วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

สภาเห็นชอบวาระ 2-3 ร่าง พ.ร.บ.กลาโหมฯ ฉบับ ครม. ‘ชยพล-กิตติพงษ์’ สงวนความเห็น ชี้ปฏิรูปกองทัพต้องมีเข็มทิศเดียว จัดซื้อยุทโธปกรณ์ตามแผน ย้ำรัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ

 


สภาเห็นชอบวาระ 2-3 ร่าง พ.ร.บ.กลาโหมฯ ฉบับ ครม. ‘ชยพล-กิตติพงษ์’ สงวนความเห็น ชี้ปฏิรูปกองทัพต้องมีเข็มทิศเดียว จัดซื้อยุทโธปกรณ์ตามแผน ย้ำรัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ


วันที่ 2 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. … ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้ว 


ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน พร้อมทั้ง กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ได้อภิปรายสงวนความเห็นในหลายมาตรา จากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ยึดเนื้อหาตามร่างฯ ของ ครม. เป็นเนื้อหาหลัก


ชยพลได้อภิปรายในมาตรา 3 แก้ไขมาตรา 13 เสนอให้บรรจุ ‘แผนการจัดหายุทโธปกรณ์’ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม หรือ ‘สมุดปกขาว’ เพื่อให้การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในแต่ละปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ ทั้งด้านสมรรถนะ ความเข้ากันได้ของระบบ (compatibility) และการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเหล่าทัพ เสนอให้สภากลาโหมเป็นผู้ให้ความเห็นด้านการทหาร ก่อนเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ


ชยพลระบุว่า หากสมุดปกขาวไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ จะเปิดช่องให้เกิดการจัดซื้อที่ไม่สอดคล้องกับภาพใหญ่ เช่น แต่ละเหล่าทัพใช้ระบบสื่อสารหรือมาตรฐานยุทโธปกรณ์ต่างกันจนเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้ เกิดปัญหาการส่งกำลังบำรุง อะไหล่ และการซ่อมบำรุง หรือการจัดซื้อที่ไม่สนับสนุนแผนป้องกันประเทศ อย่างเช่นกรณีกองทัพเรือที่มีแผนจัดหาเรือฟริเกต แต่กลับไปจัดหาเรือดำน้ำก่อน


ขณะเดียวกัน อำนาจให้ความเห็นชอบสมุดปกขาวควรอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่สภากลาโหม เพราะแผนพัฒนากองทัพและการจัดหายุทโธปกรณ์มีระยะเวลายาวกว่าวาระของผู้บัญชาการเหล่าทัพแต่ละคน จึงต้องยึดโยงกับฝ่ายการเมือง นโยบายรัฐบาล สถานการณ์ของประเทศและสถานการณ์โลก เพื่อให้กองทัพมีทิศทางการพัฒนาในระยะยาว


ด้านกิตติพงษ์อภิปรายเพิ่มเติม ว่าไม่ควรผูกการจัดทำแผนปฏิรูปกองทัพเข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 และการรัฐประหารโดย คสช. กองทัพจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่นกรณีอากาศยานไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกรอบเวลา 20 ปีอาจยาวเกินไปสำหรับการวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง


นอกจากนี้ยังควรมีการบรรจุแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ในสมุดปกขาว การพัฒนากองทัพต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วน คือ ยุทโธปกรณ์ กำลังพล และแผนการทางทหาร หากมียุทธศาสตร์แต่ไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ การกำหนดทิศทางพัฒนากองทัพก็จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ


กิตติพงษ์ยังระบุว่า นอกจากนี้ หากต้องการให้กองทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้จริง ต้องมีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capability Command: JCC) การจัดหายุทโธปกรณ์ก็ต้องมีแผนร่วมกัน ไม่เช่นนั้นการปฏิบัติงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งการมีแผนจัดหาระยะยาวยังช่วยประหยัดงบประมาณทั้งในขั้นตอนการจัดหาและการซ่อมบำรุงด้วย


สำหรับมาตรา 5 แก้ไขมาตรา 24 วรรคห้า ชยพลเสนอให้ตัด ‘มติของสภากลาโหม’ ออกจากฐานอำนาจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถมอบให้บุคคลอื่นปฏิบัติราชการแทน โดยชี้ว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เดิมให้อำนาจสภากลาโหมไว้สูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะมาตรา 43 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามมติสภากลาโหมในหลายเรื่อง ตั้งแต่นโยบายการทหาร การระดมสรรพกำลัง การปกครองบังคับบัญชา งบประมาณ ไปจนถึงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทหาร


“สภากลาโหมประกอบด้วยนายพลโดยตำแหน่งจำนวนมาก ซึ่งสามารถลงมติเหนือรัฐมนตรีได้ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปทำไม หากรัฐมนตรีไม่มีอำนาจบริหารกระทรวงของตนเอง อำนาจนั้นควรจะต้องอยู่ที่ฝั่งของการเมืองในการบริหารราชการ ไม่ใช่ไปนั่งเป็นหุ่นเชิดให้กับสภาของนายพล” ชยพลกล่าว


ด้านกิตติพงษ์ ได้อภิปรายในมาตราดังกล่าว โดยขอย้ำหลักการพลเรือนต้องอยู่เหนือกองทัพ รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ สภากลาโหมควรเป็นเพียงสภาที่ปรึกษา ไม่ควรมีอำนาจเหนือรัฐมนตรี อำนาจสั่งการ อนุญาต อนุมัติ และปฏิบัติราชการซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีอยู่แล้ว ไม่ควรถูกผูกไว้กับมติของสภากลาโหม


ช่วงท้าย ชยพลยังอภิปรายสนับสนุนกรอบเวลา 90 วันในการจัดทำแผนปฏิรูปหรือพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่าแผนดังกล่าวเปรียบเสมือนกระดูกและเข็มทิศของการปฏิรูปกองทัพ และข้อมูลที่ใช้จัดทำควรเป็นข้อมูลที่กองทัพมีอยู่แล้วจากการบริหารราชการตามปกติ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอนานถึง 6 เดือนตามร่างฯ ครม.


ส่วนคำชี้แจงที่ระบุว่าแนวทางใหม่จะเป็นการวางแผนจากบนลงล่าง หากเป็นเช่นนั้น ที่ผ่านมากองทัพวางแผนจากแต่ละเหล่าทัพขึ้นมาแล้วจึงค่อยสร้างแผนภาพใหญ่ครอบอีกชั้นหนึ่งหรือไม่ และนั่นหมายความว่าที่ผ่านมาแต่ละเหล่าทัพไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่


ส่วนผลการลงมติ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ในวาระ 2 และ 3 มีจำนวนผู้ลงมติ 435 คน เห็นด้วย 434 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 1 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบกลาโหม #พรรคประชาชน #ปฏิรูปกองทัพ