วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : วงเสวนา #สีน้ำเงินในยุคคุณคืออะไร : วาระ #20ปีรัฐประหาร49 : คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569

 


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : วงเสวนา #สีน้ำเงินในยุคคุณคืออะไร

ในวาระ #20ปีรัฐประหาร49

ที่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ 

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569


ผู้ดำเนินรายการ : ในช่วงปี 2549 การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง หรือในการรัฐประหารในปีนั้น มีอะไรที่คล้ายกับระบอบสีน้ำเงิน และยังส่งผลกับความเข้มแข็งหรือความแข็งแรงของระบอบสีน้ำเงินในยุคปัจจุบัน


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ก่อนอื่นอยากจะพูดถึงคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ความหมายของคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ใช่เรื่องราวของพรรคสีน้ำเงินปัจจุบัน ระบอบสีน้ำเงินเป็นเรื่องราวที่คนในกลุ่มจารีตนิยม ตั้งแต่ยุคสมัย 2475 ประกาศตัว โดยเฉพาะเป็นขุนนางที่สู้รบกับคณะราษฎร เขาเรียกตัวเองว่าเป็นพวกน้ำเงินแท้ (TRUE BLUE) ทำหนังสือและเขียนเพลงมาด้วย คือชัดเจนเรียกตัวเองว่าเป็นสีน้ำเงิน โดยประกาศเปิดเผยว่าเขาไม่สนับสนุนคณะราษฎร ไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเขาเชื่อว่ายังไม่ถึงประชาชน และนี่มากลายเป็นคำขวัญของ 14ตุลา16 ซึ่งในทัศนะของดิฉัน 14ตุลา16 ยังไม่ใช่ขบวนการประชาชนที่ก้าวหน้า ยังเป็นเครื่องมือของระบอบสีน้ำเงินด้วย


กลุ่มจารีตตั้งแต่ต้นชัดเจนว่าเรียกตัวเองว่าเป็นพวกน้ำเงินแท้ หมายความว่าไม่เอาประชาธิปไตย ต้องการระบอบเดิม แต่ว่าพอกระโดดข้ามมายุคสงครามเย็น สถาบันกษัตริย์เป็นไตรภาคีกับจักรวรรดินิยมและกองทัพ เพื่อสู้กับคอมมิวนิสต์ฝ่ายซ้าย เพราะฉะนั้นคำขวัญก็เป็น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์


ต่อมากระโดดมายุคของเราเลย 2549 ผ่านมา 20 ปี อาจารย์อยากจะให้ทีมงานแจกหนังสือโรงเรียนการเมืองของ นปช. เมื่อ 15 ปีที่แล้ว สู้กับระบอบสีน้ำเงินอย่างไร? ระบอบสีน้ำเงินในยุคนี้มันเป็นทศวรรษใหม่ของความขัดแย้ง ไม่มีจักรวรรดินิยมมาเป็นภาคีที่หนุนสีน้ำเงิน แต่ว่ากลายเป็นภาคีสำคัญนอกจากกองทัพ นอกจากขุนนาง แล้วก็คณะจารีตนิยมแล้ว ก็คือ “ตุลาการภิวัตน์” คำว่าตุลาการภิวัตน์ เป็นตุลาการภิวัตน์ของระบอบสีน้ำเงิน เขาจงใจใช้คำนี้ไม่ใช่ว่าจะทำให้ตุลาการดีขึ้นนะ ตุลาการภิวัตน์ แปลว่า ให้ตุลาการเปลี่ยนแปลงประเทศ เหมือนบางครั้งที่ผู้ชุมนุมใช้คำว่า “ประชาภิวัตน์” เขาคิดว่าเขาเป็นพวกปฏิวัติ เขาก็เลยเรียกตัวเขาเองว่าประชาภิวัตน์ แกนนำ 14ตุลา16 นั่นแหละมาบอกดิฉันเองว่าตอนนี้ใช้วิธีนี้


เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นบริบทใหม่ว่า พันธมิตรใหม่ของระบอบสีน้ำเงินและทำให้เข้มแข็งมาจนปัจจุบัน ก็คือ ตุลาการภิวัตน์ ประการแรก ตุลาการ มีการพูดกันเลยว่าคุณต้องตัดสินไปในทางเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือว่าศาลยุติธรรม เอกภาพของตุลาการ และที่สำคัญอีกอย่างก็คือว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ให้ศาสตราวุธมาให้เป็นจำนวนมาก เดิมรัฐธรรมนูญ 2540 ให้วุฒิสมาชิก (สว.) มาจากการเลือกตั้ง แปลว่าผู้ถือศาสตราวุธเหล่านี้มาจากประชาชน


