วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ สรุปงบฯ 70 ไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นอนาคตประเทศ ไร้วิสัยทัศน์ ชี้จัดผิดที่ผิดทาง ไม่ลงทุนอนาคต ไม่ช่วยไทย แต่ช่วยค้ำรัฐบาลสีน้ำเงิน

 


‘ณัฐพงษ์’ สรุปงบฯ 70 ไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นอนาคตประเทศ ไร้วิสัยทัศน์ ชี้จัดผิดที่ผิดทาง ไม่ลงทุนอนาคต ไม่ช่วยไทย แต่ช่วยค้ำรัฐบาลสีน้ำเงิน


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยในช่วงสุดท้ายก่อนการลงมติในวาระที่หนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงภาพรวมของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา


โดยณัฐพงษ์ระบุว่า อยากชวนให้ทุกคนทบทวนและถามตัวเองดู ว่า 3 วันที่ผ่านมาที่สภาได้พิจารณางบประมาณร่วมกัน ทุกคนรู้สึกอย่างไร และมองเห็นภาพอะไรบ้าง การตอบชี้แจงของ ครม. ทำให้รู้สึกว่ามีความหวัง ชีวิตมีความมั่นคง ประเทศนี้มีอนาคตหรือไม่ ฉายภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจนหรือไม่ว่าภายในปีหน้าหรือ 4 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ ทิศทางหรือทางออกของประเทศเป็นอย่างไร ณัฐพงษ์ตอบในส่วนของตนเองว่า ยังไม่รู้สึกและเห็นภาพเช่นนั้น จึงทำให้ต้องตั้งคำถามว่างบประมาณฉบับนี้จัดมาเพื่อใคร มีผลประโยชน์บางอย่างที่ซับซ้อนอยู่กับกลุ่มบุคคลที่กำลังเป็นเสาค้ำจุนให้กับรัฐบาลอยู่หรือไม่


ขณะนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้รัฐต่อ GDP ที่ต่ำมาก อยู่ที่ราว 14-15% ต่อ GDP รัฐบาลยังไม่สามารถฉายภาพให้เห็นได้เลยว่าอะไรคือทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลบอกว่ามีความตั้งใจในการลงมือผ่าตัดเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณปีนี้เป็นปีแรก แต่ก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่กลัวคือรัฐบาลกำลังจะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ โดยที่ภาพปลายทางไม่ตรงกัน เช่น ในเรื่องของงบประมาณการกระจายอำนาจ แม้จะตัดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดออกไป 22,000 ล้านบาท แต่กลับไปลงถึงท้องถิ่นเพียงแค่ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลยังบอกว่าเลือกที่จะกู้ชดเชยการขาดดุลไม่เต็มกรอบ แต่นั่นก็เป็นเพราะตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะฯ มาตรา 21 กรอบการกู้ชดเชยการขาดดุลเท่ากับ 20% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี บวกกับ 80% ของส่วนที่ใช้คืนต้นเงินกู้ แต่คำถามคือแล้วรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เฉพาะในส่วน 200,000 ล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทำไม ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและส่งผลถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย


รัฐบาลเพิ่งออกมาระบุว่ามีแผนที่จะใช้เงิน 200,000 ล้านบาทในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไปกับการอุดหนุนให้เกิดการใช้รถ EV ทั้งที่เงินอุดหนุนนี้บรรจุอยู่ในเล่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ แต่ทำไมถึงไม่ทำ คำตอบไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่เพราะกฎหมายวินัยการเงินการคลังบังคับให้รัฐบาลทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้ารัฐบาลจะกู้ ต้องกู้มาเพื่อใช้กับรายจ่ายลงทุน รัฐบาลไม่สามารถกู้มาเพื่อเอาใช้กับรายจ่ายประจำได้


ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลไม่มีโครงการในหัว โฆษณาไว้ว่าตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปได้จำนวนมาก แต่ก็รวมถึงงบลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท แล้วยังไม่ได้เป็นการตัดงบลงทุนที่ไม่จำเป็นเพื่อเอาไปลงทุนกับสิ่งที่จำเป็นด้วย ก็ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่


นอกจากนี้ที่รัฐบาลบอกว่าปีนี้เริ่มทำ Zero-based Budgeting แล้ว เป็นสิ่งที่ดีและตนเห็นด้วย แต่ถ้าลงไปดูในรายละเอียดงบประมาณปี 2570 เฉพาะในส่วนของแผนยุทธศาสตร์และแผนบูรณาการ กว่า 90% เป็นโครงการจากงบประมาณปี 2569 สิ่งที่เราอยากเห็นคือการที่รัฐบาลลงมือจัดงบประมาณจริงด้วยตัวเอง ให้เห็นโครงการที่รัฐบาลริเริ่มทำเองและตอบโจทย์ของประเทศ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของชาติ รัฐบาลสัญญาแล้วสัญญาอีกว่าเบี้ยเด็กเล็กจะให้ถ้วนหน้า แต่ก็ยังไม่ให้ 


