วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : วาระ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 [2 ทศวรรษ แห่งการช่วงชิงอำนาจรัฐไทยที่ยังไม่สิ้นสุด]

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : วาระ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549


จาก 19 ก.ย. 49 ถึง 19 ก.ย. 69

2 ทศวรรษ แห่งการช่วงชิงอำนาจรัฐไทยที่ยังไม่สิ้นสุด


ธิดา ถาวรเศรษฐ [2 ก.ย. 69]


เมื่อพบว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองชนชั้นนายทุนได้เป็นพรรคใหญ่ ครองใจประชาชน ขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย ในระบอบเก่าโดยแทนที่อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  สงครามระหว่างชนชั้นก็เปิดฉาก จากปี 2548 จนใช้การทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เพื่อยึดอำนาจและทำลายนายทุนใหม่ที่มีขีดความสามารถ ยึดอำนาจผ่านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จนต้องแก้เกมด้วยการทำรัฐประหารครั้งใหม่หลังจากรัฐประหาร 2534 นับได้ 15 ปี


ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าจะมีรัฐประหารในยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว  เพราะดูประหนึ่งว่าเราก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างเป็นสากล ด้วยรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ยึดโยงกับประชาชน และค่อนข้างทันสมัยด้วยหมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนและวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง


การทำรัฐประหาร 2549 จึงเป็นหลักไมล์สำคัญเช่นกับรัฐประหาร 2490  ที่ทำลายการบริหารประเทศและอำนาจของคณะราษฎร 2475  ส่วนการทำรัฐประหาร 2549 จึงเป็นการทำรัฐประหารจัดการพรรคการเมืองนายทุนที่ยึดครองความชอบธรรมจากการเลือกตั้งโดยตรง คุกคามอำนาจระบอบอำมาตยาธิปไตย และเครือข่ายจารีตอำนาจนิยมเดิมที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน  เท่ากับว่าระบอบประชาธิปไตยแบบสากลที่ได้จากการต่อสู้ของประชาชนในปี พ.ศ. 2535 ถูกละทิ้งและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อีกครั้ง  ถอยหลังไปจนถึงยุคเผด็จการ สฤษดิ์  ธนะรัชต์


แต่ความขัดแย้งระหว่าง 2 ระบอบนี้มีผลต่อประชาชนที่ถูกแบ่งออกเป็น ฝ่ายต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยจริง กับฝ่ายจารีตอำนาจนิยมในระบอบอำมาตยาธิปไตย  เกิดเป็นสงครามไพร่ในยุคใหม่ กับอำมาตย์ขุนศึกยุคเก่า


แต่การทำรัฐประหารและการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ตั้งแต่ปี 2550 และปี 2560  ล้วนไม่อาจสกัดไพร่สมัยใหม่ ที่จากอดีตมีไพร่ระดับล่างเป็นส่วนใหญ่ ก็มาได้ชนชั้นกลางใหม่เป็นแนวร่วม ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2563  นี่ก็ถือว่าสงครามระหว่าง 2 ขั้ว ยึดยาวมาถึง 20 ปี และยังจะยืดเยื้อต่อไป เพราะเครือข่ายชนชั้นนำระบอบอำมาตยาธิปไตยใช้เครื่องมือ พรรคการเมือง ท้องถิ่น ยกระดับเป็นพรรคใหญ่แทนพรรคเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ล้มเหลว และมีรัฐธรรมนูญ 2560 มีวุฒิสมาชิก สส.สีน้ำเงิน องค์กรอิสระ ข้าราชการชั้นสูง กระบวนการยุติธรรม เข้าสร้างเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยในยุคปัจจุบันที่เลวร้าย คดโกง ยึดกุมประเทศไว้เกือบสมบูรณ์