แต่ว่าการทำรัฐประหาร 2549 ก็ได้เอาข้อดีสำหรับเขา ก็คืออาวุธเหล่านี้นั่นแหละ องค์กรอิสระจำนวนมากให้เป็นเครื่องมือ คือผู้ถือศาสตราวุธแทนที่จะเป็นประชาชน แต่กลายเป็นเครือข่ายของระบอบสีน้ำเงิน และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินเข้มแข็งมาจนถึงปัจจุบัน เพราะ สว. แต่งตั้งหรือจัดตั้ง ปัจจุบันนี้ก็มีการจัดตั้งขึ้นมา หมายความว่า นอกจากกลุ่มที่เป็นขุนนางเก่า ทุนนิยมแบบเก่า สื่อทุกอย่าง ถ้าคุณดูในหนังสือโรงเรียนการเมือง นปช. นี่ 10 กว่าปีมาแล้วนะ เรามีหน้าของเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย ในนี้เต็มไปหมด อันนี้ถือเป็นโรงเรียนการเมืองเลยนะ เพราะว่าเราแจกหนังสือให้ดู (อ.ธิดาชี้ให้ดูผังเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย) อันนี้เครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย เราจะเห็นว่ามีอยู่ทุกส่วนตั้งแค่ปี 2549


เพราะฉะนั้น การทำรัฐประหารปี 2549 เป็น 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้งรอบใหม่เป็นการเกิดสงครามยุคใหม่ แทนที่จะเป็นสงครามฝ่ายซ้าย พคท. กลายเป็นสงครามกับนายทุนรุ่นใหม่ ดังนั้นมันจึงต้องมีเครือข่าย ออกแรงมาก ต้องมีผู้นำม็อบที่เก่งกาจ สัญลักษณ์เป็นสีเหลือง แต่ความเป็นจารีตบอกได้คืออะไร ขอพระราชทานนายกฯ แล้วนายกฯ หลังทำรัฐประหารก็มาจากประธานองคมนตรี อันนี้เป็นลักษณะแสดงความเป็นจารีต


ความเข้มแข็งของระบอบสีน้ำเงินซึ่งเพิ่มตุลาการภิวัตน์และองค์กรอิสระ จึงทำให้ระบอบสีน้ำเงินเข้มแข็งและสามารถใช้เป็นเครื่องมือจัดการกับฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายที่ต้องการให้อำนาจเป็นของประชาชน ดังนั้น ระบอบสีน้ำเงิน ก็คือความหมายของกลุ่มจารีตอำนาจนิยม ชนชั้นนำเดิม ที่ไม่ต้องการคืนอำนาจให้กับประชาชน ยังมีอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ นี่คือสงครามยืดเยื้อที่ยังไม่จบค่ะ


ผู้ดำเนินรายการ : ในช่วงปี 2549 ช่วงนั้นตัวละครไหนที่ชัดเจนที่สุด เป็นกลุ่มคนที่ไม่อยากให้ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตย


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : จริง ๆ เป็นเครือข่าย แต่ว่าสารตั้งต้นที่ก่อความรุนแรงก็คือผู้นำม็อบซึ่งใช้สัญลักษณ์เสื้อเหลือง ก็เปิดตัวชัดเจนว่ามีสัมพันธภาพอย่างไร และมีอุดมการณ์อย่างไร และขอพระราชทานนายกฯ รวมกระทั่งต้องการทำรัฐประหาร หมายความว่า เราผ่าน 14ตุลา16, 6ตุลา19, พฤษภา35 มา การที่มีผู้นำมวลชนสำคัญ เพราะเหตุว่าพรรคการเมืองของทุนใหม่ซึ่งมีมวลชนสนับสนุนเป็นจำนวนมาก คนเสื้อแดงส่วนมากเป็นมวลชนพื้นฐาน เป็นแรงงานนอกระบบ เป็นคนจนชนบท เป็นคนจนเมือง แล้วก็ในระบบเศรษฐกิจเป็นคนชั้นกลางล่าง มันมีจำนวนมาก