“วันนี้รัฐบาลกำลังจะจัดงบสวัสดิการให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางแบบคนละครึ่ง ‘คนละครึ่ง’ ในที่นี้ไม่ได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขคนละครึ่งกับประชาชน แต่ตัดงบเขาออกไปครึ่งหนึ่ง จากสิทธิที่เขาควรจะได้รับต่อหัวเต็มจำนวน”


จากภาพอนาคตของชาติที่ยังมองไม่เห็น มาสู่ความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ วันนี้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพียงไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด งบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมลดลงจากปี 2569 ถึง 5% กรณีสารพิษในแม่น้ำก็ไม่มีแผนงานและงบประมาณที่ชัดเจน แล้วยังมีปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำที่อาจเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนบางส่วน แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ตั้งงบประมาณด้านนี้ไว้แม้แต่บาทเดียว


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การจัดงบประมาณเช่นนี้ คนที่รู้สึกว่ามีความมั่นคง ได้รับงบประมาณเสมอต้นเสมอปลายมีเพียงแค่คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น องค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง อย่าง ป.ป.ช. ที่ได้รับงบประมาณสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มีฟิตเนสและสระว่ายน้ำระดับโอลิมปิก 747 ล้านบาท


ในด้านความหวังของคนในประเทศนี้ เกษตรกรทุกวันนี้ต้องเจอกับผลผลิตทางการเกษตรนำเข้าที่ล้นทะลักมากดราคาสินค้าเกษตรในประเทศให้ตกต่ำ ต้นทุนก็สูงขึ้น ต้องเจอภัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่งบประมาณในการพาเกษตรกรออกจากวิกฤตเหล่านี้ยังมองไม่เห็น ทั้งที่รัฐบาลควรต้องจัดงบประมาณไปช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤต และรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตไม่ให้ตกต่ำ 


เช่น การลงทุนตรวจวิเคราะห์ดินให้เกษตรกรสามารถเติมปุ๋ยได้ตรงกับค่าดิน พื้นที่ 1 ล้านไร่ลดต้นทุนเกษตรกรได้ 1,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณเพียง 600 ล้านบาท คืนทุนได้ภายในปีแรก หรือการจัดงบประมาณแบบกระจายอำนาจ ไปเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นหาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 1 ล้านไร่ ใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาทในปีแรก แต่จะช่วยลดความเสียหายจากภัยแล้งได้ถึงปีละ 2,700 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี หรือการลงทุนกับการสร้างห้องเย็นและเครื่องจักรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและดูดซับผลผลิตล้นเกิน อาจต้องใช้งบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทในปีนี้ แต่จะช่วยลดความสูญเสียจากผลผลิตที่ล้นเกินได้ถึงปีละ 1,000-2,000 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี แล้วช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุดด้วย


ส่วนของผู้ประกอบการ SME ณัฐพงษ์กล่าวว่า ส่วนมากอยู่ในสภาวะที่ไม่ตายแต่ก็ไม่โต รายได้ที่หามาทั้งหมดต้องใช้ไปกับหนี้และรายจ่ายประจำ ไม่เหลือเงินลงทุนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้า เมื่อดูงบประมาณเอสเอ็มอีในปีนี้ ก็ยังเป็นการจัดแบบ ‘ไม่พอ’ ทั้งที่ปัญหาใหญ่มากแต่จัดงบประมาณกระจายไปในหลายหน่วยงานไว้เพียง 18,000 ล้านบาท ‘ก่อไม่เกิด’ เพราะแทนที่จะจัดสรรอย่างพุ่งเป้า กลับกระจายไปอยู่ใน 44 หน่วยงาน และ ‘เปิดไม่หมด’ เพราะเปิดให้คนมาลงทะเบียนร่วมในโครงการไทยช่วยไทย+ ไม่หมด ยังไม่นับว่ามีเงินในกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ตอนนี้รัฐบาลเอาไปดองอยู่ 5,000 ล้านบาท แต่ก็ยังขอเพิ่มจากสภาไปเติมอยู่ทุกปี


