วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“โรม” เผย กมธ.กฎหมายฯ พบพิรุธหลายจุด “คดีน้องเมย” ยังไม่สรุปผล เตรียมเรียกสอบเพิ่ม ชี้คำวินิจฉัยตำรวจ ‘ไม่เสื่อมเสีย’ ขัดสามัญสำนึก

 


“โรม” เผย กมธ.กฎหมายฯ พบพิรุธหลายจุด “คดีน้องเมย” ยังไม่สรุปผล เตรียมเรียกสอบเพิ่ม ชี้คำวินิจฉัยตำรวจ ‘ไม่เสื่อมเสีย’ ขัดสามัญสำนึก


วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยมี รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณี ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารถูกลงโทษจนเสียชีวิต และมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยและจริยธรรมต่อผู้ก่อเหตุ รวมทั้งมาตรการคุ้มครองสิทธิให้แก่ผู้เสียหาย โดยมี สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่ของผู้เสียชีวิต เป็นผู้ร้องเรียน


รังสิมันต์กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้แบบ 100% แต่ก็มีจุดที่เป็นข้อสังเกตหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่แม่ของผู้เสียชีวิตได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.พญาไท ก็ปรากฏว่าอัยการศาลทหารมีคำสั่งไม่ส่งฟ้อง แล้วส่งกลับมาที่ สน.พญาไท ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ซึ่งทาง สน.พญาไท ได้ทำหนังสือแจ้งมาในเดือนกรกฎาคม โดยลายเซ็นในการรับหนังสือก็ไม่ใช่ลายเซ็นของแม่ของผู้เสียชีวิตที่ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี


ประเด็นต่อมาคือ ข้อเท็จจริงหลายอย่างที่อยู่ในการครอบครองของสถานีตำรวจภูธรบ้านนา ผู้กำกับสถานีตำรวจไม่สามารถตอบคำถามอะไรได้ อาจเป็นเพราะไม่ได้เป็นผู้ทำคดีเอง แต่ตนมองว่าอาจไม่เกี่ยว เพราะข้อเท็จจริงต่างๆ จะต้องเป็นไปตามเอกสาร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับดำเนินการเหมือนกับว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีความสำคัญ ก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง


รวมถึงคุณสมบัติของผู้ที่เป็นตำรวจ ในเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาออกมาว่ามีความผิด มีโทษจำคุก 4 เดือน ถึงแม้จะรอลงอาญา แต่จากการฟังข้อมูลชี้แจงในวันนี้ก็ไม่ได้มีการระบุว่าจะต้องติดคุกจริงหรือไม่ ซึ่งตนก็จะมีการเรียกประชุมในประเด็นดังกล่าวอีกครั้งเพื่อสร้างความกระจ่าง


ส่วนประเด็นที่มีการดำเนินคดีกับนักเรียนเตรียมทหาร 2 คน และนายแพทย์ ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในสถานีตำรวจภูธรบ้านนา และมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น จำเป็นที่จะต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากพระธรรมนูญศาลทหารต่อไป เพราะในวันนี้ก็ยังไม่ได้รับข้อเท็จจริงถึงเหตุและผลที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์เกิดอะไรขึ้น


รังสิมันต์กล่าวว่า ทุกอย่างมีพิรุธหมด แต่สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดคือ การที่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่ทาง ตร. ได้ตั้งขึ้นมา วินิจฉัยว่าตำรวจที่ศาลทหารได้พิพากษาให้มีโทษจำคุก เป็นผู้ที่ไม่เสื่อมเสีย ซึ่งการทำร้ายร่างกายผู้อื่นก็ไม่สามารถตีความเช่นนั้นได้ ตนมองว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวขัดกับสามัญสำนึกของวิญญูชน แต่ในเชิงข้อกฎหมายก็ต้องดูกันต่อไป อย่างที่ถกเถียงกันว่า การที่ศาลทหารได้พิพากษาให้มีความผิดและมีโทษจำคุก น่าจะเพียงพอแล้วหรือไม่ ในเรื่องของการพิจารณาคุณสมบัติของนายตำรวจผู้นี้


การประชุมของกรรมาธิการจะมีการนัดต่อไป เนื่องจากมีข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ต้องรับฟัง ซึ่งตนเชื่อว่าข้อเท็จจริงส่วนใหญ่เข้าสู่การพิจารณามากพอสมควรแล้ว อาจเหลือเพียงบางส่วน จึงน่าจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะขอมติ หรือสรุปแนวทางของคณะกรรมาธิการว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป


โดยในวันนี้ต้องยอมรับว่า ในส่วนของข้อเท็จจริงเรื่องอวัยวะสำคัญ สำหรับตนมองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ไม่มีการแจ้งให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทราบ แค่พยายามคิดว่า หากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นกับตน ก็ไม่สามารถรับได้


รวมไปถึงประเด็นของกระเพาะปัสสาวะว่ามีอยู่หรือไม่อย่างไร ซึ่งทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เหมือนจะยังไม่ทราบ โดยในหลายประเด็นหากพิจารณาเรื่องดังกล่าวจากทั้งสองฝ่าย ก็ต้องยอมรับว่ามีพิรุธบางอย่าง เพียงแต่ว่ากำลังต้องรับฟังอย่างเป็นธรรมว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นในกระบวนการตรงไหน และความผิดพลาดดังกล่าวเป็นความผิดพลาดเชิงกระบวนการ หรือเป็นความผิดพลาดที่มีความจงใจให้เกิดขึ้น


สำหรับคดีที่ สน.พญาไท มีข้อสรุปว่ามีคำสั่งไม่ฟ้องแพทย์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งก็ยังไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยสามารถรับฟังได้เพียงอย่างเดียวว่า ทาง สน.พญาไท และอาจรวมถึงอัยการศาลทหาร เชื่อในข้อมูลของแพทยสภา ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่าประเด็นที่แพทยสภาวินิจฉัยนั้นมีการถามกันอย่างไร เพราะต้องดูคำถาม จึงจะดูคำตอบได้ ในวันนี้สิ่งที่ตนเห็นมีแต่คำตอบ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ถามไปนั้นถามอย่างไร ก็คงจะได้พิจารณาอีกสักครั้ง


สำหรับข้อสังเกตที่ว่า คณะกรรมการสอบที่มี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง มีข้อสังเกตอย่างไรบ้างนั้น รังสิมันต์คิดว่าประเด็นที่ค่อนข้างแปลก คือเมื่อคำวินิจฉัยออกมาว่าเป็นบุคคลที่ไม่เสื่อมเสีย และผู้ชี้แจงได้ชี้แจงว่าต้องดูเป็นรายกรณี โดยที่จริงแล้วควรจะมีบรรทัดฐาน โดยปิดหน้าปิดชื่อ และพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ หากแต่ละคนมีพฤติกรรมที่คล้ายกัน ก็ต้องตัดสินหรือวินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกัน


แต่ปัญหาคือ สิ่งที่ยังไม่สามารถตอบได้คือ เมื่อพิจารณาเป็นรายกรณี หมายความว่าดูชื่อก่อนหรือไม่ ซึ่งตนก็ไม่มั่นใจ ดังนั้น การที่มีคำวินิจฉัยว่าไม่เสื่อมเสีย โดยที่ไม่มีเหตุผลหรือน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพฤติกรรม หรือข้อเท็จจริงที่ศาลได้วินิจฉัยไว้ จะให้รับฟังแล้วเห็นคล้อยตามก็คงเป็นไปได้ยาก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการกฎหมาย #คดีน้องเมย #นักเรียนเตรียมทหาร