ดังนั้นการก่อม็อบของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงต้องการผู้นำม็อบที่คุณภาพสูงเช่น สนธิ ลิ้มทองกุล อันนี้เป็นตัวเติมเข้ามาว่าสำคัญ แต่พูดถึงกองทัพ ปรากฎว่าเป็นเพียงเครื่องมือของฝั่งจารีต เพราะว่าทำรัฐประหารเสร็จแล้ว บอกว่าบอกใครไม่ได้ จนตายก็บอกใครไม่ได้ แล้วตัวเองก็ไม่ได้เป็นนายกฯ กลายเป็นว่าฝั่งจารีตขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้จึงเป็นเรื่องที่เห็นว่าพลังจารีตขึ้นมารุนแรงมากในปี 2549 มันแสดงความพยายามชัดเจนว่าไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบจริง ต้องการประชาธิปไตยแบบไทย ๆ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ต้องการ constitutional monarchy แต่อาจจะเป็นในระบอบที่มีรัฐธรรมนูญ คือมีราชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ (ผู้ดำเนินรายการเสริม : เป็นแบบไทย ๆ) อันนั้นเป็นคำพูดของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แต่ต้น เขาใช้นามปากกา “แมลงหวี่” บอกเลยว่าประเทศไทยไม่สมควรที่จะมีระบอบประชาธิปไตยแบบสากล ต้องมีแบบไทย ๆ แล้วตอนนี้มันเลยแบบไทย ๆ ไปแล้วนะ ไม่รู้ว่าไทยยุคไหน? น่าจะเป็นไทยเถื่อนแล้วนะตอนนี้ มันเป็นประชาธิปไตยแบบไทยเถื่อน ๆ แล้วแบบหน้าไม่อายด้วย


อันนี้ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ในความน่าเป็นห่วงที่เขาได้อำนาจหมด สส., สว. มีอำนาจบริหาร, อำนาจตุลาการ, อำนาจองค์กรอิสระ, กองทัพ ได้ไปหมด แต่ว่าความชอบธรรมที่ฝั่งอนุรักษ์นิยมเคยพูดใช้คำว่า “ต้องการให้คนดีปกครอง” คำถามว่าตอนนี้คนดีปกครองหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น มันจึงมีผลต่อฝั่งอนุรักษ์นิยมเหมือนกัน ท่ามกลางความเข้มแข็งของระบอบน้ำเงิน ในทัศนะของดิฉันก็คิดว่าในนี้มันมีความแตกร้าวและมีความพังทลายเสื่อมทรุดอยู่ด้วยความไม่ชอบธรรมของวาทกรรมคนดีในอดีต แล้วความชอบธรรมในการที่จะมาปกครองประเทศชาติ มันก็เลยเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นกำแพงที่เข้มแข็ง แต่ในทัศนะดิฉันก็คิดว่ามันแตกและมันร้าว มันกร่อนจาะภายใน


ผู้ดำเนินรายการ : เราจะล้มหรือว่าจะสู้อย่างไรกับระบอบนี้


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : หมายถึงว่าจะชนกำแพงอย่างนั้นเหรอ? คืออย่างนี้ ดิฉันขอพูดอีกครั้งในเชิงทฤษฎีว่า ระบอบสีน้ำเงิน ไม่เท่ากับ พรรคสีน้ำเงิน ย้ำอีกครั้งหนึ่ง ระบอบสีน้ำเงินนั้นมีมายาวนานและยังมีอยู่ต่อไป ก็คือระบอบที่ไม่ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ต้องการให้มีประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน ในยุคของเราที่เราเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย เพราะอาจารย์ปรีดีเคยพูด นี่ไม่ใช่คำว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยที่คุณไปเปิด Google แล้วจะเห็นว่านาย เฟรด ดับเบิลยู. ริกส์ บอกว่าเป็น Bureaucratic Polity คือมันมีความหมาย อาจารย์ปรีดีบอกว่าตราบใดถ้า สว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นั่นแปลว่าเรากำลังอยู่ในการเมืองการปกครองในระบอบอำมาตยาธิปไตย


ย้ำอีกครั้งว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ใช่ “พรรคสีน้ำเงิน” แต่ที่คนมาพูดกันตอนนี้ก็เพราะว่า พรรคสีน้ำเงินเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบสีน้ำเงิน ก็เลยมีคำว่าระบอบสีน้ำเงินมา แต่ในยุคอาจารย์มันเป็นเสื้อเหลือง แต่อย่าลืมว่าคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกท่านเป็นคนพูดเองนะ ชัดเจนว่าเขาพูดเอง


ในตอนนี้ดังที่พูดว่า ถ้าเรามองว่าเป้าหมายของเราไม่มีอะไรมากไปกว่าว่าให้ประชาชนมีอำนาจ ในส่วนของทนายด่าง (ทนายกฤษฎางค์ นุตจรัส) ก็คือให้ประชาชนเขียนกฎหมาย แต่ประชาชนไม่มีโอกาสได้เขียนกฎหมายหรอก มันไม่มีทางให้เขียนกฎหมาย เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2540 มันก็ฉีก เราพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ทะเลาะกันแทบตาย มันก็มาฉีกเอง ได้รัฐธรรมนูญ 2560 ยิ่งเลวที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมา เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวที่สุดและแก้ไม่ได้ และบัดนี้พรรคสีน้ำเงินก็พยายามทำให้ระบอบนี้เดินหน้า คือตัวเองนั้นทำหน้าที่แทนพรรคสีฟ้าเดิม ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมตั้งแต่ต้น แต่ใช้ไม่ได้ แต่มาใช้วิธีแบบบ้านป่าเมืองเถื่อน คำว่า “คนดี” มีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้ปกครอง มันก็หมดไปแล้ว


