วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

‘วีระยุทธ’ ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV กับโซลาร์ แต่ต้องกล้าลดฟอสซิล ย้ำ “หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้”

 


วีระยุทธ’ ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV กับโซลาร์ แต่ต้องกล้าลดฟอสซิล ย้ำ “หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้”


เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยให้กับคณาจารย์และนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในงานสัมมนา “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน (SDGs): กฎหมาย นโยบาย และการปรับตัวของไทยในยุค New Emerging Industries” ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร


วีระยุทธเริ่มต้นว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานไทย เนื่องจากอยู่ในช่วงของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งระหว่างการจัดทำมีข้อกังขาในหลายด้าน ทั้งด้านการมีส่วนร่วม แผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และความไม่แน่นอนเรื่องการลดเชื้อเพลิงฟอสซิล ตนจึงขอใช้โอกาสการบรรยายนี้แลกเปลี่ยนประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม


ประเด็นแรก วีระยุทธกล่าวถึงความเข้าใจผิดที่สำคัญในการกำหนดนโยบายคือ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ Electrification นั้นต้องไม่ใช่แค่การเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เข้าไปในระบบการผลิตพลังงานเท่านั้น แต่จะต้อง “แทนที่” พลังงานฟอสซิลด้วยพลังงานสะอาดให้ได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลถึงร้อยละ 80 ในการผลิตไฟฟ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นโยบายต้องคำนึงถึงการลดการพึ่งพาฟอสซิล เพราะหากมุ่งแต่เพิ่มไฟฟ้าสะอาดโดยไม่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง การเปลี่ยนผ่านนี้ก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริง


ประเด็นที่สอง วีระยุทธได้เน้นย้ำความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่าเป็นภารกิจที่สำคัญของคนรุ่นปัจจุบันต่อโลกใบนี้ อีกทั้งหากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้


เนื่องจากปัจจุบัน “ไฟฟ้าสะอาด” กลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเป็นได้ทั้งปัจจัยสนับสนุนและกำแพงกีดกันทางการค้าภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งออกไปยังตลาดคุณภาพสูง เช่น ยุโรปและออสเตรเลีย ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดในการผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ถูกกำหนดมาทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่และมาตรการการค้าของประเทศผู้ซื้อ


แต่ขณะนี้ ประเทศไทยกลับมีอัตราการผลิตไฟฟ้าสะอาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นักลงทุนดีๆ ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขายให้กับตลาดคุณภาพ ก็มีแต่จะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น


ทั้งนี้ ผลสำรวจจากรายงาน “Tailor the Transition: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด” โดย กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พบว่า “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ของไทยที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนจะขยายจาก 70% ในปี 2573 เป็น 80% ในปี 2578 และอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องย้ายฐานการผลิต หรือไม่ตัดสินใจลงทุนในไทยเพิ่ม แล้วหันไปลงทุนเฟสใหม่ในต่างประเทศ


อย่างไรก็ดี ลำพังการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดอย่างเดียวยังไม่พอ วีระยุทธกล่าวว่า เราต้องการนโยบายที่ “คราฟต์” คือออกแบบกลไกที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมที่มีธรรมชาติแตกต่างกันด้วย เช่น ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ควรมีการสนับสนุน SME ให้เปลี่ยนเครื่องจักรในการผลิต ส่วนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มควรเชื่อมโยงกับการใช้ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ในขณะที่ซัพพลายเชนปิโตรเคมีต้องการระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ


หากเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ เราก็เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไม่ได้เช่นกัน” วีระยุทธกล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน