วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย

 


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย


Facebook Live อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569

ลิ้งค์ยูทูป : https://www.youtube.com/watch?v=nivIsA82dRs&t=10s


สวัสดีเพื่อน ๆ ลูกหลานที่เข้ามารับชม วันนี้ถ้ามองภาพการเมืองไทยโดยรวมดิฉันถือว่าวิกฤต วันนี้เราจึงตั้งประเด็นที่จะมาคุยกันก็คือ “ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย”


ถามว่าขณะนี้วิกฤตหรือยัง? ในทัศนะดิฉันวิกฤต แล้วมันก็เป็นการบอกให้รู้ว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือชนชั้นนำในระบอบเก่านั้น ได้ยึดอำนาจจากประชาชนไปได้แล้วอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นคำว่า “วิกฤต” ของดิฉันก็หมายถึงอย่างนี้ แน่นอนหลายคนอาจจะบอกว่ามีวิกฤตคอร์รัปชั่น มีวิกฤตเรื่องทุนเทา-จีนเทา มีวิกฤตเรื่องมีการโกงการสอบเลือกตั้ง แต่ว่าในประเด็นทางการเมืองย้อนจากประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มาของวุฒิสมาชิก หรือ สว. เป็นตัวสำคัญมาก ในการที่จะแย่งชิงอำนาจของประชาชนได้หรือเปล่า? วิกฤตของการที่ ที่มาของ สว. ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของชนชั้นนำในระบอบเก่า หรือกลุ่มจารีตอำนาจนิยม ที่มาของ สว. เป็นสิ่งสำคัญมาก


จาก Concept ที่ว่า ในอดีต ความคิดที่ว่าในอดีตนั้น หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน การแย่งชิงหรือการถ่วงดุลอำนาจของประชาชน โดยต้องการอำนาจของ สว. นั้น เป็นที่มาของความขัดแย้งระหว่างสองระบอบนี้มาโดยตลอด แน่นอนก็คือ สส. ไม่มีทางเลือก อย่างไรก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะป้ายของโรงละครโรงนี้ก็คือระบอบประชาธิปไตย เรามีการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าสำหรับชนชั้นนำในระบอบเก่าที่เราเรียกว่ากลุ่มอำมาตยาธิปไตยนั้น ถือว่าจะต้องมีการถ่วงดุลอำนาจ นั้นก็คือ สส. มาจากประชาชน สว. ก็ต้องมาจากการแต่งตั้งของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หรือมาจากพระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นที่มาความขัดแย้งตั้งแต่ยุค 2475 ก็คือ สส. ประเภทที่ 2 และคณะราษฎรไม่ยอม!!! ก็คือขอเป็นผู้แต่งตั้ง สส.ประเภท 2 แล้วก็เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็เป็นที่มาของความขัดแย้ง แล้วก็มีพระราชดำรัสที่เป็นที่รู้กันว่าพระองค์ท่านไม่ต้องการให้อำนาจกับคณะบุคคล อันนี้ก็เป็นความขัดแย้งเริ่มตั้งแต่ตอนต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนับจากนั้นมา


แต่ว่าวิธีคิดในเบื้องต้นก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นก็คือ ประสงค์จะถ่วงดุลอำนาจ เหตุผลเพราะว่า สว. ในยุคแรกนั้น ก็คือคานอำนาจกับ สส. ไม่ได้มีฤทธิ์เดชมากมายเหมือนยุคมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 40 ทำให้วุฒิสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อันนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นการเลือกตั้งโดยตรง ถ้าเป็น พ.ศ. 2489 ที่เป็นรัฐธรรมนูญ 2489 ในยุคที่คณะราษฎรยังไม่สิ้นสุดอำนาจนั้น สว. (สมาชิกพฤฒิสภา) มาจาก สส. นั่นก็คือไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง แต่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน ก็คือ สส. เป็นผู้เลือก


