วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘พริษฐ์’ เปิดหลักฐานฮั้ว สว. เพิ่ม จี้รัฐมนตรียุติธรรม ทำไมสั่งฟ้องแค่ 8 คน ขอคำยืนยันว่า DSI จะไม่ยุติการตรวจสอบ หาก กกต. มีมติเป่าคดีต้นเดือนกันยายนนี้ ชี้กระบวนการยุติธรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากเทาเป็นดำสนิท หากมีการฮั้วกันระหว่าง กกต. DSI และ ฝ่ายการเมือง

 


‘พริษฐ์’ เปิดหลักฐานฮั้ว สว. เพิ่ม จี้รัฐมนตรียุติธรรม ทำไมสั่งฟ้องแค่ 8 คน ขอคำยืนยันว่า DSI จะไม่ยุติการตรวจสอบ หาก กกต. มีมติเป่าคดีต้นเดือนกันยายนนี้ ชี้กระบวนการยุติธรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากเทาเป็นดำสนิท หากมีการฮั้วกันระหว่าง กกต. DSI และ ฝ่ายการเมือง


วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ติดตามความคืบหน้าของ DSI ในคดีพิเศษ 24/2568 หรือ คดีฮั้ว สว. รวมถึงบทบาทของกระทรวงยุติธรรมต่อการดำเนินคดีดังกล่าว 


พริษฐ์กล่าวว่า ความจริงแล้ว คำที่เหมาะสมกว่า ‘ฮั้ว สว.’ อาจจะคือคำว่า ‘โกง สว.’ เพราะข้อกล่าวหาในคดีนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อ ‘ทำโพย’ และ ‘แลกคะแนน’ กันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของการ ‘จ้าง’ คนมาสมัคร ‘จ้าง’ คนมาโหวต เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ


ตนเข้าใจว่าคดีนี้กำลังถูกตรวจสอบผ่าน 2 ช่องทางอย่างคู่ขนาน ช่องทางแรกคือการตรวจสอบโดย กกต. ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่ DSI บางส่วนเข้าไปร่วมด้วยในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และช่องทางที่สองคือการตรวจสอบโดย DSI โดยตรง ซึ่งรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ด้วยฐานความผิดเรื่องอั้งยี่-ฟอกเงิน และมีคนของ DSI เคยให้ข้อมูลว่ามีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน


พริษฐ์กล่าวว่า คำถามในรอบแรกจึงเรียบง่าย คือขอให้รัฐมนตรีให้ความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ว่า คดีนี้มีรายละเอียดอย่างไร โดยขบวนการโกง สว. ทำกันอย่างไร โกงกันอย่างไร มีเส้นทางการเงินเป็นอย่างไร ใครเป็นคนจ่ายใคร มีการจ่ายทั้งหมดกี่ครั้ง จ่ายเท่าไหร่


คำถามที่สองคือ คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มใช่หรือไม่ แต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมเลวร้ายอะไรบ้าง


คำถามที่สาม คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหา 229 คนใช่หรือไม่ 229 คนมีกี่คนที่เป็น สส. มีกี่คนที่เป็นรัฐมนตรี ชื่ออะไรบ้าง โดยตนอยากให้เอ่ยชื่อชัดๆ จะได้ไม่เป็นรัฐมนตรีโลกลืม เหมือนที่นายกรัฐมนตรีกังวล


คำถามที่สี่ รัฐมนตรีมั่นใจหรือไม่ว่าจะนำเครือข่ายผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้จริง


ตนหวังว่ารัฐมนตรีจะสามารถตอบได้อย่างละเอียด เพราะตนได้ให้คำถามล่วงหน้าไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่รัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในวันนั้น และตนหวังว่ารัฐมนตรีจะไม่อ้างว่าตอบไม่ได้เพราะคดียังอยู่ในกระบวนการ เนื่องจากเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ตอนถูกถามเรื่องคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง (FOREX) ที่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ รัฐมนตรีเองยังสามารถตอบรายละเอียดของคดีดังกล่าวได้อย่างละเอียด ขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ที่ระบุว่ามีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง และเอ่ยชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน


