‘วีระยุทธ’ ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV กับโซลาร์
แต่ต้องกล้าลดฟอสซิล ย้ำ “หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน
ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้”
เมื่อวันที่
14 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วีระยุทธ
กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน
เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยให้กับคณาจารย์และนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในงานสัมมนา “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน (SDGs): กฎหมาย นโยบาย และการปรับตัวของไทยในยุค New Emerging Industries” ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร
วีระยุทธเริ่มต้นว่า
ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานไทย
เนื่องจากอยู่ในช่วงของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งระหว่างการจัดทำมีข้อกังขาในหลายด้าน ทั้งด้านการมีส่วนร่วม
แผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และความไม่แน่นอนเรื่องการลดเชื้อเพลิงฟอสซิล
ตนจึงขอใช้โอกาสการบรรยายนี้แลกเปลี่ยนประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม
ประเด็นแรก
วีระยุทธกล่าวถึงความเข้าใจผิดที่สำคัญในการกำหนดนโยบายคือ
การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ Electrification นั้นต้องไม่ใช่แค่การเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้า
(EV) หรือเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เข้าไปในระบบการผลิตพลังงานเท่านั้น
แต่จะต้อง “แทนที่” พลังงานฟอสซิลด้วยพลังงานสะอาดให้ได้
โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลถึงร้อยละ 80 ในการผลิตไฟฟ้า
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นโยบายต้องคำนึงถึงการลดการพึ่งพาฟอสซิล
เพราะหากมุ่งแต่เพิ่มไฟฟ้าสะอาดโดยไม่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง
การเปลี่ยนผ่านนี้ก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
ประเด็นที่สอง
วีระยุทธได้เน้นย้ำความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ว่าเป็นภารกิจที่สำคัญของคนรุ่นปัจจุบันต่อโลกใบนี้
อีกทั้งหากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้
เนื่องจากปัจจุบัน
“ไฟฟ้าสะอาด” กลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
โดยเป็นได้ทั้งปัจจัยสนับสนุนและกำแพงกีดกันทางการค้าภาคอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งออกไปยังตลาดคุณภาพสูง เช่น ยุโรปและออสเตรเลีย
ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดในการผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะเป็นเงื่อนไขที่ถูกกำหนดมาทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่และมาตรการการค้าของประเทศผู้ซื้อ
แต่ขณะนี้
ประเทศไทยกลับมีอัตราการผลิตไฟฟ้าสะอาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก
และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นักลงทุนดีๆ
ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขายให้กับตลาดคุณภาพ
ก็มีแต่จะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น
ทั้งนี้
ผลสำรวจจากรายงาน “Tailor
the Transition: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด” โดย
กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร
ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พบว่า
“ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ของไทยที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนจะขยายจาก 70%
ในปี 2573 เป็น 80% ในปี
2578 และอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องย้ายฐานการผลิต
หรือไม่ตัดสินใจลงทุนในไทยเพิ่ม แล้วหันไปลงทุนเฟสใหม่ในต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี
ลำพังการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดอย่างเดียวยังไม่พอ วีระยุทธกล่าวว่า
เราต้องการนโยบายที่ “คราฟต์”
คือออกแบบกลไกที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมที่มีธรรมชาติแตกต่างกันด้วย
เช่น ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ควรมีการสนับสนุน SME ให้เปลี่ยนเครื่องจักรในการผลิต
ส่วนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มควรเชื่อมโยงกับการใช้ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ
ในขณะที่ซัพพลายเชนปิโตรเคมีต้องการระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ
“หากเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ เราก็เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไม่ได้เช่นกัน”
วีระยุทธกล่าว
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน


