แล้วมันก็เริ่มต้นศักราชใหม่ของการช่วงชิงอำนาจโดยการแยกสลายคณะราษฎร ปีกขวาของคณะราษฎรกลุ่มทหารก็ร่วมกับกลุ่มจารีตนิยมทำรัฐประหาร และ 2490 เป็นต้นมา วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งโดยคณะทหารและกลุ่มจารีตมาตลอด ไม่มีการเลือกตั้งเลยจน 50 ปี ลองคิดดู!!! นี่คือยุคสมัยของการที่อำนาจไม่ได้เป็นของประชาชน บางทีก็มี สส. บางทีก็ไม่มี แต่การทำรัฐประหารนั้นเป็นด้านหลักของประเทศไทย และวุฒิสมาชิก ด้านหลักก็คือการแต่งตั้ง แม้จะมีรัฐธรรมนูญ 11, 17, 34 หรืออะไรก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วก็คือไม่ได้มีการเลือกตั้งโดยตรง


ทีนี้พอรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้วุฒิสมาชิกนั้นเป็นเหมือน Superhero มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ มีอำนาจในการเลือกศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระกับศาลรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นอาวุธใหม่ ที่ทำให้องค์ประกอบของ สว. ไม่ใช่มีลักษณะแต่เพียงถ่วงดุลอย่างเดียวแบบในอดีตแล้ว แต่กลายเป็นว่ายิ่งเป็นความสำคัญยิ่ง เพราะฉะนั้นบทเรียนที่ไม่พึงประสงค์ของกลุ่มจารีตของการที่มี สว. มาจากการเลือกตั้งในยุคหลังรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งก็มีจริง ๆ ก็มียุคเดียวคือ 6 ปี เป็นวุฒิสมาชิกชุดที่ 8 ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง


การทำรัฐประหาร 49 ก็เป็นการสิ้นสุดและเกิดรัฐธรรมนูญ 50 และรัฐธรรมนูญ 50 นี้ ก็พูดตรง ๆ นะ ใช้ภาษาที่ไม่ถือว่าหยาบคายนะ ก็คือยังไม่น่าด้านถึงขนาด 60 นะ นั่นก็คือวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง วัดครึ่งกรรมการครึ่ง ว่างั้นเถอะ แต่ว่ายังคงอำนาจของ สว. ไว้เหมือนเดิม เพราะนี่เป็นอาวุธที่ได้มาจากรัฐธรรมนูญ 40 แต่ที่มาตามรัฐธรรมนูญ 40 ของ สว. นั้น ฝั่งจารีตนิยมอำนาจนิยมไม่เอา!!! คนในระบอบอำมาตย์ไม่เอา!!! ที่มาของ สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง


เพราะฉะนั้น ความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ความพยายามที่จะแก้ไขเป็นรายมาตรา โดยเฉพาะที่มาของ สว. ก็กลายเป็นล้มล้างการปกครองโดยศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 โดยอ้างว่าที่มาของ สว. นั้นไม่ควรจะเหมือนกับ สส. มันจะกลายเป็นคู่แฝดแทนที่จะเป็นการถ่วงดุล และมองเป็นการล้มล้างการปกครอง คือถือเป็นเรื่องใหญ่


ดังนั้นแปลว่าอะไร? ที่มาของ สว. ในความคิดของฝั่งระบอบอำมาตย์นั้นสำคัญยิ่ง ความคิดเขาคืออ้างว่า ต้องการที่จะมาคาน ต้องการที่จะมาถ่วงดุล ก็คือประชาชนมี สส. ชนชั้นนำจารีตก็ต้องมี สว. ผ่านมาเป็น 50 กว่าปีมาจนถึงบัดนี้ ในขณะนี้ในทัศนะของดิฉัน มันเป็นวิกฤตของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย


