วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

‘พริษฐ์’ ซัด กกต. จงใจแกล้งมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” เซ่นคดีโกง สว. จี้ถาม ‘อนุทิน’ แค่ทำงานไม่ได้เรื่อง หรือร่วมอยู่ในขบวนการโกงด้วย?

 


‘พริษฐ์’ ซัด กกต. จงใจแกล้งมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” เซ่นคดีโกง สว. จี้ถาม ‘อนุทิน’ แค่ทำงานไม่ได้เรื่อง หรือร่วมอยู่ในขบวนการโกงด้วย?


วันที่ 16 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายในวาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยกล่าวถึงมติเสียงข้างมากของ กกต. ในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมชี้ว่า กกต. จงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ทั้งเรื่องความเป็นขบวนการของการโกง ความเชื่อมโยงกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมถึงมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต จนเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระ


พริษฐ์กล่าวว่า ภารกิจที่สำคัญที่สุดของ กกต. ในปี 2567 คงหนีไม่พ้นเรื่องการจัดการเลือก สว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ท่ามกลางหลักฐานมหาศาลเกี่ยวกับการโกง สว. เราเพิ่งได้ทราบถึงข้อสรุปในชั้น กกต. เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า กกต. มีมติเสียงข้างมากเชื่อว่ามีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงและเห็นควรสั่งฟ้องต่อศาลเพียงแค่ 77 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่มี ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ซึ่งเสนอให้สั่งฟ้องกว่า 200 คน และน้อยกว่าความเห็นของ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 140 ถึง 200 คน


และหากไปดูองค์ประกอบของทั้ง 77 คน จะพบว่าประกอบไปด้วย สว. เพียงแค่ 26 คน และกลุ่มคนที่เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรค เพียงแค่ 1 คนเท่านั้น ตนจึงเห็นว่ามติเสียงข้างมากของ กกต. เป็นมติที่ขัดกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ จนเรียกได้ว่าเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า มติของ กกต. นั้นสะท้อนว่าเสียงข้างมากของ กกต. จงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ด้วยกัน ช้างตัวที่ 1 คือความเป็นขบวนการของการโกง สว. โดย กกต. พยายามตีกรอบและบีบให้มองเหตุการณ์ต่างๆ และกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว. แยกขาดจากกัน เสมือนว่าเหตุการณ์และกลุ่มบุคคลเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลย ทั้งที่ต่างคนต่างโกงในห้วงเวลา สถานที่ และรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเห็นได้ชัดจากหลักฐาน 4 ตัวอย่าง ได้แก่


หลักฐานประการแรก คือเรื่อง “โพยใบสั่ง” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้กำกับการลงคะแนน หากดูโพยทั้งหมด 12 เวอร์ชันที่มีตัวเลขผู้สมัครเหลื่อมกันบ้าง พบว่ามี สว. ปรากฏอยู่ประมาณ 130 กว่าคน ซึ่งรวมถึง 26 คนที่ กกต. สั่งฟ้องเพราะอยู่ในขบวนการโกงเดียวกัน แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับบอกว่า มี สว. 26 คนที่ทุจริตและปรากฏในโพยผ่านการไปจ้าง ข่มขู่ หรือหลอกลวงคนให้มาลงคะแนน ส่วนอีก 100 กว่าคนในโพยเดียวกันกลับถูกมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือทุจริต แต่บังเอิญไปโผล่ในโพยเดียวกัน


หลักฐานประการที่สอง คือสถิติการลงคะแนนเลือกระดับประเทศ ซึ่งตัวเลขยืนยันว่ามีการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบหรือเป็นขบวนการ โดยการกระจายตัวของคะแนนเหมือนกันใน 19 จาก 20 กลุ่ม คือมีผู้สมัคร 6 อันดับแรกได้คะแนนล้นกระดาน ทิ้งห่างจากคนอื่นๆ ก่อนที่จะมีเหวตกลงมาในลำดับที่ 7 ถึง 10


หลักฐานประการที่สาม คือเรื่อง “ศูนย์ทำโพย” ที่ กกต. ใช้สั่งฟ้อง สว. 26 คน จากการไปร่วมกิจกรรมตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1 ถึง 2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ เช่น โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา, โรงแรมทาราแกรนด์ ปทุมธานี และโรงแรมวังยาว รีเวอร์ไซด์ นครนายก แม้ กกต. เสียงข้างมากจะบอกว่าเหตุการณ์แยกขาดจากกัน แต่ข้อเท็จจริงกลับสวนทาง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นขบวนการเดียวกัน มีการรวมตัวผู้สมัคร จัดรูปแบบกิจกรรมและขั้นตอนทำโพยเหมือนกันทุกศูนย์ แม้กระทั่งแชร์วิทยากรคนเดียวกันเวียนไปบรรยาย