ขณะที่การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ กินสัดส่วนถึง 10% ของจีดีพีประเทศไทย แต่ประเทศไทยก็มีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่สิ่งที่เห็นคืองบประมาณที่ถูกจัดสรรเพื่อส่งเสริมยานยนต์อีวี รวมกันแล้ว 4,000 ล้านบาท อันดับหนึ่งคือเงินอุดหนุนให้ค่ายรถอีวี 3,500 ล้านบาท อีกสองก้อนคือเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนเพื่อพัฒนาคนให้มีทักษะ รวมกันแค่ 400 ล้านบาท หรือ 10% เท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าตัดงบลงทุนไปกว่า 70,000 ล้านบาท กำลังช่วยรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่สิ่งที่ตนเห็นคือการจัดงบประมาณที่ผิดฝาผิดตัว ไม่ตรงจุดอย่างที่ประเทศต้องการ สิ่งที่ควรเป็นคือการจัดสรรงบประมาณที่ถูกตัดออกไป ไปยังหน่วยงานที่ถูกต้องในโครงการที่ถูกต้อง แต่ในงบปี 2570 หน่วยงานที่ได้เพิ่มมา หากไม่นับงบกลาง งบใช้หนี้ เงินกองทุนหมุนเวียน และเงินอุดหนุนกองทุนประกันสังคม สองอันดับแรกที่ได้งบประมาณเพิ่มมาสูงสุดคือกระทรวง DE ที่ได้เพิ่มมาถึง 30% และส่วนราชการในพระองค์ ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 6.8% 


“การจัดสรรงบประมาณเป็นภาระความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง ในขณะที่พื้นที่ทางการคลังของประเทศหดแคบลง ในขณะที่ประเทศเผชิญวิกฤตหลายอย่าง ในขณะที่ประชาชนยังมองไม่เห็นความหวังจากการจัดสรรงบประมาณใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งที่เขาอยากเห็น งบประมาณมันถูกเอาไปจัดสรรเพิ่มในสิ่งที่จำเป็นลงทุนเพื่อสร้างอนาคต รัฐบาลกลับเลือกที่จะเอามาใส่ในกระทรวง DE” 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินในงบประมาณเสมอไป เช่น การลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รัฐบาลสามารถใช้เงินจากรัฐวิสาหกิจและกองทุนต่างๆ หรือแม้แต่เงินจากภาคเอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงโครงสร้างพลังงาน ให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนสมาร์ทกริดได้ โดยใช้เงินเพียง 400,000 ล้านบาทภายใน 12 ปี ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อีวีและอุตสาหกรรม AI ด้วย


ส่วนเรื่อง AI ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลมีและเจ้าของโมเดล AI ต่างชาติไม่มีแน่นอน ก็คือข้อมูลที่อยู่ในกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ และกฎกระทรวงต่างๆ ที่กำหนดกระบวนการภายในของระบบราชการไทยทุกอย่าง จะดีแค่ไหนถ้ามี AI ภาครัฐที่เข้าใจกฎหมายของประเทศไทยทุกฉบับ ถ้าประเทศไทยมีโมเดล AI ที่เข้าใจกระบวนการและภาษาระบบราชการทั้งหมด ต่อไปก็จะสามารถประหยัดงบประมาณในการจ้างบริษัทซอฟต์แวร์มาเขียนโค้ดให้กับภาครัฐได้อย่างมาก


“อุตสาหกรรม AI เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ เป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นภาพในหัวของตัวแทนรัฐบาล ว่าท่านมีภาพในหัวอย่างไรบ้าง อุตสาหกรรมแบบไหนเดินไปในทิศทางไหน ที่มันตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก อยากให้ท่านมาฉายภาพต่างๆ เหล่านี้ให้พวกเราเห็นหน่อย จะได้มาดูได้ครับว่าตกลงแล้วภาพในหัวของท่านมันสะท้อนอยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้หรือเปล่า”


นอกจากนี้ ภาคการเกษตร ภาคการประมง อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปเป็นการทูต การทูตของประเทศไทยในอนาคตจะต้องเป็นการทูตที่ยึดโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระเบียบโลกใหม่จะทำอย่างไรที่ใช้ประโยชน์ทางการทูตดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ถูกต้อง เพื่อทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองในโลก


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าสามวันที่ผ่านมาตนไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย ทำให้ได้ข้อสรุปว่างบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่งบประมาณที่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ลงทุนกับอนาคตของประเทศ ไม่ได้มองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อยมากพอ เพราะเป็นงบประมาณที่เงินจำนวนมากกำลังถูกจัดสรรผิดที่ ส่งตรงไปยังโครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่มเป็นเจ้าของและมีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลหรือไม่ และกำลังถูกจัดสรรไปยังองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่อยากแตะต้องหรือไม่ หรือจงใจหลีกเลี่ยงไม่ใช้เงินในงบประมาณ แต่ไปออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพราะสภาควบคุมไม่ถึงหรือไม่ 


“ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมมาตั้งให้ทุกท่านเห็น ว่าทำไมพวกเราถึงมองว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายงบ70  #พรบงบประมาณ #งบ70