกษตรกรไทยถือครองที่ดินเฉลี่ย
17.4 ไร่ และกว่าร้อยละ 60 มีที่ดินตั้งแต่
10 ไร่ขึ้นไป ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่ได้รับสิทธิ
ทั้งที่ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิมีผลตอบแทนสุทธิเพียง 1,386 บาทต่อไร่
ถือครองที่ดิน 10 ไร่ ก็มีรายได้เพียง 13,860 บาท หรือราวร้อยละ 14 ของเกณฑ์รายได้ 100,000
บาท
ส่วนเกณฑ์หนี้สินไม่เกิน
100,000 บาท ก็ไม่สอดคล้องความเป็นจริง
เพราะครัวเรือนเกษตรกรไทยมีหนี้สินเฉลี่ยถึง 198,038 บาท
แม้ไม่รวมหนี้เพื่อการเกษตรก็ยังเฉลี่ย 126,891 บาท
เกินเกณฑ์ สะท้อนว่ารัฐบาลมีข้อมูลแต่ไม่ได้นำมาพิจารณารอบด้าน
วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลใช้ข้อมูลจากหลายกระทรวงประกอบการพิจารณา
และยกเลิกเกณฑ์แบบผิดข้อเดียวตัดสิทธิ์ทันที เช่น
กรณีมีรถจักรยานยนต์เพียงคันเดียว โดยปรับเป็นระบบให้คะแนนองค์รวม
ถัวเฉลี่ยคะแนนลบกับคะแนนบวก เช่น รายได้เป็นศูนย์หรือภาระดูแลผู้สูงอายุ
เพื่อให้ผู้เดือดร้อนจริงยังได้รับสิทธิ แม้มีเงื่อนไขทางเทคนิคบางประการไม่ผ่านเกณฑ์ปกติ
ประเด็นดาต้าเซ็นเตอร์ วีระยุทธกล่าวถึง การที่ รมว. เอกนิติสั่งทบทวนเกณฑ์สนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ ก็มีลักษณะทำนองเดียวกันกล่าวคือ กำหนดให้ผู้ขอลงทุนใหม่ต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำ ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงรายงาน EIA และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม แต่เกณฑ์นี้ใช้เฉพาะคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รอบใหม่ โครงการที่ผ่านมายังไม่ต้องปฏิบัติตาม ไตรมาสแรกปี 2569 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสรวม 57 โครงการ มูลค่า 8.7 แสนล้านบาท
วีระยุทธแสดงความกังวลว่า
มูลค่าลงทุนที่สูงนำไปสู่การนำเข้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก จนช่วง 5 เดือนแรกของปี
2569 ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 875,295 ล้านบาท
สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องมูลค่าเพิ่มในประเทศ
การจ้างงานที่น้อยเมื่อเทียบกับเงินลงทุน และผลกระทบต่อน้ำไฟฟ้า โดย EEC ใช้น้ำไปแล้วร้อยละ 73 ระยองไม่มีน้ำเหลือ
ชลบุรีเหลืออีกร้อยละ 14 และฉะเชิงเทราเหลืออีกร้อยละ 56
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลวางแผนจัดหาน้ำไฟฟ้าให้เพียงพอโดยไม่ผลักภาระประชาชน
ควบคุมมลพิษอย่างรัดกุม กำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน (ค่า PUE) และให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนี้
ทั้งนี้
กรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและ Data Center สะท้อนปัญหาการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพของรัฐบาล
และการขาดความเข้าใจต่อผลกระทบที่ประชาชนต้องเผชิญ
หากรัฐบาลจะทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการเป็นครั้งที่สามก็ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ
ใช้ข้อมูลที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร
และใช้การประเมินจากหลายปัจจัยร่วมกัน แทนการตัดสิทธิด้วยเกณฑ์เพียงข้อเดียว
ด้าน
สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ
ระบุว่ารัฐควรทบทวนหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณเพื่อให้สวัสดิการตรงถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ารัฐบาลขาดความรอบคอบ คิดนโยบายแบบชักเข้าชักออก
และระบบคัดกรองยังมีข้อบกพร่องจากการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่แนวทางแก้ไขที่รัฐบาลเสนอ เช่น การให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ไปใช้โครงการ
‘ไทยช่วยไทย พลัส 60:40’
ก็ไม่ตอบโจทย์
เพราะผู้เดือดร้อนจำนวนมากอาจไม่มีเงินแม้แต่ที่จะจ่ายในส่วน 40% แรกด้วยซ้ำ
นอกจากนี้
แม้รัฐบาลจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์และจัดตั้งศูนย์ One Stop Service แล้ว
แต่ก็ยังคงเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องพิสูจน์ความยากจนของตนเอง
ทั้งที่ผู้เดือดร้อนจำนวนมากอาจเข้าไม่ถึงระบบอุทธรณ์หรือบริการของรัฐ
พรรคประชาชนเห็นว่าภาระการพิสูจน์ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว
และควรบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อยืนยันสิทธิของประชาชนแทนการให้ผู้เดือดร้อนต้องวิ่งดำเนินการด้วยตนเอง
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




