วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘เอกราช’ ฉะงบ 70 กองทัพมี ‘ปีศาจ’ 3 ตน ‘ทหารผี - วิจัยผี - รัฐมนตรีปีศาจ’ กัดกินงบประมาณกลาโหมของประเทศ

 


‘เอกราช’ ฉะงบ 70 กองทัพมี ‘ปีศาจ’ 3 ตน ‘ทหารผี - วิจัยผี - รัฐมนตรีปีศาจ’ กัดกินงบประมาณกลาโหมของประเทศ


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร เขต 10 พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยวิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุว่ามี ‘ปีศาจกลาโหม’ 3 ตนที่กำลังกัดกินกองทัพและงบประมาณของประเทศ


เอกราชกล่าวว่า ทุกวันนี้เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายให้กระทรวงกลาโหม ทุก ๆ 100 บาท ถูกใช้เป็นเงินเดือนทหาร ค่าซ่อมอาคาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ ถึง 74 บาท เหลืองบประมาณสำหรับการจัดซื้ออาวุธเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารเพียงกว่า 20 บาทเท่านั้น โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปอยู่ในแผนงานบุคลากร ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 เพิ่มขึ้นอีก 3,173 ล้านบาท


สำหรับ ‘ปีศาจ’ ตัวแรกเรียกว่า ‘ทหารผี’ โดยยกกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พบรายชื่อผู้ได้รับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนจริง แต่กลับมีการนำชื่อไปใช้เบิกรับเงินดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีกรณีการนำพลทหารไปรับใช้นายและยึดบัตรเอทีเอ็มเงินเดือนของพลทหารไว้ให้ผู้อื่นกดเงินแทน ซึ่งต่อมากองทัพภาคที่ 1 ได้ตั้งคณะสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อเดือนเมษายน 2569 และชี้แจงว่าหน่วยงานเก็บบัตรเอทีเอ็มไว้เพื่ออำนวยความสะดวก เนื่องจากกังวลว่าบัตรจะสูญหายหรือถูกขโมย แต่หากเหตุผลดังกล่าวสามารถยอมรับได้ หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีแนวปฏิบัติเช่นเดียวกันหรือไม่


เอกราชกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ไม่มีใครอยากสมัครเป็นพลทหารอาสา ทั้งที่รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสมัครใจเข้ารับราชการทหาร ซึ่งต้องใช้งบประมาณด้านบุคลากรเพิ่มอีก 1,455 ล้านบาทต่อปี โดยให้ค่าตอบแทนสุทธิ 12,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ปัญหาภายในกองทัพยังส่งผลให้กำลังพลที่มีคุณภาพจำนวนมากตัดสินใจลาออกไปประกอบอาชีพอื่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้กับทหารที่ลาออก ซึ่งปัจจุบันมีกำลังพลประมาณ 6,000 คน และในปี 2568 ใช้งบประมาณส่วนนี้ถึง 830 ล้านบาท และอาจเพิ่มเป็นปีละกว่า 1,000 ล้านบาท หากไม่หยุดเลือดไหลออกจากกองทัพ


ตนเสนอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างกำลังพลของกองทัพ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์อัตรากำลังที่จำเป็นต่อภารกิจ แทนการยึดกรอบอัตรากำลังเดิม พร้อมทบทวนงบประมาณและโครงสร้างบุคลากรทั้งหมด


สำหรับ ‘ปีศาจ’ ตัวที่สอง ขอเรียกว่า ‘วิจัยผี’ งบวิจัยด้านการป้องกันประเทศกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ทั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กองทัพเรือ และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รวมวงเงินกว่า 625 ล้านบาท แต่งานวิจัยเหล่านี้สามารถสร้างเทคโนโลยีของไทยได้จริงหรือไม่ เนื่องจากหลายโครงการใช้ชื่อว่าเป็นการวิจัยและพัฒนา แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการจัดซื้อจากต่างประเทศมาประกอบในประเทศ 


เมื่อไม่ใช่งานวิจัยที่แท้จริง ปัญหาที่ตามมาคือแม้ผลิตภัณฑ์จะผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว แต่หน่วยงานในกองทัพกลับไม่จัดซื้อหรือสนับสนุนการใช้งาน ส่งผลให้ไม่มีคำสั่งผลิต สายการผลิตหยุดชะงัก และกลายเป็นโรงงานร้างซึ่งเป็นที่สิงสถิตของ ‘วิจัยผี’


หากประเมิน มูลค่าของโรงงาน เครื่องจักร และสายการผลิตในระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัฐที่ถูกปล่อยร้างมีมูลค่ารวมเกือบ 20,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณเพื่อปรับปรุงโรงงาน อาคารสถานที่ และบ้านพักต่าง ๆ ปีละประมาณ 339 ล้านบาท


จึงขอเสนอให้ยุติโครงการที่อ้างว่าเป็นงานวิจัยแต่แท้จริงเป็นเพียงการซื้อและประกอบ พร้อมคัดเลือกโครงการเรือธงที่สามารถพัฒนาให้สำเร็จได้จริง และเมื่อผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว หน่วยงานในกองทัพต้องกล้านำไปใช้งาน มิฉะนั้นประเทศไทยจะมีเพียงงานวิจัยบนกระดาษ โรงงานร้าง เครื่องจักรเก่า และภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้เทคโนโลยีของประเทศ


ส่วน ‘ปีศาจ’ ตัวสุดท้าย คือ ‘รัฐมนตรีปีศาจ’ ที่ผ่านมามีข่าวว่ารัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมีความพยายามผลักดันโครงการจัดหาเรือฟริเกตให้เข้าทางพ่อค้าอาวุธบางราย โดยมีการพูดกันว่ารัฐมนตรีต้องการให้โครงการดังกล่าวเป็นของ ‘เด็กชายจากฟากฟ้า’ พร้อมตั้งคำถามว่า หากเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานของนาโต้ (NATO) กองทัพเรือไทยจะสามารถเข้าร่วมการฝึกกับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้อย่างไร


เอกราช ระบุว่า แม้รัฐมนตรีจะอ้างว่าต้องการให้ TOR เปิดกว้าง แต่ในมุมมองของตน ไม่ใช่การเปิดกว้างเพื่อความโปร่งใส หากแต่เป็นการเปิดช่องให้รองรับคุณลักษณะเฉพาะของเรือจากบางประเทศที่มีพ่อค้าอาวุธเป็นตัวแทน ซึ่งแน่นอนว่ากองทัพเรือไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าว จึงไม่ลงนามในเอกสารคำของบประมาณ และสำนักงบประมาณได้ชี้แจงว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตไม่มีลายเซ็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงไม่ผ่านการพิจารณา


ทั้งนี้ เอกราชยกเหตุผลที่รัฐมนตรีควรลงนามในโครงการดังกล่าว เช่น การจัดซื้อเรือฟริเกตลำที่สองภายใต้นโยบาย Offset Policy จะช่วยให้เกิดความคุ้มค่า เพิ่มอำนาจต่อรอง และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย อีกทั้งงบประมาณของกองทัพเรือในปี 2570 อยู่ในกรอบเท่าเดิมกับปี 2569 และกองทัพเรือพร้อมบริหารงบประมาณภายใต้กรอบดังกล่าว


เอกราชทิ้งท้ายว่า ภายใต้การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ จึงมี ‘ปีศาจ’ สามตนที่กัดกินงบประมาณกลาโหม ด้วยเหตุนี้จึงไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในรูปแบบดังกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบ70 #งบกองทัพ