ดังนั้น พริษฐ์จึงย้ำว่า สำหรับคดีนี้ที่มีการสืบสวนมานาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาบางคนไปแล้ว ขอให้รัฐมนตรีช่วยตอบคำถามสัปดาห์นี้ให้ได้ละเอียดเท่ากับที่ท่านตอบเพื่อนสมาชิก 2 สัปดาห์ก่อนด้วย


รุทธพลกล่าวว่า ในสัปดาห์ที่แล้วตนไม่ได้หนีกระทู้ แต่มีภารกิจสำคัญ และคดีฮั้ว สว. คิดว่ามีหลายกลุ่มได้ดำเนินการ มีการสอบปากคำผู้กล่าวหาหนึ่งปาก มีการสอบพยาน 753 ปาก มีการแจ้งข้อหาผู้ต้องหา 8 คน ในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร สมคบกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลเท่าที่ตนจะรับทราบ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ DSI ที่รับผิดชอบในเรื่องสำนวน หรืออัยการคดีพิเศษ ได้มาชี้แจงรายละเอียดว่าเส้นเงินมีความเกี่ยวพันกันอย่างไร แต่ละกลุ่มมีใครบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลในการสอบสวน นอกจากนี้ ตนขอชี้แจงว่า ในความผิดหลักในส่วนของมูลเหตุแห่งคดี หรือความผิดฐานคดีร่วมกันฟอกเงิน คือความผิดตามมาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกว่าคดีฮั้ว สว. ข้อเท็จจริงนี้อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยังไม่ได้มีมติวินิจฉัยความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด


รุทธพลกล่าวถึงการไม่ตอบกระทู้ว่า เป็นไปตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ในการดำเนินการ นายกรัฐมนตรีและตนไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ ทั้งนี้ ตนสงสัยว่าทำไมพริษฐ์ถึงต้องตั้งเรื่องดังกล่าวเป็นกระทู้สด โดยเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว และการที่บอกว่าประชาชนให้ความสนใจเรื่องดังกล่าว ตนก็ว่าไม่ใช่เหตุผล แต่เหตุผลคือพริษฐ์มีความตั้งใจที่จะให้มาตอบกระทู้นี้ เพราะตนได้ไปพูดกระทบกับสมาชิกบางคนในการตอบกระทู้ครั้งที่แล้ว และการตอบกระทู้ในครั้งที่แล้วที่เกี่ยวกับคดี FOREX ควรจะเป็นกระทู้สดด้วยวาจา


พริษฐ์กล่าวว่า รัฐมนตรีจับประเด็นไม่ถูกต้อง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วที่มีเพื่อนสมาชิกตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับคดีพิเศษตามที่รัฐมนตรีได้ชี้แจง ตนไม่ได้มีปัญหาใดๆกับการตั้งกระทู้ดังกล่าว เพราะตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถามและตรวจสอบได้ และตอนรัฐมนตรีมีการเอ่ยชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ตนก็ไม่ได้มีปัญหาเช่นกัน ไม่ได้ทักท้วงอะไร แต่สิ่งที่ตนพยายามจะนำเสนอคือ ในเมื่อรัฐมนตรีสามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีพิเศษในวันนั้นได้ ในวันนี้ท่านก็ควรที่จะชี้แจงเกี่ยวกับคดีพิเศษฮั้ว สว. ได้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน


พริษฐ์กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีได้ยืนยันในคำตอบเมื่อสักครู่ ว่าหลังจากดำเนินการสอบสวนมา 200 กว่าวัน มีการสอบพยานไปกว่า 753 ปาก มีเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็น 1,000 หน้า ทาง DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอให้อัยการสั่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ทราบกันดีว่าขบวนการดังกล่าวมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตนเข้าใจดีว่าสำหรับ 8 คนนี้ หลักฐานเส้นเงินที่ถูกกระจายต่อไปให้ผู้สมัครชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเส้นเงินที่วิ่งผ่าน สว. 2 คน หรือที่วิ่งผ่านทีมงาน สส. อีก 2 คนจากภาคใต้ แต่ตนเชื่อว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในมือของ DSI สามารถระบุถึงการกระทำความผิดที่มากกว่าแค่ 8 คนนี้อย่างแน่นอน 