เป็นวิกฤตการเมืองในระบอบประชาธิปไตย หมายความว่าอะไร ก็คือว่า เราสามารถพูดได้ว่า ขณะนี้ประเทศชาติถูกยึดอำนาจโดยระบอบสีน้ำเงิน โดยระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ดิฉันไม่ได้หมายถึงพรรคสีน้ำเงินนะ ดิฉันใช้คำว่าระบอบสีน้ำเงิน มาจากกลุ่มรอยัลลิสต์ตั้งแต่ในยุค 2476 ที่เป็นกลุ่มรอยัลลิสต์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มน้ำเงินแท้ เพราะฉะนั้น ระบอบสีน้ำเงินมันไกลกว่าพรรคสีน้ำเงิน และในความคิดของดิฉัน ระบอบสีน้ำเงินนั้นถ้าเรียกเป็นสี ที่เขาเรียกตัวเองว่าน้ำเงินแท้ เราไม่ได้ตั้งให้นะ เขาเรียกตัวของเขาเองว่าเป็นกลุ่ม “น้ำเงินแท้” เป็น True Blue แต่ว่าพรรคสีน้ำเงินนี้มาทีหลัง


ดังนั้น ในขณะนี้เป็นวิกฤตในระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตยได้ครองอำนาจอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเลือกตั้ง สว. ที่วิปริตใน พ.ศ. 2567 คือ สว. ชุดนี้แหละที่มีหมายเลข 229 ในการฟ้องร้องนั่นแหละ


ดิฉันอยากจะเรียนว่า ในบรรดาวิกฤตของประเทศไทย ดิฉันถือว่าการโกง สว. มันเป็นการปล้นกลางแดดชัด ๆ ปล้นแล้วก็ประมาณตะโกนส่งเสียงว่า โจรมาแล้วเว้ย! ปล้นกลางแดด ปล้นส่งเสียงดัง ๆ ก็คือปล้นอำนาจประชาชนโดยเปลี่ยนวิธีการ อาศัยรัฐธรรมนูญ 60 อาศัยกลเม็ดในการเขียนที่มาของ สว. ทำให้เขาสามารถยึดอำนาจประเทศไทยได้เสร็จสรรพโดยไม่ต้องใช้ปืน โกงกลางแดด ปล้นกลางแดด แล้วคำถามว่า ประชาชนจะทำอย่างไร? เราจะนั่งดูอยู่เฉย ๆ อันนี้ต้องถือว่าเป็นชัยชนะของระบอบอำมาตย์ที่สามารถยึดอำนาจได้โดยไม่จำเป็นต้องทำการรัฐประหาร นั้นก็คือ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้งที่ดิฉันได้กล่าวถึงไปแล้วในงานเขียนบทความในรอบก่อน อยากให้ไปดู (ลิ้งค์ : https://udd-news.blogspot.com/2026/09/20-19-2549-2.html)


สำหรับดิฉัน การเริ่มต้นความขัดแย้งรอบใหม่ตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร 2549 มันเป็นการแย่งชิงอำนาจ เป็นปัญหาระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นนำในระบอบเก่า สำหรับประชาชน ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับผู้ปกครอง เรื่องของพรรคการเมือง เขาก็สามารถข้ามขั้วได้ คือสู้ไม่ได้ก็เป็นพวกเดียวกันไปเลย ประมาณนั้น แต่ประชาชนมันข้ามขั้วไม่ได้ เพราะครั้งนี้เป็นการปล้นอำนาจประชาชน แทนที่เราจะได้ สส. และ สว. โดยเฉพาะ สว. ซึ่งเป็นที่มาขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่าเราถูกปล้นอำนาจ ซึ่งประชาชนจะเจ็บปวดยิ่งกว่าพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองอาจจะมองว่าเผื่อกาลข้างหน้าอาจจะได้เป็นรัฐบาล


