ปชน.
เตรียมยื่น ป.ป.ช. เอาผิด กกต. 7 คน ศุกร์นี้ ชี้มติคดีโกง สว.
ส่อใช้ดุลพินิจมิชอบ จับตาตั้ง ‘ปิยะ’ คุม DSI หวั่นกระทบการสอบสวนขยายผล
วันที่
23 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พริษฐ์ วัชรสินธุ
สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินการต่อกรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ในคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเตรียมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.) ในวันศุกร์นี้ เพื่อขอให้ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.
ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว
ณัฐพงษ์กล่าวว่า
พรรคประชาชนเห็นว่ามติของ กกต. ในคดีโกงเลือก สว.
มีลักษณะเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
และอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายหลายฉบับ
อาทิ รัฐธรรมนูญ มาตรา 234,
พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69
และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยตนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ
ป.ป.ช. ด้วยตนเอง
สำหรับสาระสำคัญของคำร้อง
แบ่งออกเป็น 2
ส่วน ส่วนแรกคือมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา
ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่ามีประเด็นที่อาจเข้าข่ายการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ส่วนที่สองคือพฤติการณ์ในการดำเนินการของ กกต. ตั้งแต่ก่อนมีมติ
ซึ่งพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่ามีข้อพิรุธหลายประการที่อาจสะท้อนถึงการปล่อยปละละเลยต่อการทุจริตในกระบวนการเลือก
สว.
ณัฐพงษ์ระบุว่ามติ
กกต. มีการปฏิเสธการมองการกระทำในลักษณะเป็นขบวนการ โดยเลือกพิจารณาเป็นรายบุคคล
ทั้งที่พฤติการณ์โดยรวมอาจมีความเชื่อมโยงกัน
รวมถึงการพิจารณาหลักฐานโพยใบสั่งที่มีข้อน่าสังเกตผิดปกติ เพราะในอดีต กกต.
เคยดำเนินคดีจากหลักฐานการสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ที่มีเพียงข้อความขอแลกคะแนน
ขณะที่กรณีนี้มีวัตถุพยานประกอบมากกว่า
นอกจากนี้
พรรคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตต่อการนำการกลับคำให้การของพยานบางรายมาใช้ประกอบการพิจารณา
ตลอดจนพฤติการณ์ก่อนวันเลือก สว.
ทั้งการออกระเบียบที่กำหนดให้ใช้หมายเลขเดียวกันในรอบเช้าและรอบบ่าย
ซึ่งอาจเอื้อต่อการจัดทำโพย ความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร
และการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก
โดยรายละเอียดทั้งหมดได้ถูกรวบรวมไว้ในคำร้องที่จะยื่นต่อ ป.ป.ช. แล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะยื่นคำร้องต่อ
กกต. ทั้ง 7
คนหรือไม่
ณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคจะยื่นคำร้องครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ปรากฏ
ส่วนการวินิจฉัยว่าใครมีความผิดหรือไม่เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.
ที่จะต้องตั้งคณะไต่สวนและตรวจสอบต่อไป
“การดำเนินการในลักษณะนี้ดำเนินการเป็นขบวนการ
ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ ถ้ามองในภาพรวมทั้งหมด
เอาจิ๊กซอว์ทุกตัวมาต่อกัน เห็นช้างทั้งตัว
ก็จะเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตจริงๆ” ณัฐพงษ์กล่าว
ด้านพริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า
พรรคมีแนวทางยื่นคำร้องต่อ กกต. ทั้ง 7 คน เนื่องจากข้อมูลที่ กกต.
เปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้ระบุว่ากรรมการแต่ละคนลงมติอย่างไรในแต่ละข้อกล่าวหา
จึงควรเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน
ทีมกฎหมายของพรรคกำลังพิจารณาว่าสามารถยื่นคำร้องครอบคลุมถึงอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่
โดยเฉพาะในส่วนที่อาจเข้าข่ายตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69
นอกจากนี้
การแต่งตั้ง ปิยะ รักสกุล ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในอนุกรรมการที่พิจารณาคดีเลือก
สว.
และอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมากที่มีความเห็นไม่ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่รายเดียว
ทำให้พรรคประชาชนมีข้อกังวลต่อการแต่งตั้งดังกล่าว ในช่วงที่ DSI ยังมีบทบาทสำคัญในการสอบสวนและขยายผลคดี
พริษฐ์ชี้ว่า
หลัง กกต. มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้อง 77 คน ย่อมสะท้อนว่ามีกรณีที่
กกต. เห็นว่าควรเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว และ DSI จำเป็นต้องเดินหน้าสอบสวนในส่วนของตนเองต่ออย่างเข้มข้นและตรงไปตรงมา
การเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI ในช่วงเวลาดังกล่าว
โดยแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีความเห็นในสำนวนคดีนี้
จึงเป็นประเด็นที่พรรคจะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
“มันทำให้เกิดข้อกังวลว่า
เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของ DSI เป็นคุณต่อคนในรัฐบาล หรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่”
พริษฐ์กล่าว