หลักฐานประการที่สี่ คือเรื่องการปฐมนิเทศ สว. หลังจากได้รับเลือก โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ก่อนเข้ามาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในสภาเพียง 2 วัน มี สว. หลายสิบคนถึงหลักร้อยคนไปประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมนเพื่อรับการปฐมนิเทศและตกลงเรื่องการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ซึ่งมีพยานบุคคลและข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ยืนยันว่ามี สว. อย่างน้อย 40 คน รวมถึง 10 คนในกลุ่ม 26 คนที่ถูกสั่งฟ้องปรากฏตัวในวันดังกล่าวจริง สะท้อนว่าหากไม่ได้ร่วมกันโกงมาตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมารวมตัวกันก่อนจะรู้จักกันอย่างเป็นทางการ


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ความเป็นขบวนการของการโกง สว. ที่ได้อภิปรายไป ไม่ได้มีแค่ตนที่เห็นหรือเชื่อ เพราะในความเป็นจริงทางอัยการเคยตีกลับสำนวนที่ดีเอสไอเคยสรุปและเสนอให้สั่งฟ้องแค่ 8 คนเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยระบุไว้ชัดในเอกสารว่าทั้ง 8 คนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการ ซึ่งหน่วยงานนั้นจะตัดทอน แบ่งแยก ดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ช้างตัวที่ 1 จึงกำลังบอกว่าความพยายามของ กกต. เสียงข้างมากในการปฏิเสธความเป็นขบวนการของการโกง สว. นั้นฟังไม่ขึ้น


สำหรับช้างตัวที่ 2 ที่ กกต. เสียงข้างมากทำเป็นมองไม่เห็น คือความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย แม้มติเสียงข้างมากของ กกต. จะไม่สั่งฟ้องรัฐมนตรี แกนนำ หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว แต่หลักฐานจำนวนมากชี้ไปถึงพรรคภูมิใจไทย โดยในบรรดา 77 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง มีหลายคนมากที่เป็นคนคุ้นเคยและเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งอดีตรองประธานสภาจากจังหวัดนครพนม, สส. จากจังหวัดสุโขทัย, อดีตผู้สมัคร สส. ในจังหวัดภูเก็ต, พ่อของรัฐมนตรี, หลานของรองนายกรัฐมนตรี, นายก อบจ. ในภาคใต้ที่ร่วมหาเสียงกับพรรคภูมิใจไทย, ผู้ช่วย สส. และเจ้าหน้าที่ธุรการในจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย


พริษฐ์ชี้ว่า แม้ กกต. เสียงข้างมากจะปัดตกคำให้การครั้งที่ 1 ของพยานรหัส 16/26 คือ เอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย แต่ตนเห็นว่าหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำให้การของเอกราชเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงหลักฐานประเภทอื่น เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการโทรศัพท์ ซึ่งเมื่อวันก่อนประธาน กกต. ยืนยันเองว่ามีอยู่จริง


ตนขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับประวัติการโทรศัพท์ของบุคคลที่ชื่อ ‘รัตนา บ่อถ้ำ’ ซึ่งมี 2 สถานะ คือเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.ชลัฐ รัชกิจประการ ที่รับเงินเดือนจากสภาฯ และยังเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางจากพรรคภูมิใจไทย จึงน่าสงสัยว่า หากพรรคภูมิใจไทยและกรรมการบริหารพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโกง สว. จริง เหตุใดจึงได้รับข้อมูลว่ารัตนาได้โทรคุยกับ สว. อย่างน้อย 19 คน รวมกันอย่างน้อย 62 ครั้ง ในห้วงเวลา 80 วันที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว. ระดับประเทศ คาบเกี่ยวกับการปฐมนิเทศที่พูลแมน และคาบเกี่ยวกับการเริ่มเข้ามาทำหน้าที่ของ สว. ชุดนี้ โดยในบรรดา สว. 19 คน พบว่ามี 6 คนอยู่ในรายชื่อ 26 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง


นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยในฐานะองค์กร ชอบให้เหตุผลกับ กกต. ว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยออกประกาศเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 กำชับไม่ให้ลูกพรรคไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อกฎหมาย แต่มาถึงวันนี้ที่ กกต. ยืนยันและสั่งฟ้องคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ก็มีความเป็นไปได้แค่ 2 ทาง คือ อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค ทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับไม่ให้สมาชิกพรรคยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. หรืออีกทางคือไม่ใช่ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่อนุทินและแกนนำพรรคภูมิใจไทยมีส่วนร่วมในขบวนการโกง สว.