พริษฐ์กล่าวว่า อยากจะชวนไปดูหลักฐานในแต่ละจังหวัด โดยเริ่มต้นจากนครพนมที่มีหลักฐานวิดีโอที่เป็นเสียงของ สว. คนหนึ่ง ในสมัยที่เป็นผู้สมัคร ที่มีการโทรไปเสนอผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครคนอื่น โดยคลิปดังกล่าวมีรายละเอียดที่ครบถ้วนว่าขบวนการนี้ประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น


1. การจัดตั้งที่ต้องกว้างขวางระดับประเทศ ถึงสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้

2. การจ่ายเงิน 6 หลัก เพื่อแลกกับการโหวต

3. การสปอนเซอร์ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พัก

4. การแถมตำแหน่งผู้ช่วย

5. ความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีคำใบ้ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด


สำหรับหลักฐานดังกล่าวนั้น ตนหวังว่าจะไม่มีใครรีบโทษว่าคลิปนี้เป็น AI เพราะหลักฐานนี้ไม่ได้มาแบบโดดๆ แต่มาหนุนเสริมกันกับหลักฐานอื่นที่ตนรับรู้ และเป็นหลักฐานที่ตนเชื่อว่า DSI เข้าถึงและตรวจสอบได้มากกว่าตนแน่นอน โดย DSI สามารถไปเช็กกับสายการบินและเส้นทางการเงินได้ ว่าตนพูดถูกหรือไม่ ว่าเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 บุคคลในคลิปได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน และของตนเอง ยอดบิลรวม 31,000 บาท


พริษฐ์ย้ำว่า รัฐมนตรีสามารถไปตรวจสอบโรงแรมริมแม่น้ำในอยุธยา ตัวย่อ K.R. ได้ ว่ามีกลุ่มผู้สมัคร สว. กี่คน ที่มาประชุมร่วมกัน 1-2 วันก่อนการเลือก สว. มีอดีตรองประธานสภาจากพรรคการเมืองหนึ่งไปร่วมประชุมวันนั้นด้วยหรือไม่ และหากกล้องวงจรปิดของโรงแรมแห่งนั้นสามารถบันทึกเสียงไว้ได้ ตนก็ขอให้ไปฟังว่า ได้มีการสัญญาเงินทองหรือตำแหน่งอะไรหรือไม่ ให้กับผู้สมัครบางคนที่ลุกขึ้นมาโวยวายว่า ทำไมถึงไม่มีหมายเลขของตนเองอยู่ในโพยของผู้ที่จะได้เป็น สว.


พริษฐ์กล่าวต่อว่า หลักฐานดังกล่าวไม่ได้มีที่นครพนมจังหวัดเดียว ที่หนองบัวลำภูก็ได้รับทราบข้อมูลมาว่ามี สว. ท่านหนึ่ง สมัยเป็นผู้สมัคร ก็ได้จัดการให้ภรรยา หรือผู้ช่วยตนเอง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารไปให้กับผู้สมัคร สว. อีกอย่างน้อย 8 คน รวมกันอย่างน้อย 15 ครั้ง ยอดรวมกันเป็นหลักหมื่นบาท พร้อมข้อตกลงว่าจะตั้งบางคนมาเป็นผู้ช่วย สว. ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อหวังเอาเงินเดือนผู้ช่วย สว. มาแบ่งกัน แถมได้รับข้อมูลมาว่ายังมีการส่งรายชื่อดังกล่าวไปให้บุคคลหนึ่งใน ครม. ชุดนี้ ได้เห็นก่อนจะเริ่มปฏิบัติการด้วยซ้ำ