ดังนั้นเราจึงมีแนวร่วมเป็นจำนวนมากที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ซึ่งได้ข่าวว่าจะไปประท้วง กกต. มันก็เป็นเรื่องที่มันพัฒนาการเปลี่ยนแปลงแบบตลกมาก แต่ในความคิดของดิฉัน ขณะนี้ถ้าเรามีกำแพง คุณไม่สามารถทลายกำแพงราบทั้งหมด แต่คุณต้องเลือกจุดที่อ่อนที่สุดที่ทำให้กำแพงทรุดได้ ในขณะนี้ดิฉันมองว่าจุดอ่อนที่สุดก็คือพรรคสีน้ำเงินและเรื่องของ สว. เพราะฉะนั้นถ้าใช้จุดอ่อนอันนี้ นี่พูดอย่างปฏิบัติเลยนะ ไม่ได้พูดเป็นนามธรรม จุดอ่อนอันนี้ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ประชาชนเห็นด้วย ขนาดพวกอนุรักษ์นิยมก็เห็นด้วย ต้องทำให้สามารถทำให้กำแพงสีน้ำเงินทรุดได้ คือต้องรวมศูนย์ แล้วก็ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญให้มีเอกภาพ อย่าให้เป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตก ต้องจัดลำดับความสำคัญ แล้วเรียงมิตรเรียงศัตรู เรียงมิตรชิดใกล้ กับมิตรที่ห่าง ศัตรูที่ร้ายกับศัตรูตัวที่ร้ายน้อยกว่า ก็ฝากเอาไว้ด้วย


ผู้ดำเนินรายการ : สุดท้ายแล้วมีอะไรอยากจะฝากกับทุก ๆ คนเลยไม่ว่าจะถึงผู้มีอำนาจ, ประชาชน หรือพวกเราเอง


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ดิฉันเป็นคนที่ขึ้นสะพานพระราม 8 แล้ว (อายุ 80 กว่าแล้ว) อายุมากก็เลยต้องฝากถึงคนรุ่นใหม่ บทเรียนที่อยากจะฝากเอาไว้ วันนี้ก็ขอบคุณที่ได้เชิญมา อยากจะฝากเอาไว้ก็คือว่า ขบวนการประชาชนต้องเข้มแข็ง เพราะเป้าหมายของเรามันเป็นสงครามยืดเยื้อและยาว ต้องอาศัยความอดทน และที่ผ่านมามันมีซากศพของคนที่เสียชีวิต รวมกระทั่งถึง 6ตุลา19 แล้วมาเมษา-พฤษภา53 ซึ่งคนที่ทำลอยนวลพ้นผิดแล้วจงใจทำอย่างโจ่งแจ้ง ดิฉันไม่ใช้คำว่า Deep State หรอก เพราะมันเห็นหมดเลยว่าใคร? ทำอะไร? เราก็เลยใช้ว่าเป็นเครือข่ายของระบอบที่ไม่ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน


ที่อยากจะฝากก็คือ ขบวนการประชาชน ข้อที่ 1 ก็คือต้องทำตาม “ภววิสัย” ที่เป็นจริง ไม่ใช่ “อัตวิสัย” ไม่ใช่ว่าอยากทำ แต่มันต้องทำอยู่บน “ภววิสัย” ของความเป็นจริง ถ้าสิ่งที่คุณคิดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง คุณล้มเหลว! ประการที่ 2 นอกจากมันเป็นสงครามที่ยืดเยื้อและยาวนาน ดังนั้นคนในขบวนการประชาชนต้องแยกพรรคการเมือง อย่าให้พรรคการเมืองมาครอบงำ นี่คือบทเรียนของคนเสื้อแดง มันจะทำให้ขบวนการประชาชนนั้นถูกแบ่งแยกและเสื่อมถอย เพราะว่ามันไม่ใช่อุดมการณ์ เพราะว่าพรรคการเมืองมันสั่นกว่าการต่อสู้ของประชาชน.

 

แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าคุณจะเขียนกฎหมาย หรือคุณอยากทำอะไรก็ตาม ถ้ามันไม่ใช่อำนาจที่จะทำได้ ถ้าคุณยังทลายกำแพงไม่ได้ ถ้าอำนาจยังไม่ได้เป็นของประชาชน คุณเขียนกฎหมายของประชาชนไม่ได้ และคุณจะไม่มีความยุติธรรมสำหรับประชาชนเลย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #20ปีรัฐประหาร49 #ระบอบสีน้ำเงิน #พรรคสีน้ำเงิน #รัฐประหาร19กันยา