แต่สำหรับประชาชนขณะนี้ ปกติดิฉันมองเฉพาะการต่อสู้ทางการเมืองกับการทหาร เราอาจจะพ่ายแพ้การทหาร แต่การเมืองเราชนะ ในอดีตที่ผ่านมา เราสามารถโหวตให้พรรคที่ถูกกระทำจากระบอบอำมาตย์ และเข้าสู่ในการเลือกตั้งที่ได้รับชัยชนะถึงขนาด 70% มาแล้ว อันนั้นแสดงว่าประชาชนต้องการอำนาจในระบอบประชาธิปไตยสากล ไม่ใช่แบบไทย ๆ


มาจนถึงบัดนี้ฝั่งระบอบอำมาตย์ฯ สามารถใช้วิธีการเลือกตั้ง สว. โกงซึ่ง ๆ หน้า อย่างเป็นระบบ อย่างมีแบบแผน อย่างมีการจัดการ อย่างมีการตอบแทน ถ้าเราคำนวณว่ามีคนที่เกี่ยวข้องประมาณ 2 หมื่นคน ถ้าเม็ดเงินที่ใช้ต่อหัวเฉลี่ย 2 หมื่น ก็ประมาณ 400 ล้านเท่านั้นเอง ถ้าเฉลี่ย 3 หมื่นต่อคนก็ 600 ล้าน 4 หมื่นก็ 800 ล้าน ยังไม่ถึง 1,000 ล้าน แล้วหมายความว่า คนที่จ่ายเงิน เมื่อยึดอำนาจประเทศได้ก็ต้องสามารถหาเงินได้ ตัวอย่างง่าย ๆ แม้กระทั่งการโกงการเข้ารับตำแหน่ง เราก็เห็นตัวเลขไปจนถึง 9 พันล้าน


ในวิกฤตการเมืองอันนี้ อันเนื่องมาจากที่มาของ สว. ดิฉันก็คิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องต่อชาวโลก ต่อสังคมไทยทั้งหมด เพื่อให้สังคมไทยตระหนักว่า มันไม่ใช่ประชาธิปไตยครึ่งใบ ขณะนี้มันเป็นอำมาตยาธิปไตยเต็มใบ แล้วข้อสำคัญมันไม่ใช่อำมาตย์แบบขุนนางเก่าด้วยนะ มันเป็นอำมาตยาธิปไตยแบบที่มีพรรคการเมืองและนายทุนท้องถิ่น เป็นความสัมพันธ์กับขุนนาง แล้วก็มีลำดับของไพร่ที่สังกัดขุนนาง มันเหมือนสมัยโบราณ อยู่ท้องถิ่นไหน? ใครเป็นลูกพี่ เจ้าพ่อ หัวเรือใหญ่? ก็มีเป็นผู้อุปถัมภ์  ขณะนี้มันจึงเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่เขาคิดอย่างสมบูรณ์ ก็คือ มีการเลือกตั้งเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่อำนาจประชาชนไม่ได้จริง ดิฉันจึงถือว่าเป็นวิกฤตที่เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ


ดิฉันเสียดายที่นักการเมืองและพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่ก้าวหน้า แต่อาจจะเข้าใจการต่อสู้ของประชาชนในอดีตมาจนถึงปัจจุบันน้อยเกินไปหรือเปล่า เพราะในฐานะพรรคการเมืองก็อาจจะมุ่งหวังจะได้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าจริง ประชาชนจะเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก คุณรู้แล้วว่า 70% ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่อยู่ข้างระบอบประชาธิปไตย แล้วคุณจะให้ทำอย่างไร จะให้ประชาชนไปบอกว่าไม่เลือกใครหรือ?


