วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

ชี้ชะตาคดี ม.112 ในชั้นฎีกา ศูนย์ทนายฯเผย ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา “ไผ่”- “ครูใหญ่” 23 ก.ย. 2569 พร้อมเปิดบันทึกเยี่ยมทั้งสองได้บอกเล่าความรู้สึก 1 ปี ที่ถูกคุมขัง

 


ชี้ชะตาคดี ม.112 ในชั้นฎีกา ศูนย์ทนายฯเผย ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา “ไผ่”- “ครูใหญ่” 23 ก.ย. 2569 พร้อมเปิดบันทึกเยี่ยมทั้งสองได้บอกเล่าความรู้สึก 1 ปี ที่ถูกคุมขัง 


วันนี้(17 กันยายน 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยการเข้าเยี่ยม“ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ พร้อมแจ้งข่าว ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา “ไผ่”- “ครูใหญ่” โดยโพสข้อความมีรายละเอียดดังนี้


“ก็ยังต้องยื่นประกันต่อไป คนสั่งไม่ขี้เกียจสั่ง คนยื่นก็ไม่ขี้เกียจยื่น” : “ไผ่”- “ครูใหญ่” เผยความรู้สึกก่อนเดินหน้าเข้าสู่วันรอชี้ชะตาคดี ม.112 ในชั้นฎีกา


เมื่อวันที่ 6 - 11 ก.ย. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียว และสภ.ภูเขียวเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 


ทั้งสองถูกคุมขังภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ก่อนที่ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งคู่ระหว่างฎีกา แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยให้ประกันตัวทั้งสองแล้วในคดีนี้ แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ประกันตัวในคดีอื่นที่ได้ยื่นถอนประกันตัวเองไว้ 


ล่าสุด ศาลจังหวัดภูเขียวได้แจ้งให้ทราบถึงนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลักซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคุมขังทั้งหมดนี้ ในวันที่ 23 ก.ย. 2569 หรือเพียง 20 วันหลังการถูกคุมขังครบหนึ่งปีพอดี ทำให้คดีนี้กำลังเดินทางเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง


ก่อนจะถึงวันนั้น ทนายได้มีการพูดคุยกับทั้งสองคนถึงความรู้สึกที่สะสมมาตลอดทั้งปี เรื่องเล็ก ๆ ที่กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวใจระหว่างถูกจองจำ และคำตอบที่พวกเขายังไม่เคยหยุดหาคำอธิบายให้กับตัวเองว่าเหตุใดอิสรภาพจึงยังมาไม่ถึงเสียที


🔴ไผ่ : “อยู่ก็ได้ ไม่อยู่ก็ดี”


เมื่อถามถึงความรู้สึกในช่วงเวลาครบรอบหนึ่งปีพอดี ไผ่ตอบสั้น ๆ ว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ “เฉย ๆ มาก” เขาย้อนกลับไปเล่าถึงวันแรกที่เข้าเรือนจำ ว่าตอนนั้นไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะต้องอยู่นาน เพราะมีสอบตั๋วทนายความรออยู่ในวันที่ 23 ก.ย. 2568 จองตั๋วเครื่องบินและเตรียมตัวสอบไว้เต็มที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปสอบตามที่วางแผนไว้ “ก็รู้สึกเฉย ๆ ที่ยังอยู่ที่นี่ อยู่ก็ได้ไม่อยู่ก็ดี” เขาว่า


ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไผ่บอกว่าชีวิตประจำวันในเรือนจำแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดือนแรก และเขาไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่หนักหนาสำหรับตัวเองนัก แต่สิ่งที่ยังคงสร้างความสับสนอยู่คือการต้องติดกำไล EM ทั้งที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากได้รับการประกันตัวในคดีหนึ่งแต่อีกคดียังไม่ได้ “รู้สึกงงกับศาลเหมือนกัน เวลาคนถามว่าทำไมไม่ถอด EM ก็ตอบยากเพราะมันซับซ้อน” ไผ่กล่าว


เรื่องการประกันตัว ไผ่เล่าว่าได้ยื่นคำร้องในคดีนี้มาแล้วถึงสิบครั้ง “อย่าให้มีครั้งที่ 11 ไม่ควร ๆ” เขากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งของคำสั่งศาลระหว่างชั้นต่าง ๆ ที่ศาลฎีกาเคยอนุญาตให้ประกันตัวในคดีภูเขียวโดยระบุชัดว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แต่ศาลอีกชั้นหนึ่งกลับยังไม่อนุญาตในคดีอื่น “เขาคงไม่ได้คุยกันแหละมั้ง” เขาสรุปด้วยน้ำเสียงติดตลก ก่อนจะอธิบายผลกระทบที่แท้จริงจากการไม่ได้รับสิทธิประกันตัวว่า การเตรียมคดีเป็นไปได้ยากลำบากขึ้นเพราะต้องอยู่ในเรือนจำ การสืบพยานแต่ละคดีก็ใช้เวลานาน จะปรึกษาทนายความก็ต้องรอออกศาลหรือรอทนายมาเยี่ยม “การพูดคุยก็ไม่เต็มที่ การไม่ได้สิทธิจึงไม่แฟร์กับเราเท่าไหร่” 


