‘ณัฐพงษ์’ ขึ้นเหนือ ติดตามการแก้ปัญหาอุทกภัยหลังวิกฤตพายุวิภา
ชี้รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สู่การบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ
วันที่
13 กรกฎาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดน่าน
เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุทกภัย
หลังจังหวัดน่านเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่จากอิทธิพลของพายุวิภาเมื่อปีที่ผ่านมา
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการตรวจสอบว่ารัฐบาลได้เปลี่ยนบทเรียนจากวิกฤตครั้งนั้นให้กลายเป็นแผนป้องกันอุทกภัยระยะยาวที่มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง
ณัฐพงษ์กล่าวว่า
ปัญหาน้ำท่วมของภาคเหนือโดยเฉพาะในจังหวัดน่านไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ
นี้ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน
หากทุกปีรัฐบาลยังใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ
มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น
ประเทศก็จะต้องกลับมาเผชิญวงจรเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่สำคัญคือ
อุทกภัยในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จังหวัดน่านเท่านั้น
แต่อีกหลายพื้นที่ในทุกภูมิภาคก็ยังเจอปัญหาซ้ำ ๆ โดยปราศจากแผนป้องกัน
ราวกับว่าไม่เคยนำความเสียหายในครั้งก่อนมาทบทวนอย่างจริงจัง
การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งหาคำตอบเฉพาะว่าน้ำท่วมเพราะอะไร
แต่ต้องการตรวจสอบว่ารัฐบาลมีข้อมูลเพียงพอหรือไม่ในการตัดสินใจใช้งบประมาณ
และทุกโครงการที่กำลังจะดำเนินการสามารถลดความเสี่ยงของทั้งลุ่มน้ำน่านได้จริงหรือไม่
จุดแรกของการลงพื้นที่คือฝายธงน้อย
หนึ่งในโครงสร้างที่ประชาชนและนักวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า
อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก
โดยฝ่ายค้านจะติดตามข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย
ทั้งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ
ไม่ใช่ความเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ณัฐพงษ์เห็นว่า
ก่อนที่รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อดำเนินโครงการใด
ประชาชนควรได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่าโครงการนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมได้มากน้อยเพียงใด
และควรมีการศึกษาเปรียบเทียบโดยหน่วยงานอิสระ ทั้งในกรณีที่มีโครงการและไม่มีโครงการ
เพื่อให้การตัดสินใจใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
นอกจากการตรวจสอบฝายธงน้อยแล้ว
ยังลงพื้นที่อำเภอเวียงสา เพื่อติดตามปัญหาระบบระบายน้ำ ประตูระบายน้ำที่ชำรุด
การบริหารจัดการลำน้ำ และปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาของประชาชน
พร้อมรับฟังข้อเสนอจากชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะจุดที่เกิดเหตุ
ณัฐพงษ์ย้ำถึงภาพรวมว่า
สิ่งสำคัญที่สุดของคนน่านในวันนี้คือแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ
กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทุกหน่วยงาน
มีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ
รู้ขีดความสามารถในการรองรับน้ำของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน และใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานในการลงทุนทุกโครงการของรัฐ
“บทเรียนจากพายุต้องนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเงินเยียวยาหลังน้ำลด
แต่ต้องการความเชื่อมั่นว่าจะไม่เผชิญความเสียหายแบบเดิมซ้ำอีกในปีต่อ
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน











