ธิดา ถาวรเศรษฐ : วาระ 20 ปี
รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
จาก 19 ก.ย. 49 ถึง 19 ก.ย. 69
2 ทศวรรษ แห่งการช่วงชิงอำนาจรัฐไทยที่ยังไม่สิ้นสุด
ธิดา
ถาวรเศรษฐ [2 ก.ย. 69]
เมื่อพบว่า
รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองชนชั้นนายทุนได้เป็นพรรคใหญ่ ครองใจประชาชน
ขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย ในระบอบเก่าโดยแทนที่อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สงครามระหว่างชนชั้นก็เปิดฉาก จากปี 2548
จนใช้การทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
เพื่อยึดอำนาจและทำลายนายทุนใหม่ที่มีขีดความสามารถ
ยึดอำนาจผ่านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จนต้องแก้เกมด้วยการทำรัฐประหารครั้งใหม่หลังจากรัฐประหาร
2534 นับได้ 15 ปี
ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าจะมีรัฐประหารในยุคหลังรัฐธรรมนูญ
2540 แล้ว เพราะดูประหนึ่งว่าเราก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างเป็นสากล
ด้วยรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ยึดโยงกับประชาชน และค่อนข้างทันสมัยด้วยหมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนและวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
การทำรัฐประหาร
2549 จึงเป็นหลักไมล์สำคัญเช่นกับรัฐประหาร 2490
ที่ทำลายการบริหารประเทศและอำนาจของคณะราษฎร 2475 ส่วนการทำรัฐประหาร 2549
จึงเป็นการทำรัฐประหารจัดการพรรคการเมืองนายทุนที่ยึดครองความชอบธรรมจากการเลือกตั้งโดยตรง
คุกคามอำนาจระบอบอำมาตยาธิปไตย
และเครือข่ายจารีตอำนาจนิยมเดิมที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน
เท่ากับว่าระบอบประชาธิปไตยแบบสากลที่ได้จากการต่อสู้ของประชาชนในปี พ.ศ.
2535 ถูกละทิ้งและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อีกครั้ง ถอยหลังไปจนถึงยุคเผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์
แต่ความขัดแย้งระหว่าง
2 ระบอบนี้มีผลต่อประชาชนที่ถูกแบ่งออกเป็น ฝ่ายต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยจริง
กับฝ่ายจารีตอำนาจนิยมในระบอบอำมาตยาธิปไตย
เกิดเป็นสงครามไพร่ในยุคใหม่ กับอำมาตย์ขุนศึกยุคเก่า
แต่การทำรัฐประหารและการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ตั้งแต่ปี
2550 และปี 2560
ล้วนไม่อาจสกัดไพร่สมัยใหม่ ที่จากอดีตมีไพร่ระดับล่างเป็นส่วนใหญ่
ก็มาได้ชนชั้นกลางใหม่เป็นแนวร่วม ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2563 นี่ก็ถือว่าสงครามระหว่าง 2 ขั้ว ยึดยาวมาถึง
20 ปี และยังจะยืดเยื้อต่อไป เพราะเครือข่ายชนชั้นนำระบอบอำมาตยาธิปไตยใช้เครื่องมือ
พรรคการเมือง ท้องถิ่น ยกระดับเป็นพรรคใหญ่แทนพรรคเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์
ที่ล้มเหลว และมีรัฐธรรมนูญ 2560 มีวุฒิสมาชิก สส.สีน้ำเงิน องค์กรอิสระ
ข้าราชการชั้นสูง กระบวนการยุติธรรม เข้าสร้างเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยในยุคปัจจุบันที่เลวร้าย