ในจังหวัดสิงห์บุรีก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ สว. 2 คน ที่ตอนเป็นผู้สมัครก็สามัคคีกันดี ร่วมกันวางแผน ร่วมกันนัดหมายผู้สมัครที่ร้านอาหาร ก่อนขึ้นรถเดินทางไปที่นครนายก ร่วมกันอ้างว่ามีการไปขอเงินและการสนับสนุนจากบางพรรคการเมืองด้วย แต่พอถูก DSI และ กกต. ตรวจสอบ กลับมีหนึ่งในสองคนที่พยายามโน้มน้าวให้คนอื่นโบ้ยทุกอย่างไปที่อีกคนหนึ่ง


หรือที่จังหวัดสุโขทัย ก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัคร สว. บางคน ที่ต้องไปเซ็นใบลาออกต่อหน้าคนที่กลายมาเป็น สส. ในสภาแห่งนี้ และพอเลือก สว. กันเสร็จ ก็มีทีมงานของ สส. ดังกล่าว ส่ง LINE มากำชับว่าต้องตอบ กกต. หรือ DSI อย่างไร


และตัวอย่างสุดท้าย ในจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ได้รับข้อมูลลักษณะเดียวกัน จากผู้สมัคร สว. บางคนที่ต้องไปเซ็นใบลาออกต่อหน้ารัฐมนตรีคนหนึ่ง และพอ 1 ปีผ่านไป ยังมีทีมงานติดต่อมาเช็กอีกว่า ได้มีการบอกเรื่องนี้กับหน่วยงานตรวจสอบหรือไม่


สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลหลักฐานที่ตนได้รับทราบมา หากเป็นเรื่องจริงก็ชี้ชัดว่า ผู้กระทำผิดในเรื่องดังกล่าวน่าจะมีมากกว่า 8 คนที่ DSI ได้สรุปสำนวนและส่งให้อัยการสั่งฟ้องแน่นอน


พริษฐ์จึงอยากจะถามต่อรัฐมนตรีว่า หลักฐานที่ได้นำเสนอนี้อยู่ในสำนวนใช่หรือไม่ หากใช่ แล้วเหตุใดถึงสรุปสำนวนและเสนออัยการให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน หากไม่ ทำไมข้อมูลดังกล่าวถึงไม่อยู่ในสำนวน


รุทธพลกล่าวว่า ไม่ทราบว่าหลักฐานดังกล่าวอยู่ในสำนวนหรือไม่อย่างไร หากมีพยานหลักฐานก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นประโยชน์กับรูปคดี เพราะสภาแห่งนี้ไม่ใช่หน่วยงานที่จะมารับฟังพยานหลักฐาน


พริษฐ์กล่าวต่อว่า หากหลักฐานเหล่านี้ไม่อยู่ในสำนวน ตนไม่มีปัญหาในการประสานให้มีการส่งหลักฐานดังกล่าวไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ แต่ขอย้ำว่า สภาแห่งนี้กำลังได้เห็นสภาวะสองมาตรฐาน เพราะ 2 สัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีสามารถชี้แจงรายละเอียดได้หมดในคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง แต่ในครั้งนี้รัฐมนตรีกลับเอาหลังพิงว่า พอเรื่องอยู่ในสำนวนก็ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้


ส่วนคำถามสุดท้าย คำถามที่สังคมต้องการคำตอบที่สุดตอนนี้ คือคดีการโกงเลือกตั้ง สว. ที่ค้างคายาวนานกว่า 2 ปี จะลงเอยอย่างไร อย่างที่ตนย้ำว่า ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังตรวจสอบคดีดังกล่าวอยู่ โดยในฝั่งของ กกต. ตนเข้าใจว่าสังคมกำลังจับตาดูว่า กกต. จะมีมติอย่างไรก่อนต้นเดือนกันยายนตามกรอบระยะเวลา กล่าวคือจะมีมติว่าจะส่งเรื่องและสั่งฟ้องไปที่ศาล หรือจะเป่าคดี แต่แน่นอนว่าสังคมหลายส่วนก็มีความกังวลใจ ว่าสามารถไว้ใจ กกต. ได้มากแค่ไหนในการปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง ในเมื่อ 4 จาก 7 ของคณะกรรมการ กกต. ถูกรับรองให้อยู่ในตำแหน่งได้โดย สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนของคดีดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนไม่รู้ว่าสามารถไว้ใจ กกต. ได้มากแค่ไหน ในเมื่อ กกต. ชุดนี้มีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อสรุปอันน่าทึ่งว่า ในบรรดา 229 คน ที่ DSI บอกว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีใครกระทำความผิดแม้แต่คนเดียว