ส่วนช้างตัวที่ 3 ที่ กกต. จงใจมองไม่เห็น คือมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต สิ่งที่เราเห็นคือเมื่อปีที่แล้ว กกต. สั่งฟ้องคดีการโกง สว. ไปที่ศาล ทั้งที่มีหลักฐานเพียงแค่ข้อความแชตไลน์ไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คนที่มีการจับคู่แลกคะแนนกัน แต่พอมาปีนี้ กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. 130 กว่าคนที่ปรากฏอยู่ในโพยใบสั่ง ทั้งที่โพยใบสั่งและคะแนนที่ออกมาสอดคล้องกับตัวเลขในโพย ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งกว่าว่ามีการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ มติของ กกต. จึงไม่เพียงขัดกับข้อเสนอของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 แต่ยังขัดกับมาตรฐานของ กกต. เองในอดีตด้วย


ดังนั้น ในส่วนของข้อเสนอ เมื่อมติดังกล่าวออกมาและสร้างความเสียหายไปแล้ว สิ่งที่ กกต. ต้องทำเป็นขั้นต่ำหลังจากนี้มีอยู่ 4 ประการ คือ ประการแรก ต้องเปิดเผยมติทั้งหมดสำหรับทุกข้อกล่าวหา ไม่ใช่แค่ผลการลงคะแนน แต่รวมถึง กกต. แต่ละคนลงคะแนนอย่างไรและด้วยเหตุผลอะไร 


ประการที่สอง ยืนยันว่า กกต. จะส่งสำนวนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสำนวนของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ความเห็นของรองเลขาธิการ กกต. และบันทึกการประชุมของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไปที่ศาลฎีกา


ประการที่สาม ยืนยันว่า กกต. จะเดินหน้าสืบสวนหลักฐานการโกง สว. ที่ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว แต่ไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีนี้ เช่น เหตุการณ์ที่โรงแรม B2 ที่มีคลิปเผยแพร่ก่อนหน้านี้ 


และประการที่สี่ ยืนยันว่าหากกระบวนการไต่สวนของศาลต่อ 77 คน นำไปสู่การปรากฏของหลักฐานที่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ขอให้ยืนยันว่าจะรื้อฟื้นการสืบสวนและสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม


ในเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นไปแล้ว และความผิดก็สำเร็จไปแล้วจากการที่ กกต. เสียงข้างมากจงใจทำเป็นมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว เมื่อวานนี้เราได้ยินการให้สัมภาษณ์ของ กกต. ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเห็นถึงช้าง 3 ตัวนี้เช่นกัน แต่หากเจาะลึกลงไปในมติ กกต. เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ที่ไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด 12 คน หากตัด กกต. 4 คนที่มาจากการรับรองโดย สว. สีน้ำเงินออกไป จะพบว่าเสียงข้างมากของ กกต. 3 คนที่เหลือเห็นควรให้สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าวไปที่ศาล รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วย 


ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ เหตุผลเดียวที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนนี้รวมถึงนายกรัฐมนตรีไม่ถูกสั่งฟ้อง เป็นเพราะการตัดสินใจและการใช้ดุลยพินิจของ กกต. 4 คนที่มาจากการรับรองโดย สว. สีน้ำเงิน ซึ่งใช้ดุลยพินิจในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ทำให้ กกต. ทั้ง 4 คนได้มาเป็น กกต. ในทุกวันนี้


พริษฐ์กล่าวปิดท้ายว่า หาก กกต. ยังคงเดินหน้าใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อการต่างตอบแทนกันทางการเมือง มากกว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการและหลักกฎหมาย ตนก็ได้แต่กังวลใจแทนเจ้าหน้าที่ กกต. ทุกคนว่า ความน่าเชื่อถือของ กกต. ในสายตาของสังคม ความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อความเป็นอิสระ ความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรมขององค์กร จะเหลือสักเท่าไหร่ในวันที่ท่านกลับมารายงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในปีหน้า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์