คดโกง ยึดกุมประเทศไว้เกือบสมบูรณ์
ยุทธศาสตร์การยึดครองอำนาจควบคุมการปกครองประเทศของระบอบอำมาตยาธิปไตยยังดำเนินไปไม่หยุดยั้ง
ผ่านวิธีการจากรัฐประหารดื้อ ๆ
มาใช้กลยุทธผ่านพรรคการเมืองแบบสร้างขุมกำลังแบบโจรในคราบนักการเมือง
ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีคำว่ามีความชอบธรรม มีคุณธรรม แม้แต่ตามกฎหมายที่โจร ในฐานะรัฎฐาธิปัตย์จากกองทัพ
ได้เขียนเอาไว้เอง หลังผ่านรัฐประหารมา 2 ทศวรรษ มีกฎหมายโจร, รัฐธรรมนูญโจร
(ของอาจารย์มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ) เกิดขึ้นมากมาย เพื่อประหัตประหารพรรคการเมืองและขบวนการประชาชนที่ต้องการความเท่าเทียมและสิทธิเสรีภาพแบบประเทศที่เจริญแล้ว
สิ่งที่ระบอบเก่าทำสำเร็จคือ
แยกสลายพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้ไปร่วมขั้วรัฐบาลกับพรรคของกลุ่มตน และทำกลยุทธให้พรรคใหม่ฝ่ายประชาธิปไตยไปสนับสนุนให้พรรคสีน้ำเงิน
ซึ่งเป็นตัวแทนของน้ำเงินแท้ ได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล เพียงช่วงเวลาไม่นาน
พรรคสีน้ำเงินจากนายทุนท้องถิ่นก็สถาปนาอำนาจได้ทั่วประเทศ
ทั้งโดยกระสุนเงินและกระแสอ้างสถาบันฯ
ประชาชนต้องเดินทางต่อไป
แม้เขาจะนิรโทษกรรมเครือข่ายความขัดแย้งเก่าที่ผ่านมา จาก 2548 ยกเว้นผู้ผิดกฎหมายอาญามาตรา
112 แต่ดิฉันคิดว่าความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ และตัวละครหลักภายใต้หัวโขนเดิม
แม้จะเปลี่ยนหน้าใหม่ แต่ก็ยังแสดงบทแบบเดิม
การไม่รู้เท่าทันยุทธศาสตร์คงอำนาจของระบอบอำมาตย์ฯ
ไปเน้นเรื่องพรรคและบุคคล กระทั่งสีเสื้อ
เป็นการสลายพละกำลังของขบวนการประชาธิปไตยเอง พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเดิมและพรรคใหม่ก็มีปัญหาในการร่วมเดินทางกับประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยจริง
กลับไปเติมพลังให้ระบอบอำมาตย์ ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม เป็นเรื่องน่าเสียใจ แต่ทำอย่างไรได้ พรรคสีน้ำเงินก็มาเยาะเย้ย มาขอบคุณ และกล่าวว่า
ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล นั้นชัดเจน
ในพรรคที่ข้ามขั้วไปแล้ว
แต่พรรคที่เป็นความหวังของประชาชนก็ผิดพลาดทั้งในทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ของการต่อสู้ของประชาชน
คำขวัญของเราคือ
“นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย”
เราก็ต้องเดินทางต่อสู้ในสงครามชนชั้นที่ยืดเยื้อในประเทศนี้ต่อไป
พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจร่วมเดินทางกับประชาชนได้ในระยะเวลาหนึ่ง
ถ้าเข้าใจว่าทุกพรรคประสงค์เป็นรัฐบาล อ้างว่าก้าวข้ามความขัดแย้งนั้น น่าจะอยากเป็นรัฐบาลเพื่อสร้างพรรคของตนเองให้เติบใหญ่
ด้วยอำนาจทางการเมือง มากกว่าที่จะคิดถึงการต่อสู้จริงของประชาชน
เปาหมายเพื่อเป็นรัฐบาลและอาจสร้างความฝันให้เป็นจริงได้นั้น
เป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่อาจคาดการณ์ได้
แต่ขบวนการต่อสู้ของประชาชนนั้นสืบทอดอุดมการณ์ เพื่อช่วงชิงอำนาจให้มาอยู่ในมือประชาชนจริงนั้น
ต้องเดินหน้าต่อไป!!!