ยุทธศาสตร์การยึดครองอำนาจควบคุมการปกครองประเทศของระบอบอำมาตยาธิปไตยยังดำเนินไปไม่หยุดยั้ง ผ่านวิธีการจากรัฐประหารดื้อ ๆ มาใช้กลยุทธผ่านพรรคการเมืองแบบสร้างขุมกำลังแบบโจรในคราบนักการเมือง ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีคำว่ามีความชอบธรรม มีคุณธรรม แม้แต่ตามกฎหมายที่โจร ในฐานะรัฎฐาธิปัตย์จากกองทัพ ได้เขียนเอาไว้เอง หลังผ่านรัฐประหารมา 2 ทศวรรษ มีกฎหมายโจร, รัฐธรรมนูญโจร (ของอาจารย์มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ) เกิดขึ้นมากมาย เพื่อประหัตประหารพรรคการเมืองและขบวนการประชาชนที่ต้องการความเท่าเทียมและสิทธิเสรีภาพแบบประเทศที่เจริญแล้ว

 

สิ่งที่ระบอบเก่าทำสำเร็จคือ แยกสลายพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้ไปร่วมขั้วรัฐบาลกับพรรคของกลุ่มตน และทำกลยุทธให้พรรคใหม่ฝ่ายประชาธิปไตยไปสนับสนุนให้พรรคสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นตัวแทนของน้ำเงินแท้ ได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล เพียงช่วงเวลาไม่นาน พรรคสีน้ำเงินจากนายทุนท้องถิ่นก็สถาปนาอำนาจได้ทั่วประเทศ ทั้งโดยกระสุนเงินและกระแสอ้างสถาบันฯ


ประชาชนต้องเดินทางต่อไป แม้เขาจะนิรโทษกรรมเครือข่ายความขัดแย้งเก่าที่ผ่านมา จาก 2548 ยกเว้นผู้ผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ดิฉันคิดว่าความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ และตัวละครหลักภายใต้หัวโขนเดิม แม้จะเปลี่ยนหน้าใหม่ แต่ก็ยังแสดงบทแบบเดิม


การไม่รู้เท่าทันยุทธศาสตร์คงอำนาจของระบอบอำมาตย์ฯ ไปเน้นเรื่องพรรคและบุคคล กระทั่งสีเสื้อ  เป็นการสลายพละกำลังของขบวนการประชาธิปไตยเอง  พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเดิมและพรรคใหม่ก็มีปัญหาในการร่วมเดินทางกับประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยจริง กลับไปเติมพลังให้ระบอบอำมาตย์ ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม เป็นเรื่องน่าเสียใจ  แต่ทำอย่างไรได้  พรรคสีน้ำเงินก็มาเยาะเย้ย มาขอบคุณ และกล่าวว่า ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล  นั้นชัดเจน ในพรรคที่ข้ามขั้วไปแล้ว แต่พรรคที่เป็นความหวังของประชาชนก็ผิดพลาดทั้งในทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ของการต่อสู้ของประชาชน


คำขวัญของเราคือ “นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย”


เราก็ต้องเดินทางต่อสู้ในสงครามชนชั้นที่ยืดเยื้อในประเทศนี้ต่อไป  พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจร่วมเดินทางกับประชาชนได้ในระยะเวลาหนึ่ง ถ้าเข้าใจว่าทุกพรรคประสงค์เป็นรัฐบาล อ้างว่าก้าวข้ามความขัดแย้งนั้น น่าจะอยากเป็นรัฐบาลเพื่อสร้างพรรคของตนเองให้เติบใหญ่ ด้วยอำนาจทางการเมือง  มากกว่าที่จะคิดถึงการต่อสู้จริงของประชาชน เปาหมายเพื่อเป็นรัฐบาลและอาจสร้างความฝันให้เป็นจริงได้นั้น เป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่ขบวนการต่อสู้ของประชาชนนั้นสืบทอดอุดมการณ์ เพื่อช่วงชิงอำนาจให้มาอยู่ในมือประชาชนจริงนั้น ต้องเดินหน้าต่อไป!!!


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐประหาร #รัฐไทย