สำหรับสิ่งที่คิดถึงมากที่สุดขณะอยู่ข้างใน ไผ่หัวเราะก่อนตอบว่า “คิดถึงครอบครัว เพื่อนพี่น้องที่ต่อสู้ร่วมกันมา” พร้อมขอบคุณป้า ๆ ที่คอยสนับสนุนให้กำลังใจและมาเยี่ยมที่ศาลตลอด หากได้รับอิสรภาพ สิ่งแรกที่อยากทำคือได้ไปกินข้าวกับคนเหล่านี้ ส่วนเรื่องการยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ต่อศาลปกครองจากกรณีถูกลงโทษทางวินัย เขาบอกว่าต้องการให้เห็นว่าตัวเองไม่ยอมง่าย ๆ “มีกระบวนการทางกฎหมายก็สู้ไป ผลจะเป็นอย่างไรก็ตามนั้น” และหวังว่าเรื่องนี้อาจนำไปสู่บรรทัดฐานที่ดีขึ้นในการใช้ดุลพินิจต่อผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ด้วย


ต่อคำถามว่าตลอดขวบปีที่ผ่านมา อุดมการณ์และความเชื่อที่ทำให้ออกมาเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปหรือแข็งแกร่งขึ้นบ้างไหม ไผ่ตอบว่ายังเป็นเหมือนเดิม เพียงแต่ได้อ่านหนังสือและเรียนรู้มากขึ้น ส่วนสถานการณ์การเมืองไทยในสายตาของคนที่ติดตามข่าวจากในเรือนจำ เขาให้คำจำกัดความสั้น ๆ ว่า ‘ขวาจัดอนุรักษ์นิยม’


เมื่อถามถึงครูใหญ่ เพื่อนร่วมชะตากรรมที่ครบหนึ่งปีในวันเดียวกัน ไผ่เล่าว่าทั้งสองเคยคุยกันตลอดว่าจะหนีไหม “เราต่างไม่หนีเลย ตกลงสู้ด้วยกัน อยู่ด้วยกันดีกว่าอยู่คนเดียว ก็ดีไม่เหงา” ส่วนคำถามสุดท้ายว่ามีแผนหรือความฝันอย่างไรหากได้รับอิสรภาพสักวัน ไผ่ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “รอดูดีกว่า เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้รับอิสรภาพ”


🔴ครูใหญ่ : “คุกอาจพรากอิสรภาพไปได้ แต่พรากความดูดีไปจากเราไม่ได้”


ในฐานะครูและนักกิจกรรม ครูใหญ่มองว่าหนึ่งปีในเรือนจำสอนบทเรียนสำคัญเรื่องการนอน “การนอนคือการออกกำลังกายที่ดีที่สุด การนอนให้หลับโดยไม่ต้องคิดอะไร การนอนตอนกลางคืนต้องใช้พละกำลังมากมายพอสมควร และการนอนตอนกลางวันเป็นสิ่งที่ทำให้เวลาผ่านไปได้ดีพอสมควร” เขาเล่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ครูใหญ่บอกว่าตัวเองไม่เคยตัดพ้อว่าทำไมต้องมาอยู่ในเรือนจำ


 “รู้แค่ว่าอยู่ก็สู้ คุกมันมีมาก่อนเราเกิด เราตายไปแล้วคุกก็ยังอยู่เหมือนเดิม คุกมันไม่ได้ขังเราเป็นคนแรก และคุกก็ไม่ได้ปล่อยเราเป็นคนสุดท้าย เรือนจำอาจพรากอิสรภาพจากเราไปได้หลายหมื่นนาที แต่มันจะพรากความดูดีไปจากเราไม่ได้แม้วินาทีเดียว” เขาให้ทัศนะไว้อีกตอน


เมื่อถามว่าประสบการณ์นี้ทำให้เขาซึ่งเคยทำงานด้านการศึกษามองเรื่องการพัฒนาคนเปลี่ยนไปอย่างไร ครูใหญ่ตอบว่าไม่เปลี่ยน ยังคงเชื่อเช่นเดิมว่าการบังคับให้คนสวดมนต์เช้าเย็นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ก่อนอธิบายว่า “สิ่งที่นักเรียนไทยต้องเผชิญก็คือสิ่งเดียวกันที่คนในคุกต้องเผชิญ นับแต่ทรงผม การบังคับผ่านเครื่องแต่งกาย การบังคับผ่านกิจวัตรประจำวัน เพียงแค่กำแพงโรงเรียนมันต่ำกว่ากำแพงคุกแค่นั้นเอง” 