ดังนั้น พรรคการเมืองจำเป็นจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนไทยแม้กระทั่งก่อน 2475 เอาล่ะ เอาตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา เพราะว่าเขาเปลี่ยนเป้าหมายจากคณะราษฎรมาจนถึงยุคสงครามเย็นคือ พคท. แล้วจาก พคท. ก็มาเป็นพรรคการเมืองของชนชั้นนายทุนมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นว่า 100 ปีที่ควรจะประสบความสำเร็จ มันจะกลายเป็นอำมาตยาธิปไตยที่ยิ่งใส่ชฎามากยิ่งไปอีกหรือเปล่า? ดิฉันก็ไม่ทราบ


อยากให้ทุกคนและพรรคการเมืองได้ตระหนักว่า เส้นทางการต่อสู้ของประชาชนไทยนั้น คุณจะเอาสถานะของประเทศไทยไปเทียบกับต่างประเทศปัจจุบันนี้ไม่ได้นะ เช่น คุณไปเทียบกับประเทศในยุโรป  หรือประเทศอื่น ๆ เพราะเขาผ่านการต่อสู้จนเขาสามารถได้ประชาธิปไตยแบบเต็มรูปแบบ มันไม่เหมือนของเรา ซึ่งมันเป็นแต่เพียงรูปแบบ ไม่มีเนื้อแท้จริง แต่ของเขานั้นทั้งเนื้อหาและรูปแบบ (เป็นประชาธิปไตยแบบสากลแล้ว)


ดังนั้น ภาวะของการเลี้ยวขวาของประเทศในยุโรป หรือที่อื่น หรือในอเมริกา กับเลี้ยวขวาในประเทศไทย ไม่เหมือนกันนะคะ เพราะนี่มันเป็นสงครามที่ยังดำรงอยู่ตั้งแต่ต้นมาจนตลอด นั่นก็คือ มีขั้วที่พยายามจะแย่งชิงอำนาจของประชาชน และบัดนี้แย่งไปได้หมด ดิฉันอยากจะบอกว่าที่มาของ สว. นั้นสำคัญมาก เพราะว่าปัจจุบันนี้เขาเป็นเหมือนได้เครื่องมือยิ่งกว่าอสูรกาย ชนชั้นนำไม่ใช่ปรสิต แต่สามารถยึดครองประเทศนี้ได้แล้ว


ฝากประชาชนว่า เราจำเป็นต้องเดินทางต่อสู้ต่อไป เราขอเพียงแต่ว่าให้อำนาจอยู่ในมือประชาชน แน่นอน มีประชาชนส่วนหนึ่งอาจจะยินดีรับเงิน เพราะว่าเขาอาจจะมองไม่เห็นพรรคการเมืองที่เป็นความหวังได้ รับเงินก็โอเคไปเลย เพราะว่าพรรคไหน ๆ ก็เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไข ก็คือทำให้การเมืองของภาคประชาชนนำหน้า แล้วพรรคการเมืองที่ก้าวหน้านั้นจะมีประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก 


แต่ว่าถ้าพรรคการเมืองเลี้ยวขวา หรือมุ่งหวังแต่เป็นรัฐบาลอย่างเดียว คุณก็จะแยกตัวเองออกจากประชาชนไป แน่นอน...ประชาชนก็อ่อนแอลง แต่พรรคการเมืองก็อ่อนแอลงด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอให้ประชาชนในส่วนที่ก้าวหน้ายังพยายามเดินทางต่อไป ดิฉันก็อายุมากแล้วนะ แต่ว่าก็คงจะไม่เหมือนบางคนที่ยังจะพยายามลงมานำการต่อสู้ ซึ่งสงสัยว่ามาทำการต่อสู้เพื่ออะไร บอกเลยว่าไม่ล้มรัฐบาล แล้วไปเล่นประเด็นชาตินิยมเป็นหลัก ดิฉันก็ตั้งข้อสงสัยว่า ผู้นำมวลชนในอดีตซึ่งเป็นฝ่ายมวลชนของระบอบอำมาตยาธิปไตยเต็มที่ ในครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริงใจประมาณแค่ไหน หรือจริง ๆ แล้วก็คือเพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงิน


เพราะฉะนั้น ประชาชนก็คงไม่หลงกลในเรื่องนี้ เดินทางต่อไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะว่าประเทศไทยนั้นยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ขณะนี้เป็นประชาธิปไตยของระบอบอำมาตยาธิปไตยค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #วุฒิสมาชิก #สว #วิกฤตการเมืองไทย