วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านผนึกกำลัง สว. ทวงถามประธานรัฐสภา จี้ส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระฟัน ป.ป.ช. ปมคดีซุกหุ้น "ศักดิ์สยาม"

 


ฝ่ายค้านผนึกกำลัง สว. ทวงถามประธานรัฐสภา จี้ส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระฟัน ป.ป.ช. ปมคดีซุกหุ้น "ศักดิ์สยาม"


วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา และคณะ แถลงข่าวทวงถามความคืบหน้าจากประธานรัฐสภา กรณีการเข้าชื่อกล่าวหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


นายพริษฐ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนรวมกว่า 140 คน ได้อาศัยสิทธิตามกลไกของรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เข้าชื่อกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการยกคำร้องคดีซุกซ่อนหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งได้ยื่นรายชื่อและคำร้องดังกล่าวต่อประธานรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลักประกอบด้วย


ประการแรก การดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง ซึ่งมีรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดคือการละเว้นหรือเลือกที่จะไม่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเชิงลึก ทั้งที่ปรากฏพฤติกรรมซึ่งบ่งชี้ว่ามีการซุกซ่อนหุ้นหรือการใช้บุคคลอื่น (Nominee) ถือครองหุ้นแทน


ประการที่สอง การใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างร้ายแรง


ประการที่สาม การมีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ


และประการสุดท้ายคือ การละเว้นการตรวจสอบข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฐานความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 126


ทั้งนี้ ในเชิงกระบวนการหลังจากยื่นข้อกล่าวหา ประธานรัฐสภามีทางเลือก 2 ทาง คือ การตัดสินใจส่งคำร้องต่อไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระมาไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหา หรือทางเลือกที่สองคือการปัดตกคำร้องและตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ


ซึ่งการแถลงข่าวในวันนี้มีจุดประสงค์เพื่อทวงถามความคืบหน้าผ่าน 2 คำถามสำคัญ คือ ประธานรัฐสภาจะตัดสินใจเมื่อใด และจะตัดสินใจอย่างไร สำหรับคำถามแรก แม้ในทางกฎหมายหรือข้อบังคับจะไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการตัดสินใจของประธานรัฐสภาไว้ แต่หากเทียบเคียงกับการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ สว. บางส่วนเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะนั้น


เพื่อกล่าวหา ป.ป.ช. กรณีการรับสินบนทองคำ พบว่าประธานศาลฎีกามีคำสั่งตั้งคณะไต่สวนอิสระในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียง 41 วัน เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกรณีนี้ที่ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน จนถึงปัจจุบันล่วงเลยมาแล้ว 33 วัน จึงขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาตัดสินใจให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงการปิดสมัยประชุมสภาพอดี


ส่วนคำถามที่ว่าประธานรัฐสภาจะตัดสินใจอย่างไรนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ประธานรัฐสภาจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ หากเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา โดยประธานรัฐสภาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า ป.ป.ช. กระทำผิดหรือไม่ ทางผู้ร้องมีความเห็นว่าข้อเท็จจริง ข้อมูล และหลักฐานที่รวบรวมยื่นต่อรัฐสภานั้น มีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอแล้วที่จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา หากประธานรัฐสภาตัดสินใจปัดตกคำร้องและตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า เหตุใดจึงเป็นเพียงไม่กี่คนที่ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในกรณีนี้เลย


ด้าน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ในนามของ สว. อิสระที่ร่วมลงชื่อในคำร้อง ขอตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลา 33 วันที่ล่วงเลยไปว่า เหตุใดประธานรัฐสภาจึงยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ และการตรวจสอบรายชื่อมีความล่าช้าผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีผู้ใดแจ้งความประสงค์ถอนชื่อหรืออ้างว่าถูกปลอมแปลงลายมือชื่อ ความล่าช้านี้ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการฟอกขาวให้กับพวกพ้อง หรือตอกย้ำข้อครหาเรื่องการมีอยู่ของระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ หากประธานรัฐสภาต้องการปลดเปลื้องข้อครหาเหล่านี้ จะต้องเร่งดำเนินการตามมาตรา 236 ซึ่งไม่ได้เปิดช่องให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจในการเพิกเฉยหรือเททิ้งคำร้อง หากเลือกที่จะไม่ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา จะต้องชี้แจงต่อประชาชนให้ได้ว่าคำร้องดังกล่าวไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้อย่างไร หากมีการประวิงเวลาจนปิดสมัยประชุมสภา หรือมีพฤติการณ์เพิกเฉยละเลย อาจนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยและอาจมีการดำเนินการร้องเรียนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อไป


นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล กล่าวเสริมถึงกรณีที่ตนเคยยื่นขอเอกสารข้อมูลการไต่สวนคดีของนายศักดิ์สยาม จาก ป.ป.ช. โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ 15 วัน ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้ส่งตัวแทนมาชี้แจงต่อวิปฝ่ายค้านว่าเอกสารกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายว่าสามารถเปิดเผยรายการใดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ล่วงเลยมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จาก ป.ป.ช. แม้ในช่วงแรกตนจะให้ความเป็นธรรมและให้เวลาฝ่ายกฎหมายในการพิจารณา แต่เมื่อระยะเวลาเนิ่นนานเกินควร หากยังไม่ได้รับคำตอบในเร็ววันนี้ ตนจะดำเนินการในขั้นตอนอื่นต่อไป เช่นเดียวกับกรณีคดีนาฬิกายืมเพื่อน ที่ผู้ร้องได้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ขอฝากข้อคิดไปยัง ป.ป.ช. 2 ประการ คือ ขอให้องค์กรยึดมั่นและปฏิบัติตามคำขวัญที่ว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และขอฝากเตือนจากบทเรียนในอดีตกรณีคดีนาฬิกายืมเพื่อนว่า การปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะมีจุดจบอย่างไร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคฝ่ายค้าน #สว #ปปช #ซุกหุ้น #ศักดิ์สยามชิดชอบ