แต่นอกจากสังคมจะมีความกังวลใจจากการทำหน้าที่ของ กกต. แล้ว ตอนนี้สังคมก็กำลังมีความกังวลใจเช่นกันต่อการทำหน้าที่ของ DSI เพราะในฝั่งของ DSI หลังจากที่อัยการได้ตีเรื่องกลับมา ให้ DSI ไปสอบสวนเพิ่มเติมและขยายผลไปสู่ผู้ร่วมขบวนการ แต่มาถึงวันนี้ ตนได้รับข้อมูลมาว่า DSI กำลังอยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง โดยรอดูสัญญาณจากมติของ กกต. ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร


ในรอบนี้ ตนจึงมี 3 คำถามด้วยกัน 


คำถามแรก รัฐมนตรีสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า DSI ไม่ได้กำลังปล่อยเกียร์ว่าง แต่กำลังเดินหน้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างคู่ขนาน โดยไม่ได้รอมติของ กกต. ก่อน


คำถามที่สอง รัฐมนตรีสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าการปลดปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ไม่ได้เป็นเพราะว่าอดีตปลัดท่านนั้นไม่สนองความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายบุคลากรของ DSI หรือการทำหน้าที่ของ DSI ในคดีพิเศษดังกล่าว


และคำถามข้อที่สาม รัฐมนตรีสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า หากสมมติภายในต้นเดือนกันยายนนี้ กกต. มีมติเป่าคดีทั้งหมด หรือสังเวย สว. บางคน เพื่อเป่าคดีและปกป้องนักการเมืองบางคน รัฐมนตรีจะกำชับให้ DSI ไม่เอาการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นหลังพิงและข้ออ้าง ในการทำให้ DSI เป่าคดีในฝั่งของตนเองด้วยเช่นกัน


พริษฐ์กล่าวว่า ที่ต้องขอคำยืนยันจากรัฐมนตรี เพราะหาก DSI นำการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นเหตุผลในการเป่าคดีในฝั่งของ DSI เช่นกัน จะแสดงว่าประเทศนี้ไม่ได้มีแค่การฮั้ว สว. แต่กำลังมีการฮั้วกันทั้งกระดาน ระหว่าง กกต. DSI หรือแม้กระทั่งฝ่ายการเมือง เพื่อค้ำจุนและรับใช้ระบอบสีน้ำเงิน ให้ทำอะไรก็ไม่ผิด และกำลังจะทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศเราที่ความจริงก็เทาอยู่แล้ว ดำสนิท ภายใต้การบริหารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน


รุทธพลกล่าวว่า สิ่งที่ตนสามารถตอบได้คือเรื่องของความเป็นสองมาตรฐานหรือไม่ กับวันที่มาตอบกระทู้ครั้งก่อนหน้า ตนต้องขอชี้แจงว่า ข้อมูลที่ตนพูดมาจากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องชี้แจงกับสื่อมวลชน


ส่วนในเรื่องฮั้ว สว. ยังไม่มีใครมาชี้แจง ทั้ง DSI และอัยการคดีพิเศษ ว่าสำนวนต่างๆ ที่ส่งกลับมาให้กับ DSI ให้ดำเนินการอย่างไร หากไม่มีเจ้าหน้าที่ยืนยัน ตนก็ไม่สามารถชี้แจงในฐานะรัฐมนตรีได้


ส่วนอีกคำถามคือ การย้ายและการโอนปลัดกระทรวงยุติธรรม สืบเนื่องจากปลัดกระทรวงยุติธรรมปฏิบัติภารกิจครบ 4 ปี จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับโอนไปในตำแหน่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบ ไม่มีเหตุผลอย่างอื่น ส่วนคำถามที่เหลือนั้น ตนไม่สามารถตอบได้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั๊วสว #กกต #DSI