สำหรับชีวิตประจำวัน ครูใหญ่ใช้เวลาไปกับการนอนทั้งกลางวันกลางคืน อ่านหนังสือ เขียนบทความ และลองเขียนโคลงฉันท์กับกลอนบ้าง ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อคือการได้ออกศาลในคดีต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ ได้ใช้ความคิดในการต่อสู้คดี และได้เจอผู้คนที่มาให้กำลังใจที่ศาล ส่วนสิ่งที่หดหู่ที่สุดคือการที่คดียังไม่ถึงที่สุด ทำให้เขายังไม่ใช่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงการเสียสิทธิหลายอย่าง ทั้งการเลื่อนชั้นนักโทษ การลดโทษ การอภัยโทษ หรือแม้แต่การสมัครเรียน


 “เราอยากอยู่ในคุกแบบที่เป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว แบบที่คดีถึงที่สุดแล้วมากกว่า” ครูใหญ่สะท้อนความรู้สึกอีกตอน


เรื่องกำไล EM ครูใหญ่เล่าถึงคำถามที่เขาได้ยินซ้ำ ๆ จากทั้งเพื่อนผู้ต้องขังและผู้คุมเรือนจำ ว่า “พี่ติด EM จะกลับแล้วเหรอครับพี่” หรือ “ติด EM ทำไมยังไม่กลับ” , “ชาร์จยังไง”, “ทำเรื่องขอถอดยัง” จนทำให้เขานึกถึงเนื้อเพลงของ ‘เอิ้นขวัญ วรัญญา’ ที่ว่า “คนตอบบ่อยู่ คนอยู่บ่ฮู้สิตอบจังได๋”


กับคำถามเรื่องความซับซ้อนของระบบประกันตัวที่บางคดีได้ประกันแต่บางคดีไม่ได้ ทั้งที่ยื่นคำร้องคดี 19 กันยา มาแล้วหลายครั้ง ครูใหญ่ตอบสั้น ๆ ว่า “ก็ยังต้องยื่นประกันต่อไป คนสั่งไม่ขี้เกียจสั่ง คนยื่นก็ไม่ขี้เกียจยื่น” และหากมีโอกาสพูดกับผู้พิพากษาที่ยกคำร้องซ้ำ ๆ โดยตรง เขาอยากบอกว่า “ถ้าจะหนี หนีนานแล้ว ไม่มาศาลให้เอามาติดคุกหรอก”


เมื่อถามถึงสิ่งที่คิดถึงมากที่สุด ครูใหญ่ตอบว่าคือ “อิสรภาพ เพราะอิสรภาพจะพาเราไปหาสิ่งที่เราคิดถึงอื่น ๆ ได้อีก” ส่วนวิธีรับมือกับความกดดันจากการมีหลายคดีพร้อมกัน เขาบอกว่าไม่รู้สึกกดดัน ใช้เวลาไปกับการนอน อ่านหนังสือ ดูทีวี ร้องเพลง เขียนหนังสือ และดูเอกสารคดี สิ่งที่รู้สึกคือความเหนื่อยล้าทางร่างกายจากการต้องเดินทางไปศาลบ่อย ๆ มากกว่าความเครียดหรือความหวาดกลัว สำหรับข้อความที่อยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่ยังติดตามเรื่องราวของเขาอยู่ ครูใหญ่ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “วันพีซมีอยู่จริง”


ด้านมุมมองต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ครูใหญ่บอกว่าเป้าหมายของเขายังเหมือนเดิม เพียงแต่อาจต้องรู้มากขึ้นว่าอะไรคือสถานการณ์ร้อนอะไรคือสถานการณ์เย็น รู้กำลังของตัวเอง และยังเชื่อว่าประเทศไทยยังเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนสถานการณ์การเมืองไทยหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้ เขาให้ความเห็นตรงไปตรงมาว่า “ไม่ได้สร้างเสริมสังคม สังคมไม่ได้สันติสุขขึ้น”


สำหรับไผ่ เพื่อนร่วมชะตากรรมที่ครบหนึ่งปีในวันเดียวกัน ครูใหญ่ฝากข้อความสั้น ๆ ว่า “เราจะไม่ทิ้งทีมเวิร์ค โย่ ๆ” ส่วนแผนชีวิตข้างหน้า หากได้รับอิสรภาพสักวัน เขาบอกว่าอยากทำงานแบบเดิมที่เคยทำมาตลอด แต่แผนที่แน่ชัดคงต้องรอคิดตอนออกไปแล้ว เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าสังคมข้างนอกให้ความสำคัญกับประเด็นอะไรกันบ้าง


 “ต้องเรียนรู้ AI ก่อน ไปใช้เวลาให้ทันโลกที่เรากดหยุด มาอยู่ในคุกให้ทันก่อน แต่เรื่องที่อยากทำก็คงเป็นเรื่องเดิมที่เคยทำมาตลอด” อดีตติวเตอร์งานชุกกล่าวทิ้งท้าย


ข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไผ่จตุภัทร์ #ครูใหญ่อรรถพล #มาตรา112